ตอนที่ 6
ในห้องกำลังสุมหัวปรึกษากันว่างานเปิดโรงเรียนปีนี้จะทำอะไรกันดี แต่ก็ไม่ได้ข้อตกลงกันซักที เพราะคนโน้นก็เอาอย่างนี้ คนนี้ก็จะเอาอย่างโน้น ทำเอาเสียงเถียงกันดังลั่นห้อง จนสุดท้ายคิมหันต์ก็ทนไม่ไหว ส่งเสียงมาจากหลังห้อง
“บ้านผีสิง” คิมหันต์โพล่งขึ้น ทำเอาเพื่อนที่จับกลุ่มหันมามองกันขวับ จ้องเขาราวกับว่าคิมหันต์กำลังทำสิ่งมหัศจรรย์ คิมหันต์แยกเขี้ยวให้เพื่อน ก่อนจะเดินมานั่งลงล้อมวงด้วยคน “สงสัยอะไร ฉันจะออกความเห็นมั่งไม่ได้รึไง” อาจจะไม่น่าแปลกใจถ้าความคิดนี้มาจากเหมันต์ แต่คนที่ไม่เคยมีส่วนร่วมอย่างคิมหันต์นึกยังไงอุตส่าห์ออกความเห็น “ตกลงมั้ยล่ะ บ้านผีสิง” เจ้าตัวถามย้ำอีกครั้ง
“เฮ้ย บ้าเหรอ” เสียงของพัตเตอร์ขัดขึ้น เขาเป็นชายหนุ่มร่างเล็ก ตัวสูงแค่ไหล่ของคิมหันต์เท่านั้นเอง
“ไม่บ้าหรอก ก็เอาโรงยิมนั่นแหละทำเป็นบ้านผีสิง แล้วพวกนายก็แต่งเป็นผีไปหลอกเอง ประหยัดกว่าใช้หุ่น” คนตัวดีออกความคิดต่อ เสนอแนะแนวทางให้เรียบร้อย
“แต่จะว่าไปก็ดีนะ เก็บค่าบัตรด้วยแล้วก็เอาแบบเล่นเกมส์ด้วยก็ดี เช่นใครขโมยจูบผีพ่อเทพบุตรทั้งสองคนของโรงเรียนได้ คนนั้นจะได้ไปดินเนอร์สุดหรูกับสองเทพบุตรโรงเรียนเราดีมั้ย” ความเห็นจาก เพื่อนสาวร่างอวบของเพื่อน ๆ ในห้อง ซึ่งส่วนใหญ่คนในห้องจะเรียกเธอว่า ยัยหมู มากกว่า
“จะ จะดีเหรอ” ขนมปังทำหน้าเลี่ยนๆ กลัวว่าเดี๋ยวเพื่อนๆจะจับตัวเองไปเป็นผี ก็ใคร ๆชอบคิดว่าเธอเหมือนผีอยู่เรื่อย
“ใช่ใช่ดีมาก” คิมหันต์ยิ้มเผล่ ผิดกับเหมันต์ที่ทำหน้าเหมือนรับไม่ได้ พร้อมกับโพล่งความคิดของตัวเองออกไปทันที “ไม่” เหมันต์พูด
“ ฉันก็ว่าไม่ดีหรอก” ใบเฟิร์นพูดขึ้น ก่อนจะเหลือบตามองเหมันต์พลางยิ้มแหยๆให้
“แต่ฉันว่า ถ้าทำอย่างที่ยัยหมูว่านะ ห้องเราต้องล่ำซำแน่ๆ” พัตเตอร์ที่เริ่มเห็นด้วยออกความเห็น
“นายพูดได้ดีนายพัดลม” คิมหันต์เอ่ยชมจากใจจริง ยิ้มอย่างขอบคุณ
“ขะ เขาชื่อพัตเตอร์” ขนมปังบอก
“ฉันรู้น่ายัยเฉิ่ม”
“ฉะ ฉันนึกว่านายไม่รู้” ขนมปังหมายความตามที่พูดจริง ๆ เพราะเธอสังเกตว่าคิมหันต์ชอบหลับในห้องเรียนเลยไม่ค่อยรู้อะไรหลายอย่าง อย่างเช่นว่าเขาไม่รู้ว่าห้องมืดสามารถเอาของอะไรเข้าไปก็ได้ ทั้งที่คนอื่นเขารู้กันทั่วโรงเรียน
“เอาตามนี้แหละ บ้านผีสิง แล้วเราก็แต่งตัวเป็นผีกัน แล้วก็มีเล่นเกมส์ขโมยจูบพ่อเทพบุตรด้วย โอเค” ยายหมูกล่าวรวบรับ ก่อนจะหันไปขอความเห็นจากเพื่อนในห้อง
97% เห็นด้วย
มีแค่สามคนที่ไม่ค่อยเห็นด้วยแต่ไม่กล้าขัดเพราะเสียงน้อยกว่าก็คือ เหมันต์ ใบเฟิร์น แล้วก็ขนมปัง
……………………..
ปฏิบัติการย่องขึ้นหอชายเริ่มขึ้น แม้จะไม่ค่อยเต็มใจเท่าไหร่ แต่ก็ขัดความคิดพ่อคนตัวดีไม่ได้ ใบเฟิร์นกับขนมปังเลยต้องมาวางแผนย่องขึ้นหอชายอย่างทุลักทุเล ตอนหกโมงเย็น แม้อาจารย์โชติช่วงจะใจดีก็เถอะ แต่การลอบเข้าหอชายก็ไม่ใช่เรื่องง่าย เพราะต้องหลบทั้งอาจารย์แล้วก็เพื่อนนักเรียนด้วยกันอีก ป้องกันว่าเผื่อจะมีคนหวังดีประสงค์ร้ายปากเสียไปบอกอาจารย์
“กว่าจะมานานเป็นบ้า” คิมหันต์บ่นให้สองสาวที่ยืนอยู่ในห้องของเขาอย่างอารมณ์เสีย ภายในห้องมีอาหารวางเรียงราย เหมันต์นั่งอยู่ที่โต๊ะญี่ปุ่นแล้ว ถัดไปเป็นสายลมที่คิมหันต์ใช้อ้างว่าเป็นเจ้าของงาน และสายรุ้งที่มาในฐานะแฟนสาวของคิมหันต์ ใบเฟิร์นชักสีหน้าไม่พอใจเมื่อเห็นว่าสายรุ้งนั่งอยู่ด้วย ไม่รู้ตาบ้านี่หลงใหลอะไรยัยนี่นักหนาเหมือนกัน ขนมปังไม่อยากปะทะกับสายรุ้งที่จ้องมองเธอเขม็งเลยเดินเลี่ยงมานั่งกับเหมันต์แทน
“กะ กินกันเถอะนะ”
“มาถึงก็กินเลยนะยัยเฉิ่ม” คิมหันต์บ่นกระปอดกระแปด ก่อนจะลงมานั่งกิน กินเอากินเอา ปล่อยให้คนอื่นนั่งมองตาค้าง
“นี่งานเลี้ยงต้อนรับฉันจริง ๆ เหรอ” สายลมถาม ขอคำยืนยัน จากสภาพที่เห็นเขารู้สึกเหมือนว่ามันไม่ใช่ยังไงไม่รู้
“มะ ไม่แน่ใจเหมือนกัน” ขนมปังยิ้มให้สายลมแห้ง ๆ เพราะดูจากการกินตอนนี้ดูเหมือนว่างานจะมีเพื่อสนองความต้องการของคิมหันต์มากกว่า ยังไม่ทันขาดคำ คิมหันต์ก็แอบขโมยเนื้อในจานสายลมไปกิน โดยที่สายลมไม่ได้มอง
“อ่ะ สายรุ้ง เดี๋ยวฉันป้อนนะ” คิมหันต์เอาใจแฟนสาวจนออกนอกหน้า
“อ่ะ อ็อก อ้วก” ขนมปังที่เกิดมีหมูติดคอ ทำท่าจะสำรอกออกมา
“เป็นอะไรยัยเฉิ่ม” สายรุ้งหันมามองขนมปังตาขวางเพราะคิดว่าเธอแกล้งล้อเลียนเขา
“มะ หมูติดคอ” ขนมปังทั้งบอกทั้งไอ
ใบเฟิร์นรีบเอาน้ำให้เพื่อนกิน
สายรุ้งเหล่มองด้วยความหงุดหงิด อยากจะกำจัดคนพวกนี้ออกไปพ้น ๆ แต่ติดที่ว่าคนพวกนี้เป็นเพื่อนสนิทของคิมหันต์นี่สิ ตัวเธอเองเลยต้องกล้ำกลืนฝืนทนอยู่อย่างนี้
“เปิดเพลงหน่อยสิ” ใบเฟิร์นบ่นเพราะในห้องมันเงียบจนแทบไม่เหมือนงานเลี้ยง เหมันต์จึงลุกไปเปิดเพลงเบา ๆ ทำเอาคิมหันต์หัวเสีย
“เพลงมัน ๆ หน่อยได้มั้ย นี่งานเลี้ยงนะ ไม่ใช่งานเต้นรำ”
ตึงตึงตึงตึงตึงๆๆๆๆๆๆๆๆๆๆ
เหมันต์เร่งเสียงจนสุด เพราะหมั่นไส้น้องชายตัวดีที่เอาแต่นั่งสั่งโน่นสั่งนี่
“เฮ้ย เฮ้ย ไอ้พี่บ้าหูจะแตกอยู่แล้ว” คิมหันต์โวยวายดังลั่น เอามืออุดหูไว้
“นะ นั่นสิ” ขนมปังเองก็ต้องเอามือปิดหู เหมันต์เลยต้องหรี่เสียงเพลงลงอย่างเสียไม่ได้ สายลมมองเพื่อนใหม่ขำ ๆ รู้สึกว่าพวกนี้นี่จะป่วนกันเองเสียมากกว่า
“เออ.........ว่าแต่งานโรงเรียนเนี่ย นายจะยอมเป็นผีเทพบุตรจริง ๆ เหรอ” ใบเฟิร์นหันถาม
“แหงล่ะ แล้วก็สายรุ้งจ๋า ต้องขโมยจูบฉันให้ได้นะ” คิมหันต์ออกเสียงอ้อนจนน่าหมั่นไส้
“อ่ะ อ็อก อ้วก” ดูเหมือนสาวแสบบริสุทธ์จะเกิดอาการหมูติดคอขึ้นมาอีก “ขะ ขอโทษนะ” ขนมปังยิ้มแหยเมื่อคิมหันต์ถลึงตาดุใส่เธอ เหมันต์กับใบเฟิร์นและสายลมเบือนหน้าหนีแอบหัวเราะเบา ๆ ให้กัน
“ว่าแต่เหมันต์ล่ะ จะให้สาว ๆ ขโมยจูบจริง ๆ เหรอ” ใบเฟิร์นถามด้วยความเป็นห่วง
“ก็ให้ยัยเฉิ่มเป็นคนจูบก็ได้นี่นาใช่มั้ยยัยเฉิ่ม” คิมหันต์ออกความเห็นก่อนจะจับหัวขนมปังโยกซ้ายขวาเล่น
“มะ ไม่ดีหรอก” สาวน้อยออกความเห็นแห้งๆ เสียงสั่นเพราะโดนโยกหัวเล่นอยู่ จูบเนี่ยนะ ฆ่าเธอให้ตายเสียดีกว่า
“งั้นก็เธอยัยใบเฟิร์น”
“ไม่มีทางเด็ดขาด” ใบเฟิร์นปฏิเสธเสียงแข็ง สั่นหัวจนผมยุ่ง
“ก็ดีนะ” เหมันต์ว่า ทำเอาใบเฟิร์นกันขนมปังตาโต
อะไรนะ !
“ดีกว่าต้องไปจูบกับใครก็ไม่รู้” เหมันต์พูดต่อ ทำเอาใบเฟิร์น โล่งอกไปได้นิดหนึ่ง
“แล้วแต่งเป็นผีอะไรดีนะ” คิมหันต์คนตัวดีช่างคิด ทำท่านึก
“แดร็กคูล่าดีมั้ยนายน่ะ” ใบเฟิร์นช่วยออกความเห็น
“ไม่เอา น่าเบื่อ” คิมหันต์ว่า ก่อนจะทำท่านึก แล้วก็หันมาขอความเห็นจากขนมปัง “เธอว่าผีอะไรดียัยเฉิ่ม”
“ผะ ผีบ้า” ขนมปังตอบออกมาด้วยความหมั่นไส้ พยายามแสดงออกมาทางสีหน้าอีกด้วย
