หลับเสียเถิดเจ้าแก้วตา 1
บนโต๊ะไม้ตัวยาวที่ตั้งอยู่กลางโถงเรือน บัดนี้มีเพียงพ่อถัง แม่ถัง กับลูกชายทั้งสี่คน ท่ามกลางแสงเทียนที่ริบหรี่ลงเรื่อย ๆ บรรยากาศกลับดูจริงจังยิ่งกว่าครั้งไหน ๆ เสียงน้ำไหลกระทบจานชามจากด้านหลังเรือนและเสียงหัวเราะใส ๆ ของโต้วโต้วที่กำลังถูกพากลับเข้าห้องนอนค่อย ๆ เงียบหายไป เหลือเพียงเสียงถอนหายใจยาวของชายชรา
พ่อถังขยับตัววางมือลงบนเข่า ดวงตาที่ผ่านโลกมามากจ้องมองไปยังลูกชายคนเล็กที่วันนี้ดูแปลกตาไปราวกับเป็นคนละคน
"เจ้าสี่... ในเมื่อเรื่องอัศจรรย์นี้เกิดขึ้นกับเจ้า และเจ้าก็รับปากว่าจะกลับตัวกลับใจ พ่อก็ขอถามเจ้าตรง ๆ ต่อไปนี้เจ้าคิดจะทำอย่างไรต่อ? ของล้ำค่าเหล่านั้นหากนำออกมาใช้โดยไม่ระวัง หรือผลีผลามแสดงความร่ำรวยเกินไป พ่อเกรงว่าเราอาจจะเป็นเป้าสายตาของคนอื่น ไม่แน่อาจจะมีโทษฐานซุกซ่อนเสบียงก็เป็นได้"
ต้าเหล่ยพยักหน้ารับอย่างเข้าใจ เขาขยับตัวนั่งหลังตรง แววตาที่เคยฉ่ำด้วยฤทธิ์สุราบัดนี้กลับลุ่มลึกและเต็มไปด้วยชั้นเชิง
"ท่านพ่อ ข้าไตร่ตรองเรื่องนี้ไว้บ้างแล้ว เดิมทีข้าคิดว่าจะนำของที่ได้จากภพนั้นไปเดินเร่ขายตามจวนใหญ่ในเมืองเพื่อเอาเงินก้อนโต แต่คิดไปคิดมา... วิธีนั้นมันเสี่ยงเกินไป หากคนเหล่านั้นเกิดความโลภและกดดันถามถึงที่มาของสินค้า เราจะลำบาก"
"แล้วเจ้าจะทำอย่างไร?" ถังต้าซาน พี่ชายใหญ่ถามด้วยความสงสัย
"ข้าตั้งใจจะนำของไปขายส่งให้ร้านของ คหบดีหยู ขอรับพี่ใหญ่"
ต้าเหล่ยเอ่ยชื่อพ่อค้าผู้มั่งคั่งและขึ้นชื่อเรื่องความใจบุญในตัวเมือง
"คหบดีหยู!"
"ขอรับ ข้าจะเสนอขายส่งให้เขาในราคาถูก แต่มีเงื่อนไขสำคัญคือเขาต้องแบ่งขายให้ชาวบ้านในราคาที่เหมาะสม การที่เราไม่ออกหน้าเอง แต่ใช้ชื่อเสียงของคหบดีหยูบังหน้า จะช่วยลดปัญหาและขจัดความสงสัยของผู้คนได้มาก"
พ่อถังพยักหน้าช้า ๆ แววตาเริ่มมีความชื่นชม
"คหบดีหยูเป็นคนมีสัจจะ หากเจ้าเข้าหาเขาได้ถูกจังหวะ วิธีนี้นับว่ารอบคอบนัก"
"แต่เจ้าสี่... เจ้าอย่าลืมว่าความลับไม่มีในโลก ยามที่เจ้าหายตัวไป หรือยามที่เจ้าเอาของออกมาจากที่ว่าง ๆ นั่น เจ้าต้องระวังอย่างที่สุด อย่าให้ใครเห็นเด็ดขาด แม้แต่คนในหมู่บ้านเดียวกันก็ตาม ความหิวโหยทำให้คนเปลี่ยนจากมิตรเป็นศัตรูได้ในชั่วพริบตา"
ถังต้าเหอพี่ชายคนรองเอ่ยขึ้นด้วยความเป็นห่วง
"พี่รองพูดถูก แล้วเรื่องเงิน... หากเรามีเงินทองมากมายในพริบตา ทั้งที่ข้าวน้ำยังหายาก คนจะครหาเอาได้ว่าเราไปปล้นใครมา หรือไปทำเรื่องมิชอบที่ไหน เจ้าต้องใจเย็น ๆ ค่อย ๆ ขยับขยายไปทีละน้อย อย่าให้ใครจับสังเกตได้ว่าบ้านเรากินดีอยู่ดีผิดหูผิดตาเกินไป"
ถังต้าเจียงพี่ชายคนที่สามเอ่ยเสริม พ่อถังมองดูการโต้ตอบของลูก ๆ แล้วก็ทอดถอนใจออกมา เขามองไปที่ต้าเหล่ยด้วยสายตาที่ทั้งรักทั้งปวดร้าว
"เจ้าสี่... เจ้าเป็นคนเดียวในเรือนที่ข้ากัดฟันส่งให้ไปร่ำเรียนในสำนักศึกษา จนเจ้าสอบได้ตำแหน่ง ซิ่วไฉ (บัณฑิตระดับท้องถิ่น) มาครอง พ่อเคยหวังว่าความรู้ของเจ้าจะช่วยชูคอครอบครัวเราได้..." ชายชราเงียบไปอึดใจหนึ่งก่อนจะพึมพำต่อเสียงเบา
"..."
"หากเจ้าคิดได้เร็วกว่านี้สักนิด... หมิงจูกับโต้วโต้วก็คงไม่ต้องลำบากอดมื้อกินมื้อจนเกือบจะเอาชีวิตไม่รอดแบบนี้"
บรรยากาศพลันเงียบสงัด ต้าเหล่ยได้แต่ก้มหน้ายอมรับความจริงในอดีต ทว่าพี่ชายทั้งสามกลับไม่ได้ซ้ำเติม
"ท่านพ่อ อย่าไปว่าน้องสี่เลยขอรับ ที่ผ่านมาถึงน้องสี่จะเกเรไปบ้าง แต่ชื่อเสียงการเป็นซิ่วไฉของเขาก็ช่วยให้พวกข้าทั้งสามคนรอดจากการถูกเกณฑ์ทหารไปรบในศึกสามปีที่ผ่านมาไม่ใช่หรือ? หากไม่มีเขาสักคน ป่านนี้พวกข้าคงเป็นผีเฝ้าชายแดนไปแล้ว"
พี่ใหญ่ต้าซานรีบเอ่ยปกป้องน้องชายคนเล็กทันที
"ใช่ขอรับท่านพ่อ ตอนนั้นทางการเว้นการเกณฑ์ทหารให้ครอบครัวที่มีบัณฑิต ถึงน้องสี่จะทำตัวไม่ดีไปบ้าง แต่เขาก็ยังเป็นที่พึ่งพาในทางอ้อมให้เรามาตลอด" พี่รองต้าเหอรีบเสริม
"ตอนนี้เจ้าสี่คิดได้แล้ว ท่านพ่ออย่าตำหนิเขาเลยขอรับ" พี่สามสรุปพลางตบไหล่น้องชาย
พ่อถังเห็นลูกชายทั้งสามพากันออกโรงปกป้องน้องคนเล็กอย่างสุดตัว ก็ได้แต่ส่ายหัวเบา ๆ ด้วยความเหนื่อยใจปนอุ่นใจ
"พวกเจ้านี่นะ... ตามใจกันเสียจนเคยตัว! เอาเถอะ ในเมื่อเจ้ามีแผนการ และพี่ ๆ ของเจ้าก็พร้อมจะสนับสนุน พ่อก็จะไม่พูดถึงอดีตอีก"
ชายชราพึมพำ แต่ในใจกลับเบิกบานนักที่เห็นพี่น้องรักใคร่กลมเกลียวกัน ต้าเหล่ยเงยหน้าขึ้น มองดูความรักที่โอบอุ้มเขาไว้จากทุกทิศทาง
"ขอบคุณท่านพ่อ พี่ใหญ่ พี่รอง พี่สาม... ข้าสัญญาว่าตำแหน่งซิ่วไฉที่ข้ามี และความรู้ที่ข้ากำลังจะไปเรียนมาจากโลกอนาคต ข้าจะใช้มันเพื่อทำให้สกุลถังของเรามั่นคง ไม่ให้ใครมารังแกพวกเราได้อีก"
