ตอนที่ 3
วันนี้เริ่มเรียนเป็นวันแรก คิมหันต์กับเหมันต์จองโต๊ะตัวหลังตามเคย เหมันต์ชอบแอบอ่านหนังสือจึงไม่เหมาะจะนั่งหน้าเท่าไหร่ คิมหันต์ก็ชอบงีบหลับ ยิ่งไม่เหมาะกับการนั่งหน้าเข้าไปใหญ่ ขนมปังนั่งกับใบเฟิร์นหน้าห้องเพื่อเลี่ยงกับการต้องถูกคิมหันต์แกล้ง แต่ก็ยังมิวาย
ปั่กก!
ขนมปังหันมามองงง ๆ เมื่อรู้สึกว่ามีอะไรกระทบเข้ากับศีรษะเบา ๆ พอมองไปก็เห็นกระดาษที่ถูกขยำเป็นก้อนตกลงที่พื้น คิมหันต์แอบกลั้นหัวเราะแล้วก้มหน้างุดอยู่ใต้โต๊ะ เหมันต์เหลือบมองน้องชาย ไม่อยากถือสาเท่าไหร่นัก
ขนมปังหันมามองแต่ไม่เห็นอะไรจึงหันไปเรียนต่อ
ปั่กก!
คราวนี้ขนมปังเริ่มเคือง ก่อนที่จะก้มทำอะไรใต้โต๊ะงุดคนเดียว คิมหันต์เลิกคิ้วมองอย่างแปลกใจ สงสัยว่าคนอย่างขนมปังจะมุดหัวไปทำอะไร สักพักขนมปังก็ลุกขึ้นแล้ว เดินตรงมาที่เขาพร้อมกับเอาก้อนดินน้ำมันก้อนเบ้อเริ่มฟาดไปที่ศีรษะของคิมหันต์ดัง
ปั่กก!!! เสร็จแล้วหญิงสาวก็ทำหน้าหวาดกลัวเหมือนจะร้องไห้ ท่าทางเหมือนคนที่ทำอะไรไม่ถูกกำลังมองหาที่พึ่ง โดยมีเพื่อนทั้งห้องที่มองอย่างตกใจ
อาจารย์ที่กำลังสอนเองก็ตะลึง คิมหันต์ถึงกับช็อกไปทันที
“นี่เธอทำอะไรเนี่ย” เขาโวยวาย เมื่ออยู่ดี ๆ ก็มีดินน้ำมันก้อนเบ้อเริ่มมาปะไว้บนหัว
“กะ ก็นาย อะ เอากระดาษปาหัวฉันก่อน” ขนมปังพูดตะกุกตะกัก ปากเบะเตรียมพร้อมจะร้องไห้
“นี่เธอสองคนทำอะไรไม่เกรงใจครูเลยใช่มั้ย” เสียงตวาดของอาจารย์แสงดาวผู้ที่เป็นคนคุมหอหญิงและกำลังสอนวิชาสังคมร้องขึ้นดังลั่น ทำเอาคนที่กำลังทะเลาะกันสะดุ้ง เฮือก!!
“ ก็ยายนี่อยู่ดี ๆ ก็เอาดินน้ำมันมาปาใส่หัวผม” คิมหันต์โวยวายบ้าง พลางหยิบเอาดินน้ำมันออกจากศีรษะ อย่างโกรธ ๆ ดินน้ำมันติดอยู่บนหัวเขาเต็มไปหมด
“กะ ก็นาย เอากระดาษมาปาหัวฉันก่อนนี่” ขนมปังเถียงกลับอย่างไม่ยอมเหมือนกัน
“ใครเห็นบ้างว่าฉันเอากระดาษปาใส่เธอ” เขาโมเมทั้งที่ตัวเองเป็นคนผิดแท้ ๆ
“ฉันเห็น” เสียงของอาจารย์แสงดาวดังขึ้นมา พร้อมกับร่างท้วมที่เดินเข้ามา ตาดุเหมือนยักษ์ไม่มีผิด คิมหันต์หน้าแหย ขนาดลดลงเหลือแค่สองนิ้วเห็นจะได้ พยายามจะยิ้มแต่เป็นเค่ยิ้มเจื่อน
“ซวยเลย” เขาบ่นพึมพำอย่างหัวเสีย ไม่คิดว่ายัยปิศาจ (ในความคิดเขา) จะเห็น
“เธอยากไปนอนที่ห้องมืดจนตัวสั่นใช่มั้ยคิมหันต์”
“มะไม่หรอกครับ ผมไม่ค่อยชอบอะไรมืด ๆ” ชายหนุ่มปฏิเสธเสียงสั่น แต่ก็คิดว่างานนี้เขาคงไม่รอดเป็นแน่
“เหรอ” อาจารย์แสงดาวที่ตอนนี้โกรธจนเลือดขึ้นหน้ายิ้มอย่างสยดสยองก่อนจะหันมาสั่ง
“วันนี้เธอไปนอนในห้องมืด และเธอด้วยหนมปัง ข้อหาที่เธอไม่เกรงใจครู”
“ไม่นะครับอาจารย์อย่าทำโหดร้ายกับผมอย่างนั้น” คิมหันต์อ้อนวอนทำหน้าตาน่าสงสาร
“หรือเธอจะอยู่คนเดียว”
“มะ ไม่ครับ มียายเฉิ่มเป็นเพื่อนดีกว่าครับ” เขาพูด พร้อมกับทำหน้าละห้อย
“งั้นดี หนึ่งทุ่มตรงพวกเธอต้องเข้าไปในห้องมืด ถ้าช้ากว่านั้นล่ะก็ฉันจะขังเธอเพิ่ม” อาจารย์แสงดาวสั่งเสียงเฉียบขาด คิมหันต์หน้าจ๋อย ขนมปังเบะปากเหมือนจะร้องไห้ เป็นอย่างนี้ทุกทีเลย เธอต้องโดนทำโทษเพราะคิมหันต์ทุกที เวรกรรมอะไรของเธอก็ไม่รู้
เหมันต์แอบขำสมน้ำหน้าน้องชายตัวดี ใบเฟิร์นหน้าแหยเพราะสงสารเพื่อน ส่วนเพื่อนคนอื่นเฉย ๆ เพราะทั้งสองคนนี้โดนลงโทษด้วยกันเป็นประจำ เลยกลายเป็นเรื่องปกติไปแล้วสำหรับเพื่อนในห้อง
.............................................................
หนึ่งทุ่มตรง
คิมหันต์เดินเข้าในห้องมืดก่อน เป็นห้องที่เหมือนกับห้องในหอพักทุกประการเพียงแต่ไม่มีไฟฟ้าเท่านั้น และอยู่ใต้ดิน จึงเรียกที่นี่ว่าห้องมืด ใช้สำหรับลงโทษนักเรียนงี่เง่าแทนการตี ใครทำผิดต้องมานอนห้องมืด จำนวนแล้วแต่คำสั่งของอาจารย์ที่ลงโทษ คิมหันต์เปิดประตูเข้ามาแล้วนอนลงบนเตียวแข็ง ๆ อย่างเซ็ง ๆ อีกอย่างที่ไม่น่าพิศมัยในห้องมืดก็คือเตียงนอนแข็ง และในห้องไม่มีห้องน้ำส่วนตัว เวลาข้าศึกโจมตีทีต้องวิ่งออกไปเข้าห้องน้ำของโรงเรียน
“เพราะยัยเฉิ่มนั่นแหละ คอยดูนะ เข้ามาจะแกล้งให้เข็ด” เขานอนบ่นพึมพำอย่างกับไม่รู้ว่าตัวเองเป็นคนผิด
สักพักเสียงกุกกักก็ตามมา พร้อมกับร่างบางที่เดินลงมาอย่างทุลักทุเลนิดหน่อย พร้อมถุงใบใหญ่ ที่เจ้าหล่อนหอบเข้ามาด้วย
“มาแล้วเหรอ”
“นะ นายเห็นมั้ยล่ะ” ขนมปังตอบอ้อมแอ้ม คิมหันต์อยากจะกระโดดต่อยปากแม่สาวตรงหน้าเหลือเกิน ใครนะคิดว่ายัยนี่เฉิ่มซื่อ ยัยนี่น่ะเฉิ่มกวนประสาทชัด ๆ ร้ายกาจด้วย ปากก็เสียอย่างไม่น่าให้อภัยเลยสักนิด
“เธอเอาอะไรมาพะรุงพะรังน่ะ” เขาถามอย่างแปลกใจ ขนมปังไม่ตอบ หยิบเอาโคมไฟ อันเล็กในกระเป๋าออกมากดเปิด ในห้องก็สว่างพรึบ และหญิงสาวก็หยิบเอาผ้าปูที่นอนออกมาปู พร้อมหมอนใบเล็ก และหนังสือเล่มเหมาะ
“นี่เธอเอาของพวกนี้เข้ามาได้ไงเนี่ย”
ขนมปังหันมามองคิมหันต์งง ๆ ไม่เข้าใจกับคำถามของอีกฝ่าย แต่ก็ตอบไปประสาซื่อว่า “ขะ เขาไม่ได้ห้ามเอาเข้ามานี่นา”
“อะไรนะ” คิมหันต์ร้องออกมาอย่างหัวเสีย ก่อนที่จะฟาดงวงฟาดงา อย่างหงุดหงิด นั่นสิ ไม่มีใครเขาห้ามสักหน่อย ว้ากกกก! ทำไมเขาไม่คิด ทำไมเขาคิดไม่ได้ ดูสิ ยัยนั่นเตรียมของมายังกับจะไปปิกนิก ส่วนเขาไม่มีอะไรสักอย่าง อยากจะบ้า ชายหนุ่มเริ่มคลุ้มคลั่ง และยิ่งหนักขึ้นเมื่อเห็นขนมปังหยิบหูฟังบลูทูธออกมาเปิดเพลงในโทรศัพท์มือถือฟัง
ยัยนี่ แสบบริสุทธ์จริงๆ
“นี่ ยายเฉิ่ม”
................................
“ยายเฉิ่ม”
...............................
คิมหันต์โดดลงจากเสียงดึงเอาหูฟังออกจากหูของขนมปัง ก่อนจะกรอกเสียงลงไปในหูเธออย่างดัง
“ทำไมไม่บอกว่าเอาของแบบนี้เข้ามาได้ ฮะ” ชายหนุ่มพูดอย่างอารมณ์เสีย ขนมปังหลับตาปี๋ เพราะเขาพูดใส่หูเธอเสียงดัง จนรู้สึกได้ว่าแก้วหูเธอเกือบแตก
“ฉะ ฉันนึกว่านายรู้ซะอีก” เจ้าหล่อนหันมาตอบหน้าซื่อๆ ห้าปีที่ผ่านมา คิมหันต์โดนสั่งนอนห้องมืดเป็นประจำ ใครจะไปคิดว่าเขาจะไม่รู้เรื่องนี้
นี่ยัยนี่ว่าเขาโง่ใช่มั้ย
ยิ่งคิดคิมหันต์ก็ยิ่งโมโห คิดพาลตีโพยตีพายไปทั่ว
“ดี ข้อหาที่เธอไม่บอกฉัน เธอต้องเอาเพลงมาให้ฉันฟังแทน” ไม่พูดเปล่าคิมหันต์ดึงเอาหูฟังออกจากหูของขนมปังเปลี่ยนมาใส่ในหูเขาแทน ขนมปังหน้าเหวอไปทันทีที่ถูกแย่งเอาของไปดื้อ ๆ ลุกขึ้นพยายามแย่งกลับมา แต่ก็ไม่เป็นผลเท่าไหร่
“อะ ไอ้บ้าเอามานะ” ขนมปังวิ่งไล่เอาหูฟังคืนจนเหนื่อยหอบหมดแรง ก่อนจะนั่งลงบนผ้าปูที่นอนของตน คิมหันต์ลอยหน้าลอยตาเอาหูฟังไปฟังหน้าตาเฉย
ขนมปังจึงปิดโทรศัพท์มือถือ คิมหันต์หันควับ ถลึงตาดุใส่
“เปิดเดี๋ยวนี้เลยนะ” เขาออกคำส่ง ขนมปังเก็บโทรศัพท์มือถือ พลิกตัวหนี
คิมหันต์แยกเขี้ยว โมโหก็โมโห ยัยนี่ทำตัวกวนโอ้ย ! เขาตลอด
เวลาผ่านไปครู่ใหญ่ ขนมปังเห็นคิมหันต์นอนหันหลังให้ ก็ค่อย ๆ ย่องไปข้างหลังคิมหันต์ที่นอนหันหลังฟังเพลงอย่างสบายอารมณ์ หญิงสาวค่อย ๆ เอื้อมมือไปจะดึงเอาของของตัวเองคืน แต่แล้วก็โดนมือใหญ่กระชากตัวลงไปบนที่นอนก่อนที่คนตัวโตจะนอนทับเธอไว้
“ปะ ปล่อยฉันนะ”
“ฮ่า ฮ่า ยัยเฉิ่มฝันไปเถอะ ฉันไม่มีทางยอมให้เธอเอาไอ้ที่ฟังเพลงนี่คืนหรอก”
ขนมปังดิ้นขลุกขลัก หน้าเสียที่โดนเขาจับได้
“ตะ แต่มันเป็นของของฉันนะ”
“ของเธอก็เหมือนของฉันนั่นแหละ” คิมหันต์โมเมเอาง่าย ๆ ไม่ได้สังเกตว่าร่างบางที่โดนเขาทับอยู่ตอนนี้หน้าแดงระเรื่อขนาดไหน “ว่าแต่เธอยังหาไม่เจออีกเหรอไอ้คู่หมั้นของเธอเนี่ย”
“ยะ ยังเลย” ขนมปังอึกอักเล็กน้อย ตอบเบา ๆ อ้อมแอ้ม ไม่เต็มเสียงนัก
“เหรอ พ่อเธอนี่ก็แปลกนะ จะบอกหน่อยก็ไม่ได้ว่าใครเป็นคู่หมั้นเธอ ทำไมต้องให้เธอมาหาเองก็ไม่รู้เนอะ”
“นะ นั่นสิ” ขนมปังยิ้มเจื่อน ๆ หลุบตาสีดำสนิทลงต่ำ
“แต่ฉันว่าคนที่เป็นคู่หมั้นเธอนี่ ต้องทำบุญมาน้อยมากแน่เลย” คิมหันต์หัวเราะขำอยู่คนเดียวก่อนจะถามต่อ “แล้วถ้าเธอเจอคู่หมั้นเธอแล้ว เธอจะทำยังไงเหรอ”
“มะ ไม่รู้สิ ทักทายมั้ง”
“ทักทาย” คิมหันต์ขึ้นเสียงสูง “เธอนี่เฉิ่มชะมัด ดีนะที่ฉันไม่มีแฟนเฉิ่ม ๆ เหมือนเธอ”
“ระ เหรอ นายเลยมีแฟนเป็นผู้หญิงเจ้าชู้แทน” ขนมปังพูดตรง ๆ ทำเอาคิมหันต์โมโห เพราะหลายครั้งแล้วที่ขนมปังว่าสายรุ้งแฟนของเขาเป็นคนเจ้าชู้ แม้จะไม่ได้ถือสาอะไร แต่เขาก็ไม่ชอบใจเท่าไหร่
“เธอมันปากไม่ดี สายรุ้งเขารักฉันจะตาย เขาไม่มีทางนอกใจหรอก”
“ระ เหรอ” ขนมปัง ถอนหายใจเฮือกใหญ่ ก่อนจะดิ้นขลุกขลักอีกครั้งให้เขาปล่อยเธอ
“ไม่ต้องดิ้นเลย มีเธอเป็นหมอนข้างนี่ก็ดีเหมือนกัน นุ่มดีเป็นบ้า”
“ฉะ ฉันไม่ชอบเป็นหมอนข้าง” ร่างบางปฏิเสธ ก่อนจะพยายามผลักคนตัวใหญ่ออกไป
“เขาให้เธอลงสมัครเป็นควีนของหอจริง ๆ เหรอ”
“มะ ไม่หรอก”
“นั่นสิ ฉันก็ว่างั้น ถ้าเธอลงสมัครฉันว่าเพื่อนในห้องช็อกตายแหงเลย”
“นะ นั่นสิเนอะ” หญิงสาวหัวเราะแห้ง ๆ แล้วถอนหายใจอีกครั้ง คิมหันต์เงียบไปนาน ก่อนที่จะเอ่ยออกมาอีก
“เมื่อไหร่เธอจะถอดแว่นหนา ๆ ออกสักทีนะ ฉันล่ะอยากจะเห็นหน้าเธอแบบเต็ม ๆ สักครั้ง คงจะเป็นบุญตา” คิมหันต์หัวเราะหึหึ แล้วก็ขมวดคิ้วมุ่นเมื่อไม่มีเสียงตอบจากคนที่เขาทับอยู่ จึงพลิกตัวไปดู ก็เห็นว่ายัยเฉิ่มนอนหลับคาแว่นตาหนาไปแล้ว คิมหันต์หัวเราะให้กับหญิงสาวตรงหน้า จะว่าเฉิ่มก็เฉิ่ม แต่บางทีก็ชื่อจนแสบ บางครั้งก็กวนประสาทจนเขาโมโหบ่อย ๆ แต่ยัยนี่ก็เป็นเพื่อนหญิงคนเดียวที่เขายอมสนิทมากด้วยขนาดนี้ บางทีสนิทมากกว่าคนที่เขาคบเป็นแฟนเสียอีก
.........................................
