บท
ตั้งค่า

จวนสกุลเวิน 1

แสงแดดแผดเผาลงมาบนพื้นดินที่แตกระแหงจนเกิดเป็นร่องลึก สี่พี่น้องสกุลถังเดินมุ่งหน้าไปตามถนนดินมุ่งสู่ตัวเมืองเป่ยหนาน สองข้างทางที่เคยเป็นทุ่งนาเขียวขจี บัดนี้หลงเหลือเพียงตอข้าวสีน้ำตาลไหม้ คูคลองที่เคยมีน้ำหล่อเลี้ยงฝูงปลา กลายเป็นเพียงร่องดินแห้งกรังที่มีเพียงเศษใบไม้แห้งปลิวว่อน

ถังต้าซาน ถังต้าเหอช่วยกันเข็นรถเข็น บนนั้นมีฟืนกับเสื่อฟางเก่า ๆ ส่วนถังต้าเจียงกับถังต้าเหล่ยเดินขนาบข้างด้วยท่าทางสงบนิ่ง

"อดทนหน่อยนะเจ้าสี่ อีกสิบลี้ (5 กิโลเมตร) ก็จะถึงเขตเมืองแล้ว หรือเจ้าจะขึ้นมานั่งบนรถเข็นดีหรือไม่"

ต้าซานเอ่ยถามน้องชายด้วยความเป็นห่วง หัวอกคนเป็นพี่คิดเพียงว่าต้าเหล่ยเป็นคนเรียนหนังสือ เป็นความหวังของครอบครัว งานหนักล้วนไม่เคยหยิบจับผ่านมือ สิ่งใดที่เขาแบ่งเบาจากน้องชายได้ พี่ ๆ ทุกคนล้วนเต็มใจ

"พี่ใหญ่ไม่ต้องห่วงข้า ข้ายังไหวขอรับ"

ครึ่งชั่วยามผ่านไป เสียงอื้ออึงของตัวเมืองเป่ยหนานก็ดังเข้าโสตประสาท แต่มันไม่ใช่เสียงแห่งความคึกคักอย่างในอดีต ภาพที่เห็นคือกลุ่มคนไร้บ้านที่ผอมโซจนเห็นกระดูกนั่งพิงกำแพงเมือง แววตาแต่ละคู่ดูเลื่อนลอยไร้จุดหมาย

พ่อค้าแม่ค้าตามแผงลอยต่างนั่งเฝ้ากระจาดที่ว่างเปล่า ข้าวสารขาวในตลาดตอนนี้ราคาพุ่งสูงไปถึงจินละ 1 ตำลึงเงิน (ประมาณ 500 กรัมต่อ 1 ตำลึง) ส่วนเนื้อสัตว์นั้นไม่ต้องพูดถึง

หากไม่ใช่ขุนนางหรือคนใหญ่คนโต ย่อมไม่มีวาสนาได้เห็นแม้แต่เงา เพราะราคาพุ่งไปถึงจินละ 2 ตำลึงเงิน แถมยังเป็นเนื้อเก่าที่ส่งมาจากต่างเมือง อีกทั้ง 1 เดือนมีเพียง 1 ครั้ง ต้องรอจนกว่าคารวานพ่อค้ามาถึง ถึงจะสามารถซื้อของเหล่านั้นได้

ต้าซานพาน้อง ๆ เลี้ยวเข้าตรอกเล็ก ๆ หลังจวนสกุลเวินซึ่งเป็นมุมอับสายตา

"ตามพี่มาทางนี้เจ้าสี่ เจ้ารอง เจ้าสาม... พวกเจ้าไปดูต้นทางไว้ พี่จะช่วยเจ้าสี่จัดของ"

ต้าเหล่ยพยักหน้า เขาสูดลมหายใจลึกก่อนจะใช้มิติเรียกของออกมาทันที กระสอบข้าวสารชั้นดีสองกระสอบถูกวางลงบนรถเข็น ตามด้วยเนื้อหมูส่วนสะโพกและสามชั้นที่แดงสด และผักกาดขาวที่เขียวชอุ่มจนมีหยดน้ำเกาะอยู่ รวมไปถึงผักอย่างอื่นอีกหลายชนิด

"เนื้อนี่... สดเหมือนเพิ่งแล่มาเมื่อครู่เลยเจ้าสี่" ต้าซานครางในลำคอเมื่อเห็นสีสันของเนื้อหมู

พวกเขารีบนำเสื่อฟางมาคลุมทับอย่างมิดชิด แล้วเอาฟืนไม้วางพาดทับไว้ชั้นบนสุดเพื่ออำพรางสายตา ก่อนจะมุ่งหน้าไปที่ประตูหลังจวนสกุลเวิน

"ว่าแต่เราจะขายยังไงเจ้าสี่? ราคาตอนนี้ข้างนอกมันจินละ 2 ตำลึงเงินเข้าไปแล้ว เนื้อเราสดขนาดนี้ข้าว่าขายแพงกว่านั้นยังได้"

ต้าซานกระซิบถาม ต่อให้เขารู้ราคาข้าวของในตอนนี้ แต่นี่ก็เป็นครั้งแรกที่พวกเขามีเสบียงมากมายมาขาย ความประหม่า ความตื่นเต้นทำให้มือหนาพลันเปียกชื้น

"ขายถูกกว่าเจ้าอื่นสักหน่อยเถอะพี่ใหญ่ ข้าอยากได้ใจคนรับซื้อไว้เป็นพันธมิตร อีกอย่าง... ข้าไม่ได้อยากได้แค่เงินตำลึง ข้าอยากได้เครื่องลายครามหรือชุดน้ำชาเก่า ๆ ด้วย"

ต้าเหล่ยตอบกลับ นอกจากการขายของที่ต้าเยี่ย ตอนนี้เขายังคิดคำนวณว่าจะหาวิธีไหนบ้างเพื่อจะสร้างเงินที่เมืองซูโจว เพื่อจะได้นำไปซื้อข้าวปลาอาหารมาที่นี่

คนเฝ้าประตูหลังที่ชื่ออาเหอจำต้าซานได้ก็ทักขึ้น บ่อยครั้งที่ต้าซานกับต้าเหอต้าเจียงนำฟืนมาขายที่จวนแห่งนี้ การมาของเขาจึงไม่ใช่เรื่องแปลกใหม่

"มาแล้วหรือต้าซาน วันนี้เอาฟืนมาน้อยจัง แล้วนั่นคลุมอะไรมาล่ะ?"

"พี่เหอ รบกวนท่านมาดูนี่สักหน่อยเถอะขอรับ" ต้าซานแง้มเสื่อฟางให้ดูเพียงนิดเดียว

"โอ้! สวรรค์! เจ้ารอข้าอยู่ตรงนี้นะ ห้ามไปไหนเด็ดขาด! ข้าจะรีบไปเรียนพ่อบ้านกับนายท่าน!"

เพียงชั่วเวลา อาเหอดวงตาเบิกกว้างด้วยความตกใจ ก่อนจะรีบวิ่งกลับเข้าไปในจวนด้วยท่าทีร้อนรน ไม่นานนายท่านเวิน เจ้าของหอหย่งซาน เหลาอาหารที่ใหญ่ที่สุดในเมืองเป่ยหนานก็เร่งฝีเท้ามาถึง

ร่างกายของเขาดูผ่ายผอมลงไปถนัดตา แม้แต่พ่อบ้านที่วิ่งตามหลังมายังมีสีหน้าหมองซีด ท่าทางไร้เรี่ยวแรงไม่อาจปกปิดได้

"ไหน! เสบียงสดเหล่านั้นอยู่ที่ไหน พวกเจ้าไม่ได้ล้อข้าเล่นใช่หรือไม่"

"คารวะนายท่านขอรับ นี่คือเสบียงอาหารที่ข้าหามาได้"

ต้าซานพูดจบก็เปิดเสื่อฟางออก นายท่านเวินมองข้าวสารและเนื้อหมูสด ๆ บนรถเข็นด้วยแววตาเป็นประกายประหนึ่งเห็นขุมทรัพย์ ไหนจะผักสดที่เขียวชุ่มราวกับเพิ่งเก็บจากแปลง ของตรงหน้าทำให้เขาตื่นเต้นจนเสียกิริยา

"ข้าวสารขาว เนื้อหมูพวกนี้เหมือนเพิ่งเชือดใหม่ ๆ ไหนจะผักเหล่านี้อีก พวกเจ้าไปหามาจากที่ไหน!"

เขาถามออกมาอย่างลืมตัว แต่ด้วยตลาดค้าสัตว์ใน 25 อำเภอของเมืองเป่ยหนานล้วนไม่มีสัตว์เลี้ยงแล้ว ที่หล่อเลี้ยงพื้นที่ภัยพิบัติแห้งแล้งไว้ได้หลายปีมานี้ก็ล้วนแต่เป็นเสบียงจากเมืองอื่น

ทว่าการขนส่งเนื้อสัตว์ยังพอเชื่อได้ว่าขนย้ายสัตว์มาถึงปลายทางแล้วค่อยเชือด แต่ผักสดเหล่านี้เล่า ผักที่ถูกถอนออกจากแปลงไม่กี่วันก็เหี่ยวเฉาแล้ว การเดินทางจากเมืองหลวงมาถึงเมืองเป่ยหนาน การเดินทางของคารวานพ่อค้า เวลาเร็วสุดก็คือ 10 วัน ไฉนผักจะยังสดใหม่ได้ขนาดนี้ นอกเสียจากว่าจะขนมาด้วยม้าเร็ว แต่ต้นทุนก็ต้องสูงลิ่ว อย่างไรก็ทำให้ผักสดเช่นนี้ไม่ได้

"หากผู้คนรู้ว่าของพวกนี้มาจากที่ใด เกรงว่าชีวิตเล็ก ๆ ของข้าน้อยคงไม่ต่างจากคนถือหยกเดินกลางตลาด หวังว่านายท่านจะเข้าใจและไม่ถือสา หากมิใช่ว่าครอบครัวมีเรื่องจำเป็นจริง ๆ สถานการณ์บ้านเมืองเป็นเช่นนี้ ข้าน้อยคงไม่กล้านำสิ่งของเหล่านี้ออกมา"

ต้าเหล่ยตอบกลับด้วยท่าทางสุขุม ต่างจากพี่ชายของเขาที่ใจเต้นรัว กลัวว่าคำพูดของน้องชายจะไปล่วงเกินคนสกุลเวิน

"นายท่านเวินขอรับ นี่คือน้องสี่ของข้า ถังต้าเหล่ย เขาเป็นคนติดต่อรวบรวมของเหล่านี้มาได้ขอรับ" ต้าซานรีบแนะนำน้องชาย

ต้าเหล่ยจึงประสานมือคำนับอย่างสุภาพ

"คารวะนายท่านเวินขอรับ"

นายท่านเวินชะงักไปเล็กน้อย สายตาที่เดิมเต็มไปด้วยความสงสัยค่อย ๆ สงบลง เขามองถังต้าเหล่ยอีกครั้ง ราวกับเพิ่งรู้ตัวว่าคำถามเมื่อครู่นั้นเกินขอบเขตไปแล้ว

"ดี..." เขาพยักหน้าช้า ๆ ก่อนประสานมือคารวะกลับอย่างจริงจัง

"..."

"เมื่อครู่เป็นข้าที่เสียมารยาท ใต้หล้ากว้างใหญ่ ผู้คนต่างมีวาสนาและหนทางของตน"

นายท่านเวินทอดสายตามองข้าวสาร เนื้อหมู และผักสดบนรถเข็นอีกครั้ง แววตาฉายความตื่นเต้นปนโล่งใจ

"..."

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel