ตอนที่ 2: กรงทองของเทพสงคราม - 1
ล้อรถม้าหยุดหมุนลงหน้าจวนชินอ๋องอันโอ่อ่าและน่าเกรงขาม ประตูไม้บานใหญ่สีแดงชาดตอกหมุดทองเหลืองดูแข็งแกร่งราวกับป้อมปราการ สองข้างประตูมีรูปปั้นพยัคฆ์หินขนาดมหึมาตั้งตระหง่าน แผ่กลิ่นอายดุดันข่มขวัญผู้มาเยือน บรรยากาศรอบจวนเงียบสงัด มีเพียงเสียงเกราะของทหารยามที่เดินลาดตระเวนอย่างเข้มงวด
ภายในรถม้า หลี่ซินเยว่ยังคงนั่งกอดตัวเองแน่น มือเล็กๆ กำหนังสือตัดขาดจากตระกูลหลี่จนยับยู่ยี่ ร่างกายของนางเย็นเฉียบและสั่นเทาไม่หยุดหย่อน เสี่ยวชุ่ยที่นั่งอยู่ข้างๆ ก็เอาแต่สะอื้นไห้ขี้มูกโป่ง
“ลงมาได้แล้ว” เสียงห้าวหาญของทหารนายหนึ่งดังขึ้นที่หน้ารถม้า
เสี่ยวชุ่ยสะดุ้งสุดตัว รีบคลานไปเลิกม่านขึ้นด้วยมือที่สั่นเทา นางพยุงนายหญิงของตนก้าวลงจากรถม้าอย่างทุลักทุเล ทันทีที่ปลายเท้าสัมผัสพื้น ซินเยว่ก็รู้สึกราวกับเรี่ยวแรงถูกสูบหายไปจนหมดสิ้น ลมหนาวพัดมาวูบหนึ่งทำเอานางเซจนเกือบล้ม โชคดีที่เสี่ยวชุ่ยรับไว้ได้ทัน
เบื้องหน้าของนางคือลานกว้างของจวนอ๋อง ทหารยามหน้าตาดุดันยืนเรียงราย ทุกคนล้วนมีรังสีสังหารแผ่ออกมา ซินเยว่ก้มหน้าหนี ไม่กล้าสบตาผู้ใด จ้าวหยางเจี้ยนไม่ได้อยู่ที่นี่ เขาลงจากม้าแล้วเดินหายเข้าไปในจวนตั้งแต่เมื่อใดก็ไม่อาจทราบได้ ทิ้งให้นางเผชิญหน้ากับความน่ากลัวนี้เพียงลำพัง
“พระชายา เชิญทางนี้เจ้าค่ะ” พ่อบ้านชราผู้หนึ่งเดินค้อมกายเข้ามาหา แม้น้ำเสียงจะสุภาพ แต่วางท่าทีเฉยเมย ซินเยว่พยักหน้ารับอย่างหวาดหวั่น ก่อนจะเดินตามพ่อบ้านไปตามระเบียงทางเดินที่ทอดยาว
ยิ่งเดินลึกเข้าไปในจวน บรรยากาศก็ยิ่งเงียบสงัดจนน่าขนลุก เสี่ยวชุ่ยกระชับแขนนายหญิงแน่น กระซิบเสียงสั่น “คุณหนูเจ้าขา... ทะ... ทำไมจวนอ๋องถึงได้มืดทึมเช่นนี้เล่าเจ้าคะ หรือว่า... หรือว่าพวกเขาจะพาเราไปขังคุกใต้ดิน”
“เงียบเถอะเสี่ยวชุ่ย” ซินเยว่เอ่ยปรามเสียงแผ่ว นางเองก็กลัวจนหัวใจแทบจะหยุดเต้นอยู่แล้ว
ในที่สุด พ่อบ้านชราก็หยุดยืนอยู่หน้าเรือนหลังใหญ่โตแห่งหนึ่ง ป้ายหน้าเรือนสลักอักษรสีทองว่า เรือนเหมันต์นิรันดร์ พ่อบ้านผลักประตูเปิดออก กลิ่นหอมอ่อนๆ ของดอกไม้และกำยานชั้นดีลอยมากระทบจมูกทันที
“นี่คือเรือนพักของพระชายา เชิญพักผ่อนตามอัธยาศัย พรุ่งนี้เช้าจะมีสาวใช้มาปรนนิบัติ” พ่อบ้านกล่าวจบก็ถอยหลังก้าวจากไป ทิ้งให้สตรีบอบบางสองคนยืนเผชิญหน้ากับความมืดมิดในห้อง
ซินเยว่และเสี่ยวชุ่ยค่อยๆ ก้าวเท้าเข้าไปในห้อง ทันทีที่แสงจากโคมไฟด้านนอกสาดส่องเข้ามา ทั้งสองก็ต้องเบิกตากว้างด้วยความตกตะลึง
นี่มันคุกใต้ดินหรือห้องหรูกันแน่
ภายในเรือนกว้างขวางถูกประดับประดาด้วยของล้ำค่ามากมาย เตียงนอนขนาดใหญ่ทำจากหยกขาวบริสุทธิ์แกะสลักลวดลายงดงาม ปูทับด้วยฟูกหนานุ่มและผ้าห่มไหมปักดิ้นทอง ม่านเตียงเป็นผ้าโปร่งสีแดงเพลิงที่ทิ้งตัวลงมาราวกับสายน้ำตก บนโต๊ะกลมกลางห้องมีอาหารเลิศรสควันฉุยตั้งเรียงราย ทั้งรังนกตุ๋น ไก่ฟ้าอบสมุนไพร และขนมหวานหน้าตาประณีต
เสี่ยวชุ่ยกลืนน้ำลายดังเอื้อก แววตาหวาดกลัวเปลี่ยนเป็นงุนงง “คุณหนู... นี่พวกเขาเตรียมอาหารมื้อสุดท้ายไว้ให้เรากินให้อิ่มก่อนจะเอาไปประหารหรือเจ้าคะ ฮือๆๆ ข้าไม่กิน ข้ายอมเป็นผีหิวโหยดีกว่า”
ซินเยว่ไม่ได้สนใจอาหารเหล่านั้น นางเดินไปทรุดตัวลงนั่งบนเตียงหยกอย่างหมดแรง สัมผัสอ่อนนุ่มของฟูกนอนทำให้นางรู้สึกสับสนยิ่งนัก ตระกูลหลี่ผลักไสนางมาตาย แต่สถานที่แห่งนี้กลับต้อนรับนางด้วยความหรูหราที่ประเมินค่าไม่ได้ นี่คือแผนการอันใดของจ้าวหยางเจี้ยนกันแน่ หรือเขาตั้งใจจะเลี้ยงดูนางให้ตายใจก่อนจะทรมานให้สาสม
ขณะที่ซินเยว่กำลังจมอยู่ในความหวาดผวา เสียงฝีเท้าหนักๆ ก็ดังขึ้นที่หน้าประตูเรือน
ปัง ประตูไม้ถูกเตะเปิดออกอย่างแรงจนบานประตูกระแทกผนังเสียงดังสนั่น ซินเยว่สะดุ้งสุดตัว กรีดร้องออกมาเบาๆ เสี่ยวชุ่ยที่กำลังยืนจ้องไก่ฟ้าอบสมุนไพรถึงกับเข่าอ่อน ทรุดลงไปหมอบกองกับพื้น เอามือปิดหัวแน่น
ร่างสูงใหญ่ของจ้าวหยางเจี้ยนก้าวเข้ามาในห้อง เขายังคงสวมชุดเกราะสีดำสนิท ใบหน้าหล่อเหลาถมึงทึง ดวงตาคมกริบจ้องมองมาที่ร่างเล็กบนเตียง
มู่ไป๋ที่เดินตามมาด้านหลังได้แต่ลอบถอนหายใจ โธ่เอ๊ย ท่านอ๋อง อุตส่าห์ไปยืนกำชับในโรงครัวอยู่นานสองนานว่าให้ตุ๋นรังนกด้วยไฟอ่อนๆ กลัวพระชายาจะกินแล้วลวกปาก แต่พอเดินมาถึงเรือน กลับเตะประตูโครมครามเสียอย่างนั้น ประตูบานนี้ท่านก็เพิ่งสั่งช่างไม้หลวงมาแกะสลักลายดอกท้อที่พระชายาชอบมิใช่หรือพ่ะย่ะค่ะ พังหมดแล้วกระมัง
“ออกไปให้หมด” จ้าวหยางเจี้ยนตวาดเสียงกร้าว
เสี่ยวชุ่ยรีบคลานสี่ขาออกไปจากห้องอย่างรวดเร็วปานสายฟ้าแลบ ทิ้งนายหญิงของตนไว้เบื้องหลังอย่างไม่รั้งรอ มู่ไป๋เดินไปปิดประตูให้อย่างรู้หน้าที่ ปล่อยให้คนสองคนอยู่ด้วยกันตามลำพัง
ความเงียบอันน่าอึดอัดโรยตัวลงมา ซินเยว่นั่งหดตัวเล็กลงจนแทบจะกลืนหายไปกับเตียงกว้าง ร่างกายสั่นเทาอย่างควบคุมไม่อยู่ นางก้มหน้ามองมือของตัวเองที่สอดประสานกันแน่น น้ำตาที่เพิ่งแห้งเหือดไปเริ่มรื้นขึ้นมาอีกครั้ง
จ้าวหยางเจี้ยนก้าวเข้ามาใกล้ เตียงหยกยุบตัวลงเล็กน้อยเมื่อเขาทรุดตัวลงนั่งข้างๆ กลิ่นคาวเลือดผสมกับกลิ่นอายบุรุษเพศที่แผ่ออกมาจากตัวเขาทำให้นางยิ่งหวาดกลัวจนแทบหยุดหายใจ
“เงยหน้าขึ้น” น้ำเสียงแหบพร่าสั่งการ
ซินเยว่ส่ายหน้าช้าๆ หยาดน้ำตาร่วงหล่นแหมะลงบนหลังมือ
“ข้าบอกให้เงยหน้า” จ้าวหยางเจี้ยนขึ้นเสียงเล็กน้อยด้วยความหงุดหงิด (ที่หงุดหงิดเพราะตัวเองที่ไม่รู้จะปลอบคนร้องไห้อย่างไร) เขาเอื้อมมือออกไปหวังจะเช็ดน้ำตาให้นาง แต่เมื่อเห็นปลายนิ้วหยาบกร้านที่เต็มไปด้วยรอยแผลเป็นจากการจับดาบของตน เขาก็ชะงักชักมือกลับมาวางบนหน้าตัก กำหมัดแน่น
ซินเยว่สะดุ้งกับเสียงตวาด นางค่อยๆ เงยหน้าขึ้นมองเขาอย่างกล้าๆ กลัวๆ ดวงตาดอกท้อแดงก่ำ ริมฝีปากบางขบเม้มจนห้อเลือด ท่าทางอ่อนแอและบอบบางราวกับเครื่องเคลือบที่พร้อมจะแตกสลายได้ทุกเมื่อทำเอาหัวใจของพยัคฆ์ร้ายกระตุกวูบ
เขาอยากจะดึงร่างเล็กนั้นเข้ามากอด ปลอบประโลมให้หายหวาดกลัว อยากจะบอกว่าไม่ต้องกลัวข้าอยู่นี่แล้ว จะไม่มีใครหน้าไหนมารังแกเจ้าได้อีก แต่ภาพการทรยศหักหลังในราชสำนัก ศัตรูที่จ้องจะเล่นงานเขามีอยู่รอบด้าน หากเขามีจุดอ่อน หากศัตรูรู้ว่านางคือดวงใจของเขา นางจะต้องตกอยู่ในอันตราย
เขาต้องสร้างเกราะกำบังให้นาง เกราะที่สร้างจากความโหดร้ายของเขาเอง
“หยุดร้องไห้เดี๋ยวนี้” จ้าวหยางเจี้ยนปั้นหน้ายักษ์ แสร้งเค้นเสียงเย็นชา “เจ้าคิดว่าน้ำตาของเจ้าจะทำให้ข้าใจอ่อนงั้นหรือ ตระกูลเจ้าทำผิดมหันต์ การที่เจ้าถูกส่งมาที่นี่ ก็เพื่อชดใช้กรรมแทนพวกมัน”
คำพูดที่ไร้เยื่อใยราวกับมีดกรีดลงบนแผลสด ซินเยว่สะอื้นฮัก ความเจ็บปวดจากการถูกครอบครัวทอดทิ้งกลับมาตอกย้ำอีกครั้ง นางสูดลมหายใจเข้าลึก พยายามเค้นเสียงที่สั่นเครือเอ่ยออกไป
“ข้า... ข้าตัดขาดกับพวกเขาแล้ว... ท่านอ๋องจะฆ่าข้า... ก็ลงมือเถิดเจ้าค่ะ ข้ายอมรับชะตากรรม...” นางหลับตาปี๋ รอรับความเจ็บปวด
จ้าวหยางเจี้ยนขบกรามแน่นจนนูนเป็นสัน เขามองใบหน้าหวานที่เปรอะเปื้อนน้ำตาด้วยความรู้สึกปวดร้าวในอก... ใครจะไปกล้าฆ่าเจ้ากัน ยัยลูกนกโง่เอ๊ย
เขาลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แผ่รังสีอำมหิตกดดันคนบนเตียง “ความตายมันง่ายเกินไปสำหรับเจ้า ข้าไม่ให้เจ้าตายง่ายๆ หรอก”
จ้าวหยางเจี้ยนชี้หน้าสั่งการเสียงเฉียบขาด “จงฟังให้ดี นับตั้งแต่นาทีนี้เป็นต้นไป เจ้าคือคนของข้า ชีวิตของเจ้าเป็นของข้า กฎของที่นี่มีเพียงข้อเดียว ห้ามก้าวเท้าออกจากเรือนเหมันต์นิรันดร์นี้แม้แต่ก้าวเดียว หากไม่ได้รับอนุญาตจากข้า ห้ามพบปะผู้ใด ห้ามส่งจดหมายติดต่อกับโลกภายนอก หากเจ้าฝ่าฝืน ข้าจะหักขาเจ้าทิ้งเสีย”
