บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 2: กรงทองของเทพสงคราม - 2

ที่แท้จุดประสงค์ของคำสั่งนี้ คือการป้องกันไม่ให้สายลับหรือศัตรูที่แฝงตัวอยู่ในจวนเข้ามาทำร้ายนางได้ และกันไม่ให้นางต้องไปรับรู้ข่าวสารแย่ๆ จากภายนอก ทว่าในหูของซินเยว่ มันคือคำประกาศจองจำชั่วนิรันดร์

นางพยักหน้ารับอย่างจำยอม น้ำตาไหลอาบแก้ม

“และอาหารบนโต๊ะนั่น” จ้าวหยางเจี้ยนชี้ไปที่อาหารเลิศรส “กินเข้าไปให้หมด หากพรุ่งนี้เช้าข้าพบว่าเจ้ากินไม่หมด ข้าจะสั่งโบยสาวใช้ของเจ้า”

พูดจบเขาก็หมุนตัวเดินตึงตังออกไปจากห้องทันที ทิ้งให้ซินเยว่นั่งสะอึกสะอื้นอยู่บนเตียงหยกเพียงลำพัง

เมื่อประตูเรือนปิดลง ซินเยว่กอดเข่าร้องไห้อย่างหนัก นางหวาดกลัวบุรุษผู้นี้จนจับใจ เขาช่างโหดร้ายและเผด็จการยิ่งนัก ขู่จะหักขานาง ขู่จะโบยเสี่ยวชุ่ย นางจะต้องมีชีวิตอยู่ในขุมนรกแห่งนี้ไปอีกนานเท่าใดกัน

ทว่าเมื่อร้องไห้จนเหนื่อยหอบ ท้องของนางก็ร้องประท้วงขึ้นมาเบาๆ ซินเยว่มองไปที่อาหารบนโต๊ะ แม้จะกลัวตาย แต่คำขู่ที่ว่าจะโบยเสี่ยวชุ่ยทำให้นางต้องฝืนใจเดินไปนั่งที่โต๊ะ นางตักรังนกตุ๋นเข้าปากคำแรก...

อุ่นพอดี ไม่ลวกปาก แถมยังมีรสชาติหวานกลมกล่อม ไก่ฟ้าอบก็เนื้อนุ่มละมุนลิ้น ขนมกุ้ยฮวาก็เป็นรสชาติเดียวกับร้านโปรดของนางในเมืองหลวงเป๊ะๆ

ซินเยว่กะพริบตาปริบๆ ความงุนงงเข้ามาแทนที่ความหวาดกลัวชั่วขณะ “นักโทษ ได้กินของดีถึงเพียงนี้เชียวหรือ”

ฟึ่บ! ฉับ!

คมดาบเหล็กกล้าตัดผ่านอากาศธาตุ เกิดเสียงหวีดหวิวที่น่าสะพรึงกลัวก่อนจะฟาดฟันลงบนหุ่นฟางอย่างแม่นยำและรุนแรง ร่างของหุ่นไม้ที่บุด้วยฟางหนาขาดสะบั้นเป็นสองท่อน กระจัดกระจายไปทั่วลานฝึกดาบหลังจวนชินอ๋อง ทว่าโทสะและความรุ่มร้อนในอกของจ้าวหยางเจี้ยนกลับไม่ได้ลดน้อยลงไปตามจำนวนหุ่นที่เขาทำลาย

ร่างกายสูงใหญ่กำยำที่ท่อนบนเปลือยเปล่าเต็มไปด้วยเหงื่อโทรมกาย กล้ามเนื้อทุกมัดตึงเขม็งขณะที่เขาพุ่งทะยานร่ายรำดาบชุดถัดไปอย่างบ้าคลั่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคายบึ้งตึงดุดัน นัยน์ตาสีนิลวาวโรจน์ไปด้วยความรู้สึกที่สับสนปนเป ทั้งโหยหา หวงแหน และหวาดกลัวลึกๆ ในใจ

เขากำลังกลัว... กลัวว่ากรงทองที่เขาสร้างขึ้นจะกักขังได้เพียงกาย แต่ไม่อาจครอบครองใจของสตรีผู้นั้นได้

จ้าวหยางเจี้ยนหยุดชะงักฝีเท้า ปลายดาบชี้ลงพื้น ลมหายใจหอบถี่ พลางแหงนหน้ามองท้องฟ้าที่เริ่มมืดมิด กลิ่นหอมของดอกกุ้ยฮวาที่ลอยมาจากทิศทางของเรือนเหมันต์นิรันดร์ ทำให้ภาพเหตุการณ์ในอดีตที่เขาจดจำได้ฝังใจไหลย้อนกลับมาดั่งสายน้ำหลาก

สิบห้าปีก่อน ณ ตรอกซอกซอยอันมืดมิดและหนาวเหน็บของเมืองหลวง

ในเวลานั้น จ้าวหยางเจี้ยนยังเป็นเพียงองค์ชายที่ถูกลืม เขาไม่ได้มีอำนาจล้นฟ้า และไม่ได้มีกองทัพหนุนหลังอย่างเช่นวันนี้ ในวันที่ราชสำนักเต็มไปด้วยการแก่งแย่งชิงดี องค์ชายผู้ไร้มารดาคอยคุ้มครองอย่างเขาย่อมตกเป็นเป้าสังหารได้ง่ายดายที่สุด

เขาถูกกลุ่มมือสังหารไล่ต้อนจนมุม ร่างกายวัยสิบชันษาเต็มไปด้วยบาดแผลฉกรรจ์ เลือดสีแดงฉานไหลซึมผ่านเสื้อผ้าที่ขาดวิ่นจนชุ่มไปทั้งตัว จ้าวหยางเจี้ยนพยายามตะเกียกตะกายหนีไปตามถนนสายหลักท่ามกลางฝูงชนที่เดินกันขวักไขว่ ทว่ากลับไม่มีใครเหลียวมองเด็กชายตัวเล็กๆ ที่กำลังจะสิ้นใจลงกลางถนน

ความสิ้นหวังเกาะกุมหัวใจ ทัศนียภาพเบื้องหน้าเริ่มพร่าเลือนด้วยอาการเสียเลือดมาก จนกระทั่งเขาทรุดตัวลงข้างล้อรถม้าคันหนึ่งที่จอดอยู่ริมทาง

“นั่นใครน่ะ? พี่สาวดูสิ มีคนบาดเจ็บอยู่ตรงนี้”

เสียงใสๆ ราวกับระฆังแก้วดังขึ้นที่ข้างหู จ้าวหยางเจี้ยนปรือตาที่หนักอึ้งขึ้นมอง เห็นเด็กหญิงตัวน้อยในชุดผ้าไหมสีชมพูอ่อนงดงามประหนึ่งเทพธิดาตัวจิ๋ว นางมีดวงตาดอกท้อที่กลมโตและเปี่ยมไปด้วยความเมตตา

นั่นคือครั้งแรกที่เขาได้พบกับ หลี่ซินเยว่

“ชู่ว... อย่าส่งเสียงดังนะเจ้าคะ เดี๋ยวคนร้ายจะตามมา” เด็กหญิงตัวน้อยกระซิบบอกสาวใช้คนสนิท ก่อนจะหันมามองเขาด้วยความเป็นห่วง นางไม่ได้รังเกียจคราบเลือดที่เลอะเทอะ แต่กลับยื่นมือเล็กๆ มาพยุงเขา “รีบขึ้นมาหลบในรถม้าของข้าก่อนเถิดเจ้าค่ะ ข้าจะพาท่านไปหาหมอ”

ในวินาทีที่เขาถูกโอบอุ้มเข้าไปในรถม้าที่อบอวลไปด้วยกลิ่นหอมละมุนของดอกไม้ และความอบอุ่นจากผ้าห่มผืนหนาที่นางคลุมให้ จ้าวหยางเจี้ยนก็รู้สึกเหมือนตนเองได้เกิดใหม่

เขานอนหายใจรวยรินอยู่บนตักของนาง โดยมีมือนุ่มๆ คอยซับเลือดให้และป้อนน้ำให้เขาทีละนิด นางไม่ได้ถามว่าเขาเป็นใคร หรือเหตุใดจึงถูกไล่ล่า นางเพียงแค่กุมมือเขาไว้แน่นแล้วบอกว่า “ไม่เป็นไรนะเจ้าคะ ท่านจะปลอดภัยแล้ว...”

ความดีงามและความบริสุทธิ์ในวันนั้น กลายเป็น พันธนาการที่ผูกมัดหัวใจของจ้าวหยางเจี้ยนไว้อย่างแน่นหนา นับแต่วินาทีนั้น เขาสาบานกับตนเองว่า หากเขามีชีวิตรอดไปได้ เขาจะทำทุกทางเพื่อครอบครองสตรีผู้นี้ และจะกางปีกปกป้องนางไม่ให้สิ่งชั่วร้ายใดๆ เข้ามากล้ำกราย

ทว่า หนทางสู่บัลลังก์อำนาจนั้นแลกมาด้วยความเลือดเย็น

จ้าวหยางเจี้ยนต้องใช้เวลาสิบกว่าปีในการไต่เต้าขึ้นสู่ตำแหน่งมหาอุปราช เขาต้องล้างมือด้วยเลือดศัตรูนับพัน ต้องสวมหน้ากากพญายมผู้โหดเหี้ยมเพื่อให้อยู่รอดท่ามกลางฝูงหมาป่าในราชสำนัก เขาเฝ้าดูหลี่ซินเยว่เติบโตขึ้นจากมุมมืดมาตลอด เห็นนางถูกครอบครัวรังแก เห็นนางต้องอดทนต่อสู้เพียงลำพัง

หัวใจของเขาเจ็บปวดทุกครั้งที่เห็นนางหลั่งน้ำตา แต่เขาก็ไม่อาจเข้าหานางได้ในฐานะบุรุษธรรมดา เพราะศัตรูของเขามีอยู่รอบกาย หากเขายื่นมือไปหานางในตอนนั้น นางย่อมกลายเป็นเป้าโจมตีของคนทั่วทั้งแผ่นดิน

เขาจึงทำได้เพียงรอ... รอโอกาสที่เหมาะสมที่สุด

และโอกาสนั้นก็มาถึงในวันที่ตระกูลหลี่พังพินาศ เขาไม่ลังเลเลยที่จะใช้อำนาจที่เขามี บีบบังคับให้นางแต่งเข้าจวนมาในฐานะนักโทษเพื่อที่เขาจะได้กักขังนางไว้ในพื้นที่ที่ปลอดภัยที่สุด ภายใต้การดูแลของเขาแต่เพียงผู้เดียว

จ้าวหยางเจี้ยนปักดาบลงบนพื้นดินอย่างแรงจนแผ่นดินสะเทือน เขาพ่นลมหายใจออกมาเพื่อสงบสติอารมณ์

เขารู้ดีว่าภาพลักษณ์พญายมของเขานั้นน่ากลัวเพียงใด และเขาก็จงใจใช้มันเป็นเกราะป้องกันนาง แม้จะรู้ว่ามันอาจทำให้นางหวาดกลัว แต่ตราบใดที่นางยังอยู่ในสายตาของเขา ตราบใดที่นางยังมีชีวิตอยู่อย่างสุขสบายเป็นปลาเค็มในจวนแห่งนี้ เขาก็ยินดีที่จะถูกนางเกลียดชังไปชั่วชีวิต

เขายอมเป็นคนเลวในสายตาคนทั้งโลก เพื่อเป็นคนเดียวที่ได้โอบกอดนางไว้ในอ้อมแขน

“ท่านอ๋องพ่ะย่ะค่ะ...” เสียงของมู่ไป๋ดังขึ้นจากทางด้านหลัง

จ้าวหยางเจี้ยนไม่หันกลับไปมอง “มีอะไร?”

“พระชายาฝากมาบอกว่า... ไก่อบน้ำผึ้งเริ่มเย็นแล้วพ่ะย่ะค่ะ หากท่านอ๋องยังไม่รีบไปทาน นางจะทานคนเดียวจนหมด และคืนนี้จะสั่งปิดประตูเรือนไม่ให้ท่านเข้าพ่ะย่ะค่ะ”

คำรายงานนั้นทำให้รังสีอำมหิตของชินอ๋องสลายหายไปในพริบตา ใบหน้าที่เคยบึ้งตึงเปลี่ยนเป็นรอยยิ้มจางๆ ที่แฝงไปด้วยความอ่อนใจ จ้าวหยางเจี้ยนคว้าเสื้อคลุมมาสวมใส่อย่างรวดเร็ว

“ยัยปลาเค็มตัวดี... กล้าขู่ข้าเชียวหรือ”

เขาเดินออกจากลานฝึกดาบด้วยฝีเท้าที่มั่นคงและเร่งรีบ ทิ้งอดีตที่ขมขื่นไว้เบื้องหลัง บัดนี้เขาไม่ต้องเฝ้ามองนางจากเงามืดอีกต่อไปแล้ว เพราะไม่ว่านางจะรู้ตัวหรือไม่ นกน้อยที่เขาเฝ้าโหยหามาสิบห้าปี บัดนี้ได้กลับมาอยู่ในรังที่เขาเตรียมไว้ให้อย่างสมบูรณ์แบบ และเขาจะไม่มีวันปล่อยให้นางหลุดมือไปอีกเป็นอันขาด

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel