บท
ตั้งค่า

ตอนที่ 13 หลังผ่านไปเจ็ดวัน

จากท้ายหมู่บ้านเดินมาหน้าหมู่บ้านใช้เวลาราว ๆ หนึ่งก้านธูป ระหว่างทางไม่ค่อยพบใคร เพราะเพิ่งจะผ่านช่วงพักกลางวันได้ไม่นาน ตอนนี้ชาวบ้านกำลังพักผ่อนเพื่อเอาแรงไปลงสวนลงไร่กันช่วงบ่ายอีกครั้ง

บ้านของท่านปู่เซี่ยอยู่ที่ปากทางเข้าหมู่บ้านใช้เป็นลานรับซื้อสินค้าและของป่าในบางครั้ง เพื่อให้เชี่ยต้าหลางนำไปขายที่อำเภอซึ่งช่วยให้นายพรานไม่ต้องนำของไปเร่ขายเองและยังให้ราคาสูงอีกด้วย

พ่อลู่ได้ฝากกับถังเสียนมาบอกกล่าวไว้แล้ว ว่าจ้าวอิงจะมาฝากของด้วยตัวเอง

“ท่านปู่เซี่ย”

เสียงเสี่ยวเป่าทักทายก่อน

ตอนที่เขาเห็นปู่เซี่ยเอนหลังนอนสูบใบยาที่ตั่งหน้าบ้านเขานั้นเอง

“อ้าวเสี่ยวเป่ามาแล้วหรือ”

ปู่เซี่ยลุกขึ้นนั่งตัวตรง

“สวัสดีท่านปู่เซี่ยเจ้าค่ะ”

จ้าวอิงทักทายและโค้งตัวเล็กน้อย

ดูท่าเสี่ยวเป่าและปู่เซี่ยทั้งสองคนจะคุ้นเคยกันเป็นอย่างดี แต่กับจ้าวอิงปู่เซี่ยทำเป็นมองไม่เห็นก็เท่านั้น แต่จ้าวอิงก็ไม่ได้เก็บมาคิดมาก นางหยิบเอาถุงผ้าที่บรรจุจดหมายและเงิน ยื่นถุงผ้าให้ปู่เซี่ยด้วยสองมือ

“ท่านปู่เซี่ยเจ้าคะ หากท่านอาต้าหลางมีเวลา รบกวนให้เหวินเหยาเขียนจดหมายมาด้วยนะเจ้าคะ หากไม่มีก็มิเป็นอันใด ขอบคุณเจ้าค่ะ”

นางโค้งตัวขอบคุณอีกครั้ง

เมื่อเห็นว่าปู่เชี่ยรับเอาถุงนั้นไปแล้ว แต่ก็มิได้พูดอะไรเพียงมองหน้านางเท่านั้น จ้าวอิงจึงได้ขอตัวลาออกมา

“ขอลาเจ้าค่ะ”

“ลาก่อนขอรับท่านปู่เซี่ย”

เสี่ยวเป่าโค้งตัวเลียนแบบจ้าวอิง จากนั้นสองแม่ลูกก็เดินจูงมือกันออกมา

ปู่เซี่ยเองก็ได้ยินคำเล่าลือมาบ้างว่า จ้าวอิงหลังจากจมน้ำวันนั้นแล้วนางก็เปลี่ยนไปมาก เขามองด้านหลังของสองแม่ลูกไปจนลับตา พร้อมกันลูบคางตนเองไปด้วย

จ้าวอิงและเสี่ยวเป่าจูงมือกันไปหัวเราะกันไป จนไปถึงริมน้ำเป็นบริเวณตื้น ๆ จึงเดินเก็บผักป่าที่รู้จัก โดยมีเสี่ยวเป่าน้อยคอยเก็บผักใส่ตะกร้าตามหลังนางอยู่

นางและเสี่ยวเป่าเก็บผักมาได้หลากหลายชนิด เมื่อเห็นว่าเพียงพอต่องานเลี้ยงมื้อเย็นแล้ว จึงเดินกลับไปท้ายหมู่บ้าน

เพราะทางกลับไปท้ายหมู่บ้านจากข้างแม่น้ำจะเป็นทางเดินคนละทางกันกับทางที่ตรงไปหน้าหมู่บ้าน ระหว่างทางเจอกับกลุ่มชาวบ้านที่ส่วนใหญ่เป็นคนที่มีอายุแล้ว ทำงานสวนไม่ไหวรวมกลุ่มกันเพื่อพูดคุยตามประสาคนชนบท

เมื่อกลุ่มนั้นเห็นจ้าวอิงกำลังเดินมาพร้อมกับเสี่ยวเป่าก็เงียบเสียงลงไป ในกลุ่มนั้นยังมีป้าฮวาและเหอซื่อย่าของสามีของนางอยู่ด้วย ไม่อยากเจอสิ่งไหนก็ได้สิ่งนั้นจริง ๆ

“ไอ้หย๊า ดูสิใครมาเดินผ่านทางนี้ ตั้งแต่ย้ายไปท้ายหมู่บ้าน ก็มีเงินมีทองมาซ่อมแซมบ้าน แถมยังได้ข่าวว่าจะขุดบ่อน้ำอีกด้วย เหอซื่อเอ้ย!หลานสะใภ้ของเจ้ามีเงินมีทองมากมายเชียวล่ะ เมื่อก่อนตอนอยู่บ้านเจ้า นางคงเอาเงินมากตัญญูต่อเจ้ามากมายน่าดู”

ป้าฮวาผู้ไม่เคยอยากเห็นใครได้ดี พูดขึ้นด้วยเสียงอันดังพอให้คนที่อยู่บริเวณนั้นได้ยินอย่างทั่วถึง และก็เป็นไปตามคาด ใบหน้าของเหอซื่อบิดเบี้ยวกัดฟันกรอด เหอซื่อรู้ว่าจ้าวอิงอิงนั้นมีเงิน เพราะแม่ของนางนำมาให้เป็นประจำ แต่นางไม่เคยนำมาให้ครอบครัวเจ้าสามหรือนางเลย

ระหว่างที่ยังอาศัยอยู่ในบ้านใหญ่ เหอซื่อเคยพยายามริบเงินส่วนนั้นมาแล้ว แต่จ้าวอิงอิงผู้นี้ร้ายกาจกว่านางมากนัก หลังจากปะทะกันหลายครั้งนางจึงต้องยอมแพ้ไป

แต่ไม่ว่านางจะเกลียดจ้าวอิงผู้นี้มากขนาดไหน อย่างไรเสียจ้าวอิงอิงก็ได้ชื่อว่าเป็นหลานสะใภ้ของนาง นางจึงไม่อยากขายหน้า แค่เพียงเรื่องแยกบ้านนางก็ถูกนินทามากพอจนแทบจะสู้หน้าบรรดาญาติของสามีไม่ไหวแล้ว

“เหอะ หากพวกเขาได้ดีข้าก็ดีใจด้วย ยังไงเสียลูกสามก็เป็นลูกชายข้า”

เหอซื่อกล่าวเสียงดังที่ฟังแล้วเหมือนนางจะเห็นดีด้วย แต่ใบหน้าบิดเบี้ยวสวนทางกับคำพูดที่แทบจะเค้นลอดไรฟัน

จ้าวอิงหันไปมองแต่ไม่พูดอะไร นางอุ้มเสี่ยวเป่าไว้เร่งก้าวออกไปทันที โดยไม่แม้แต่จะทักทายใคร นางไม่อยากให้เสี่ยวเป่าได้ฟังคำพูดที่ไม่ดีเหล่านี้ จึงเร่งฝีเท้ากลับบ้านทันที ทิ้งไว้เพียงสายตาเกลียดชังจากเหอซื่อ

เมื่อกลับถึงบ้านนางก็เร่งมือทำอาหารโดยไม่หวงเครื่องปรุงรส อาศัยโอกาสนี้แสดงความมีน้ำใจและใส่ใจของครอบครัวนาง ภายภาคหน้าหากมีงานอะไรอีกคนเหล่านี้จะยิ่งเต็มใจช่วยงานอย่างแน่นอน

งานเลี้ยงขอบคุณช่างที่มาซ่อมแซมบ้านผ่านไปด้วยดี เนื้อตุ๋น ผัดผักป่า ข้าวต้มขาวข้น ถูกอกถูกใจทุกคนเป็นอย่างมาก ทำให้แต่ละคนกินอย่างลืมมารยาทกันเลยทีเดียว

หลังจากสงครามบนโต๊ะจบลง แต่ละคนจึงส่งเสียงชื่นชมให้แก่จางซื่อไม่สิ้นสุด จางซื่ออยากจะแก้ไขว่าคนที่ทำเป็นจ้าวอิง แต่จ้าวอิงห้ามนางไว้บอกว่านางสมควรได้รับคำชม

“คือว่า ข้าไม่ได้....”

จางซื่อกำลังจะเอ่ยออกมาแต่ถูกจ้าวอิงขัดขึ้นเสียก่อน

“ไม่มีอะไรเจ้าค่ะ ท่านแม่ทำอาหารอร่อยที่สุดแล้ว ทุกท่านตามสบายนะเจ้าคะ”

แล้วจ้าวอิงก็หันมากระซิบจางซื่อ

“หากคนเหล่านี้รู้ว่าข้าเป็นคนปรุง เกรงว่าจะไม่มีใครกินอาหารแน่นอนเจ้าค่ะ”

จางซื่อจึงต้องจำใจรับคำ และส่งยิ้มแห้ง ๆ ให้ทุกคน

หลังมื้ออาหารผ่านไปแล้ว ท้องฟ้าก็ยังไม่มืดมิดเท่าไหร่ เพราะเป็นหน้าร้อนท้องฟ้ายังสว่างนาน ทั้งบ้านจึงอาศัยแสงธรรมชาติ เร่งย้ายข้าวของเข้าไปยังห้องของตัวเอง

ก่อนหน้านี้จ้าวอิงได้แบ่งผ้าให้จางซื่อเรียบร้อย ทั้งยังขอในจางซื่อช่วยตัดชุดให้เสี่ยวเป่าเพิ่มด้วยเพราะตัวนางเองไม่มีความสามารถด้านนี้เลย

คืนนี้จึงเป็นการนอนโดยใช้เครื่องนอนเก่า แต่ไม่มีความเหม็นอับอีกแล้ว เพราะระหว่างที่ซ่อมแซมบ้านจางซื่อได้นำเครื่องนอนออกมาตากแดดทั้งหมดแล้ว ทุกคนต่างนอนได้อย่างสบายใจ และหลับสบายกว่าหลายค่ำคืนที่ผ่านมา

นับวันเวลาที่จ้าวอิงมาอยู่ที่โลกยุคนี้ครบเวลาเจ็ดวันพอดี คนว่ากันว่าเจ็ดวันหลังจากตายไปวิญญาณจะกลับมายังที่ที่คุ้นเคย นางไม่เคยเห็นจ้าวอิงอิงเลยแม้แต่ครั้งเดียว จะว่าไปก็น่าแปลกหรือวัฏสงสารที่โลกนี้ไม่เหมือนกัน

จ้าวอิงกลัวว่าการมาอยู่ในร่างนี้อาจจะไม่ถาวร วิญญาณนางอาจจะหลุดออกไปได้ทุกเมื่อ หรือเจ้าของร่างเดิมอาจจะมาทวงร่างกายนี้คืน

แต่หลังผ่านไปเจ็ดวันจ้าวอิงคิดตกแล้วว่าตัวเองเข้ามาอยู่ร่างนี้ วิญญาณไม่น่าจะออกไปได้อีก

เวลาที่นางถอดจิตเข้าไปในห้วงมิติก็กลับมาได้ทุกครั้ง แถมการใช้งานร่างกายนี้ไม่มีติดขัดเหมือนตอนแรก ๆ ที่กลางคืนนางมักปวดเมื่อยตัวเป็นประจำแต่นั่นนางคิดว่าเป็นเพราะนางใช้ร่างกายอ้วน ๆ นี้เยอะเกินจำกัด เพราะแต่เดิมร่างนี้ขี้เกียจเป็นอย่างมาก

เมื่อผ่านเจ็ดวันไปแล้วผีไม่มาทวงร่าง ร่างนี้ก็เป็นของนางโดยสมบูรณ์ อาการติดขัดปวดเมื่อยหายไปกับเจ็ดวันนี้เช่นกัน

‘ว่าแต่ผีที่โลกนี่ไม่ค่อยเห็นเลยแฮะ’

แล้วนางก็โบกมือปัดความคิดนี้ออกไปอย่างรวดเร็ว ไม่ต้องมาให้เห็นหรอกนะ

‘ข้าไม่อยากเจอหรอก ฮ่า ๆ ’

ช่วงเจ็ดวันที่ผ่านมาคนที่บ้านเข้ากันได้ดีเป็นอย่างมาก เรื่องในอดีตถูกปัดทิ้งไปจากสมองอย่างรวดเร็ว ชาวบ้านชนบทก็แบบนี้เรียบง่ายใครดีมาก็ดีกลับ เชื่อว่าคนสามารถกลับใจได้ แม้กระทั่งคนเห็นแก่ตัวอย่างจ้าวอิงอิงก็เปลี่ยนได้เช่นกัน ไม่มีใครในครอบครัวนี้สร้างความลำบากให้นาง

นานวันเข้าก็เห็นนางเป็นคนในครอบครัว และเห็นนางเป็นผู้นำโดยไม่รู้ตัว เคยชินกับการจะทำสิ่งใดต้องปรึกษานางก่อน เรื่องเหล่านี้จ้าวอิงไม่ปฏิเสธ แต่นางต้องสอนวิชาชีพ และปรับทัศนคติของบ้านนี้ให้สู้คนมากกว่านี้

เพียงเท่านี้หากสามีในนามนางกลับมาแล้วหย่านาง ชีวิตที่เหลือครอบครัวนี้จะสามารถพึ่งพาตัวเองได้ ไม่ถูกคนบ้านเก่าเอาเปรียบอีกต่อไป เพราะโลกยุคนี้ยังเน้นหลักกตัญญูเป็นหลัก ไม่ว่าพ่อแม่จะผิดเพียงใดก็คือไม่ผิดนั้นเอง

แต่กับจ้าวอิงที่เป็นคนสมัยใหม่เรื่องถูกก็ว่าไปตามถูก พ่อแม่ทำผิดหรือชักจูงบุตรหลานไปในทางที่ผิด ลูกก็สามารถที่จะไม่ทำตามได้เช่นกัน ความกตัญญูก็ต้องยืนอยู่บนพื้นฐานของการเป็นเหตุเป็นผลด้วย

ปรับตัวอยู่หลายวันในที่สุดจ้าวอิงก็ยอมรับการมาอยู่ที่โลกนี้ แถมยังได้ตัวตนใหม่มาอีก ไม่ต้องเป็นจ้าวอิงเด็กกำพร้าคนเดิมที่ทำงานเป็นทั้งสายลับ นักวิทยาศาสตร์ หมอ และนักฆ่าในบางคราว

ตัวนางไม่มีเพื่อน มีแต่เพื่อนร่วมงานที่ไม่มีการติดต่อส่วนตัว ส่วนความรักน่ะหรือ เหอะ ๆ แม้แต่เพื่อนแท้ยังมีไม่กี่คนจะมีคนรักได้ไงล่ะ

แต่ประสบการณ์ทางโลกก็นับว่าโชกโชนอยู่ เรื่องอย่างความสัมพันธ์ชายหญิงนางก็เคยมีมาบ้าง เพราะตอนนางยังเวอร์จิ้นอยู่ นางถูกเพื่อนร่วมงานที่เป็นรุ่นพี่หักหลัง เอานางไปเป็นเหยื่อล่อจ้าวพ่อวงการยาเสพติดที่ชื่นชอบสาวพรหมจรรย์

ชาติที่แล้วครั้งแรกของนางจึงนับว่าแย่ถึงขีดสุด แต่หลังจากผ่านชีวิตอันโหดร้ายมา นางรู้ตัวว่าต้องโหดกับตัวเองมากกว่าจึงจะอยู่รอด

ตอนนี้นางเป็นจ้าวอิงอิงคุณแม่ลูกหนึ่ง ใช้ชีวิตเรียบง่ายในชนบทและอาจจะได้เป็นม่ายสามีหย่าในเร็ว ๆ นี้

‘ฮ่า ๆ’

ชาติก่อนนางเป็นเด็กกำพร้า จึงใฝ่ฝันมาตลอดว่าหากมีครอบครัวนางต้องสร้างครอบครัวที่สมบูรณ์แบบ ไม่ให้เด็กน้อยต้องกำพร้าใครคนใดคนหนึ่งหรือขาดทั้งคู่เหมือนนาง

แต่สถานะนางตอนนี้แม้จะคบหาดูใจยังทำไม่ได้ สวรรค์ส่งมาที่นี่คงกลัวนางจะขึ้นคานถึงได้มอบให้ทั้งสามีและลูกโดยไม่ได้ร้องขอแบบนี้ แต่ทำไมต้องส่งมาอยู่ในร่างสตรีร้ายกาจรอวันสามีทิ้งอย่างนี้ด้วยเล่า

แต่คิดจนปวดหัวก็เปลี่ยนอันใดไม่ได้ รอให้สามีในนามผู้นี้กลับมาก่อนแล้วกันค่อยคิดต่อก็แล้วกัน

อาหารเช้าวันนี้เป็นโจ๊กข้าวทำจากน้ำซุปกระดูกหมู ไข่ต้มคนละฟอง และผัดผักป่าใส่กระเทียมน้ำมันหมูหอมกรุ่น เสี่ยวเป่ากินอย่างเอร็ดอร่อย

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel