Chapter 2 พยายามไม่คิด
ร่างหนาในชุดสูทที่คลายเนกไทออกแล้วทิ้งตัวหย่อนนั่งลงบนเก้าอี้ในห้องทำงานของตัวเอง ไม่คิดว่าคืนนี้ที่เดินทางกลับมาจากการหาแฟนเด็กของตัวเองก็มีงานเข้ามาจริง ๆ รังจะส่งข้อความบอกอีกฝ่ายก็ยังไม่มีเวลาด้วยซ้ำ
“นายครับ พรุ่งนี้มีประชุมเช้า นายจะกลับบ้านเลยไหมครับ?”
“ไม่ คืนนี้กลับคอนโด ตอนเช้ารถจะได้ไม่ติดมาก”
“ได้ครับนาย”
“บอกให้คนเตรียมรถ กูจะลงไปเลย”
งานที่รีบกลับมาเคลียร์ก็ปาไปเกือบตีสามแล้ว ตอนนี้นะคงจะนอนพักผ่อนอยู่ การที่ตนจะโทรไปก็อาจจะรบกวนเวลานอนของน้องได้ ภาคินเลยเลือกที่จะเก็บโทรศัพท์ของตัวเองเข้าที่เดิมและเดินตามบอดีการ์ดของตัวเองลงไปยังชั้นจอดรถในทันที
สุดท้ายแล้ว เช้าวันใหม่ เขาก็รีบเดินทางมาประชุมงาน จนละเลยน้องเหมือนเดิม ช่วงนี้เขาทำงานหนักมากจริง ๆ เพราะเป็นช่วงเปลี่ยนถ่ายธุรกิจ งานที่พ่อเคยทำอยู่ก็ได้ส่งมาที่เขาเพียงคนเดียว รอให้น้องชายได้โตขึ้นมากกว่านี้ เขาถึงจะได้สบายใจขึ้นหากงานได้ถ่ายเทไป
“ขอบคุณทุกท่านด้วยนะครับ สำหรับวันนี้ งานของเราคงไม่ได้มีปัญหาอะไร หากทุกฝ่ายร่วมมือกันเป็นอย่างดี”
“หากไม่มีใครเสนออะไรแล้ว ผมขอปิดการประชุมแต่เพียงเท่านี้แล้วกันนะครับ”
ภาคินพูดปิดการประชุมในบ่ายของวันใหม่ พวกเขานั่งประชุม นั่งทานมื้อเที่ยงด้วยกันที่นี่ แทบไม่ได้ลุกไปไหนด้วยซ้ำ และแล้วเวลาสิ้นสุดก็มาถึง
หลังจากที่ทุกคนเริ่มทยอยออกจากห้องประชุมไปหมดแล้ว ร่างหนาถึงได้เอนกายพิงเก้าอี้ตัวใหญ่ได้อย่างสบายใจ จะว่างานไม่มีจุดบกพร่องเลยก็ไม่ใช่ แต่เขาเลือกที่จะจับตาดูอยู่ตรงนี้ก่อน เผื่อนั่นอาจจะเป็นผลดีต่องานในอนาคต
“แปลก...”
“มีอะไรหรือเปล่าครับนาย”
บอดีการ์ดคนสนิทเอ่ยถามภาคินที่นั่งอยู่ที่เดิม ภาคินพูดปฏิเสธไป เพราะที่เขาพูดคำนั้นออกมาก็เพราะโทรศัพท์ที่ไร้สายโทรเข้าและไม่มีแม้แต่ข้อความจากคนรักด้วยซ้ำ
หรือว่าจะโกรธเรื่องนั้นอยู่
ภาคินเลือกที่จะปลดล็อกโทรศัพท์เครื่องหรูที่ถือก่อนกดโทรออกหาแฟนหนุ่มแทน แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เขาอารมณ์ดีขึ้นมากเท่าไร เพราะว่าปลายสายไม่รับแถมบางช่วงยังตัดสายเขาไปอีก
“เฮ้อ~” ภาคินเริ่มหนักใจ เขาไม่รู้ว่ามันเกิดอะไรขึ้นกับตัวเขา แต่ช่วงหลังมา เขารู้สึกว่าความรู้สึกมันเปลี่ยน เพราะเราอยู่ด้วยกันนานเกินไปอย่างนั้นเหรอ
ถามว่ายังรักอยู่ไหม? เขาก็ตอบได้เต็มปากว่าเขายังรักน้องอยู่ แต่คำว่ารักของเขา มันเป็นรักแบบไหนกันแน่ ส่วนเรื่องมือที่สาม ภาคินไม่ได้เป็นอย่างนั้น เพราะเขาทำงานหนักมากจนแทบไม่มีเวลาและไม่รู้ว่าตอนนี้นะกำลังคิดอะไรอยู่ ถึงไม่ยอมรับสายเขา
“พรุ่งนี้มีงานอะไรด่วนหรือเปล่า?”
“สักครู่นะครับนาย”
บอดีการ์ดที่รับเรื่องคิวงานจากเลขาของภาคินมาอีกทีเอ่ยบอกก่อนรีบเปิดหาคำตอบให้เจ้านายตนในทันที พรุ่งนี้สำหรับภาคินแม้จะเป็นวันอาทิตย์ แต่เขาก็ยังไม่ได้หยุดงานอยู่ดี ช่วงบ่ายมีนัดกับซัปพลายเออร์รายใหญ่ของบริษัท ที่อีกฝ่ายสามารถให้ราคาเราได้ดีมาก ๆ หากเป็นภาคินไปพูดคุยด้วย ซึ่งเขาก็โอเค ไม่ได้ติดอะไรอยู่แล้ว หากนั่นเป็นผลประโยชน์แก่บริษัท
“แสดงว่าพรุ่งนี้เช้าฉันว่าง?”
“ครับนาย”
พอได้ว่างลองคิดดูแล้ว ตัวเองก็พูดกับนะแรงเกินไปจริง ๆ เพราะอาการล้างานและความคิดส่วนตัวบางอย่าง เลยทำให้ผลมันออกมาเป็นอย่างนั้น การที่นะไม่รับโทรศัพท์เขามันทำเอาภาคินวูบไหวได้เหมือนกัน
นะไม่เคยทำแบบนี้กับเขาเลยสักครั้งไม่ว่าอีกฝ่ายจะโกรธหรือทะเลาะกันมากแค่ไหน
“นายจะกลับคอนโดหรือบ้านครับคืนนี้ ผมจะให้คนเตรียมรถ”
“คืนนี้ฉันจะไปสุพรรณฯ”
สุดท้ายปลายทางของภาคินช่วงบ่ายวันนั้นหลังประชุมเสร็จก็คือจังหวัดที่นะกำลังฝึกงานอยู่ในตอนนี้ ใช้เวลาอยู่ไม่นานพวกเขาก็ถึง ลงจากรถที่นั่งตรงมาจากกรุงเทพฯ ก็ตกเย็นของวันนั้นเสียแล้ว แต่ก็คงเป็นช่วงที่นะกำลังกลับจากที่ทำงานพอดี
ทันทีที่รถจอดสนิทลงแล้วที่หน้าคอนโดของคนรัก ร่างหนาก้าวลงจากรถไปยืนอยู่กับพื้นก่อนนัยน์ตาคมจะไล่มองหารถคู่ใจของนะเป็นสิ่งแรก มันไม่ได้จอดอยู่ที่เดิมหรือแม้แต่ที่ไหนใต้คอนโดแห่งนี้
“...”
“นายครับ คุณนะขับรถมาโน่นแล้วครับ”
ระหว่างที่ภาคินกำลังจะต่อสายถึงนะ บอดีการ์ดที่ยืนดูแลรักษาความปลอดภัยอยู่ก็พูดบอกเมื่อแฟนของเจ้านายตนกำลังขับรถเข้ามาตรงนั้นแล้ว ภาคินที่เห็นก็กดวางสายและเก็บโทรศัพท์เข้าที่เดิมและเดินเข้าหานะที่ก็เห็นว่าเขามาหาแต่เลือกที่จะไม่ทักทายหรือสนใจเหมือนเมื่อก่อน
“ทำไมถึงไม่รับสายกู?”
“...”
เป็นภาคินเพียงคนเดียวที่เดินเข้าไปหาคนที่เพิ่งกลับมาถึง ร่างโปร่งที่ยืนถอดหมวกกันน็อกออกก็ยังไม่ได้สนใจเขาเสียทีเดียวนอกจากปรายตามามอง ตลอดวันนะทำงานอย่างไร้ความสุข แถมพักเที่ยงที่ควรเอาเวลาไปนั่งทานข้าวเพื่อเก็บแรงมาทำงานต่อ แต่นะก็เลือกที่จะเอาเวลาตรงนั้นไปร้องไห้อยู่คนเดียวแทน
“มึงไม่ได้ยินที่กูถามหรือไงนะ?”
“...”
ภาคินที่เริ่มหัวเสียกับอาการและท่าทางของอีกคนก็ชักจะหงุดหงิด มือหนารั้งจับเอาข้อมือของนะไว้ในที่สุด นะที่เจ็บจากแรงบีบของเขาก็เก็บอาการไว้มากเหมือนกัน ที่ทำแบบนี้ก็เพราะอยากให้ภาคินรับรู้บ้าง ว่าคนที่ถูกละเลยมันเป็นอย่างไร
“ขอโทษนะครับ มีปัญหาอะไรกันหรือเปล่าครับ?”
“เปล่าครับพี่ ขอบคุณมากนะครับที่ช่วยเป็นธุระให้”
“...”
สามคนกับบทสนทนาเพียงสองประโยค ภาคินยังไม่ปล่อยข้อมือของนะออกแต่ลดระดับเข้ามาจับกุมมือของอีกฝ่ายเอาไว้แทน สายตาคมจ้องยังร่างสูงตรงหน้าคนรัก ไม่รู้ว่าทั้งคู่กำลังพูดเรื่องอะไรกัน
พร้อมมองตามมือของรุ่นน้องหนุ่ม เดาได้ไม่ยากว่าอีกฝ่ายคงเป็นแฟนของนะ ถึงแม้ว่าเขาจะไม่เคยเห็นเลยก็ตาม แต่นะไม่ใช่พวกคนที่จะให้ใครก็ได้จับเนื้อต้องตัวได้แบบนี้
“งั้นพี่กลับก่อนนะ วันหยุดก็พักผ่อนให้เต็มที่ล่ะ”
“ครับพี่ เดินทางปลอดภัยนะครับ”
หลังจากนั้นพร้อมก็เดินออกมาทันที รู้ได้เลยว่าแฟนของนะไม่ค่อยชอบหน้าเขาเท่าไร หากชอบคงไม่มองแบบนั้น แต่ที่ห่วงคือนะมากกว่า ไม่รู้ว่าหลังจากนี้จะต้องรองรับอารมณ์อะไรจากแฟนตัวเองหรือเปล่า แต่พร้อมก็ทำได้แค่เป็นห่วงเท่านั้นแหละ
“มันเป็นใคร?”
“พี่จะสนใจทำไม”
นะพูดตอบก่อนจะรั้งเอามือของตัวเองออกจากการกอบกุมของคนรักที่จับไว้เมื่อครู่ แทนที่จะเอาเวลาไปสนใจคนอื่น เอาเวลาตรงนั้นมาบอกเหตุผลดีกว่าไหม? ว่าทำไมถึงปล่อยให้แฟนตัวเองต้องรอนานมากขนาดนั้น
“มึงไม่มีสิทธิ์เดินหนีกู”
“กูทำอะไรได้บ้างเหรอพี่ กูทำอะไรได้บ้างในฐานะแฟนหรือกูมีหน้าที่แค่นอนอ้าขาให้พี่เอาเหรอ?”
นะเริ่มระเบิดความรู้สึกของตัวเองออกมา เป็นอย่างนี้ไม่ดีแน่ ๆ ภาคินที่เดินตามไปรั้งข้อมือของคนรักไว้อีกรอบก็ได้แต่นิ่งกับคำพูดของนะ นี่อีกคนคิดไปถึงไหนแล้ว
ภาคินและนะต่างมีอารมณ์ที่รุนแรงไปไม่แพ้กันเลยด้วยซ้ำ ช่วงแรก ๆ มันสุขสันต์จนมองภาพว่าตอนทะเลาะกันจะเป็นอย่างไร แต่ช่วงหนึ่งปีให้หลังที่ทะเลาะกันประจำมันชัดเจนยิ่งกว่าอะไรเสียอีก
“พี่กลับไปเถอะ เราคงยังไม่พร้อมคุยกันตอนนี้จริง ๆ”
“มึงต้องการอะไรกันแน่ กูมาหาแป๊บเดียวมึงก็ไม่ชอบ กูตั้งใจมาหา มึงก็ไล่กูกลับ”
นะนิ่งไปไม่ได้พูดอะไรต่อ เขาน่ะเหรอจะตั้งใจมาหา นะไม่อยากจะคิดเลยว่ามันเป็นความจริง เผลอ ๆ ตอนนี้ตัวเองอาจจะยังฝันอยู่ก็เป็นได้ล่ะมั้ง
“แล้วตอนที่ผมต้องการพี่มาก ๆ พี่ไปอยู่ที่ไหนพี่คิน”
“...”
รอบนี้กลับเป็นภาคินที่ตอบคำถามของนะไม่ได้ มือหนายังจับข้อมือของคนรักไว้ไม่ยอมปล่อย ที่เดินทางมาถึงที่นี่ก็เพราะจะมาง้อ แต่ดูจากอารมณ์ของทั้งคู่ตอนนี้แล้ว มันแทบไม่สามารถจูนเข้าหากันได้ง่าย ๆ เลยสักนิดเดียว
“...” นะเบี่ยงแขนให้หลุดออกจากภาคินอีกครั้ง เพราะถามแค่นั้น คำถามของตนก็ยังไม่ได้รับคำตอบอะไรเลย มันแทบไม่อยากจะยืนมองหน้าเขาอีกแล้ว ขืนเป็นอย่างนั้น นะอดไม่ได้แน่ ๆ ที่จะร้องไห้ออกมาต่อหน้าภาคิน ที่พยายามเข้มแข็งมาทั้งหมดก็จะสูญเปล่า
ภาคินไม่ได้รั้งนะไว้อีกรอบแต่เลือกที่จะเดินตามน้องกลับไปที่ห้องเลย ดีกว่าที่จะต้องยืนทะเลาะกันอยู่ใต้คอนโดแบบนั้น นอกจากคนที่ผ่านไปผ่านมาจะมองแล้ว มันก็ไม่ได้เป็นผลดีต่อฝ่ายไหนเลย
“นะ คุยกันก่อนได้ไหม”
“...”
นะที่รู้อยู่แล้วว่าภาคินคงตามตัวเองมาแน่ ๆ เลยไม่ได้ปิดประตูหนี เขาไม่ได้อยากหนีปัญหาอยู่แล้ว ถ้าภาคินไม่ทำก่อน เขาเพียงแค่อยากให้อีกฝ่ายเข้าใจความรู้สึกของตัวเอง
“กูขอโทษ คุยกันก่อนเถอะนะ”
“ทำไมตอนนั้นกูก็พูดประโยคเดียวกับพี่เลย ทำไมพี่ถึงไม่คุยกับกูก่อน พี่เลือกที่จะเดินออกไปแบบนั้น ไม่คิดบ้างเหรอว่ากูเสียใจแค่ไหน”
“นะ กูมาเพื่ออยากปรับความเข้าใจกันกับมึง อย่าเพิ่งย้อนไปถึงเรื่องที่ผ่านมาแล้วได้ไหม?”
สุดท้ายแล้วคนที่ยังดูงี่เง่าเหมือนเดิมก็เป็นนะ ไม่ว่าจะพูดอะไรไป ภาคินก็สามารถย้อนกลับนะได้ทุกประโยค หรือว่านะทำได้อย่างเดียวคือฟังและหายโกรธเขาซะในตอนนี้ ไม่นานหากเรื่องมันลงตัวจะถูกพาขึ้นเตียงแล้วเขาก็จะหายไปเหมือนเดิม
เรื่องทุกอย่างมันจะวนลูปไปถึงไหนกัน
“ที่มาที่นี่ พี่ก็แค่ต้องการให้ได้รับคำตอบที่ตัวเองพอใจเท่านั้นแหละ มาถึงพี่ยังไม่ถามเลยว่าผมเป็นยังไงบ้าง ร้องไห้ไหม เมื่อคืนรอนานไหม นอนกี่โมง ไม่มีเลยพี่คิน”
“...”
ภายในคำพูดที่เต็มไปด้วยความเจ็บปวดพวกนั้นมันคืออะไรกัน
“กูรอพี่นานมากเลยนะ นานจนถอดใจไปแล้ว ฮึก”
“ไม่ต้องร้อง กูอยู่ตรงนี้แล้วไง กูอยู่กับมึงตรงนี้แล้ว”
คนตัวเล็กกว่าถูกภาคินรั้งเข้าไปกอด ใบหน้าหล่อของนะจมซบเข้าไหล่กว้างของคนรักได้ไม่ยาก มือหนาลูบประโลมลงกับผมนุ่มอย่างเบาแรง ภาคินรู้สึกผิดแล้วที่ปล่อยให้นะต้องเก็บความอึดอัดเพราะเขาไว้มากขนาดนี้ ทั้ง ๆ ที่ก่อนหน้าก็เคยสัญญาแล้วแท้ ๆ ว่านะจะเป็นคนที่มีความสุขที่สุด
“ถ้าไม่รักแล้ว พี่ก็บอกได้เลยนะ กูจะเดินออกจากชีวิตของพี่เอง ไม่อยากเป็นคนงี่เง่าในสายตาของพี่เสียหน่อย ไม่เคยอยากเป็น ฮือออ”
