ตอนที่ 12 ฝากเงินให้สามี
“ท่านแม่สิ่งใดที่สมควรจ่ายก็จ่ายมันเถิดเจ้าค่ะ ข้ายังมีช่องทางหาเงินอีกส่วนเงินที่เหลือนี้ ข้าจะแบ่งส่งให้ท่านพี่หกสิบตำลึง และเป็นค่าซ่อมแซมบ้านขุดบ่อน้ำ พวกเราหาเงินมาต้องใช้ เพื่อชีวิตที่ดีขึ้น หากมีไม่ใช้ก็ถือว่าเสียเปล่าแล้วเจ้าค่ะ”
จางซื่อจึงได้แต่พยักหน้ารับ แต่ในใจนางยังอยากเก็บเงินไว้อยู่ดี มีเงินในมือยิ่งมั่นใจ แต่ที่จ้าวอิงพูดก็ถูกต้องเช่นกัน เงินที่ได้มาก็เพื่อให้ทุกคนมีชีวิตที่ดีขึ้น หากไม่ใช้ก็เท่ากับไม่มีเงิน วันคืนแห่งความลำบากและอดสูในบ้านใหญ่นั้นกำลังจะจางหายไป
“เอาละข้าเอาตามที่เจ้าว่า วันนี้หากมุงกระเบื้องแล้วก็จบงานซ่อมแซม เราสามารถย้ายกลับไปอยู่ห้องเดิมได้แล้ว แต่ยังต้องเลี้ยงข้าวช่างที่มาทำงานด้วยในมื้อเย็น”
จางซื่อกล่าว
“เจ้าค่ะท่านแม่ ข้าเตรียมข้าวสารและเครื่องในมาเพื่อตุ๋นและมีผักอีกหลายกำ นำมาผัดเป็นเครื่องเคียงได้”
“ใช้เครื่องในได้อย่างไรกัน เรามีเงินแล้วควรทำด้วยเนื้อหมูหรือไม่”
จางซื่อรีบเอ่ยขัด
จ้าวอิงไม่ได้หงุดหงิดใจเพราะที่จางซื่อกล่าวออกมาก็เป็นความซื่อตรงของคนชนบทเท่านั้น จ้าวอิงยิ้มน้อย ๆ แล้วกล่าวว่า
“ท่านแม่เจ้าคะเรามีเงินแต่คนอื่นไม่ทราบนี่นา หากเราเผยออกไปว่ามีเงินมาก เมื่อคนไม่หวังดีทราบเข้า ท่านคิดว่าเราจะได้อยู่อย่างเป็นสุขหรือเจ้าคะ”
จางซื่อเมื่อได้ฟังก็ตกใจจนเบิกตาโตพูดละล่ำละลัก
“นี่ ๆ ข้าประมาทเกินไปแล้ว หากบ้านใหญ่รู้เข้าเงินนี้คงไม่ได้ใช้แล้ว เป็นอาอิงที่รอบคอบข้าเอาตามที่เจ้าว่า”
จางซื่อคิดถึงบ้านใหญ่ที่เพิ่งจากมา นางยิ่งใจสั่นและหวาดกลัว จ้าวอิงเห็นหน้าแม่สามีนางเริ่มซีดลง นางจึงเปลี่ยนเรื่อง
“ใช่เจ้าค่ะ ภายนอกเรายังต้องแสดงออกไปว่าไม่มีเงินเช่นเดิม แต่เราจะแสดงเพียงภายนอกเท่านั้น หลังท่านพี่กลับมาเราค่อยปรึกษากันอีกทีว่าจะทำอย่างไรต่อ ท่านช่วยข้าทำเนื้อตุ๋นได้ไหมเจ้าคะ วันนี้เราต้องทำหม้อใหญ่ทีเดียว”
จางซื่อดึงสติกลับมาแล้วเข้ามาช่วยงานทันที จ้าวอิงแนะนำเครื่องตุ๋นแต่ละชนิด และนำผ้าขาวบางให้จางซื่อห่อเครื่องตุ๋น จางซื่อนางค่อนข้างรู้จักเครื่องเทศดีและมีพรสวรรค์ในการทำอาหารใช้ได้เลย จ้าวอิงจึงแนะนำอย่างไม่หวงวิชา แล้วให้จางซื่อดูแลในครัว
ส่วนนางแยกไปล้างเครื่องใน พร้อมขี้เถ้ากองใหญ่ เสี่ยวเป่าที่นั่งแทะผิงกั๋วรอผู้ใหญ่ทั้งสองสนทนากันเงียบ ๆ ก็ลุกขึ้นเดินตามจ้าวอิงไปที่ริมน้ำด้วย
ในที่สุดนางก็ได้เห็นการพัฒนาไปในทางที่ดีแล้ว ....
ระหว่างทางไปยังแม่น้ำเพื่อล้างเครื่องในนั้น จ้าวอิงหยิบลูกท้อออกมาจากห้วงมิติแล้วส่งให้เสี่ยวเป่ากิน เสี่ยวเป่าดีอกดีใจเป็นอย่างยิ่ง และเพราะเขายังเด็กมากจึงไม่สงสัยแม้แต่น้อยว่าของเหล่านี้มาจากไหน
เมื่อมีของกินที่อร่อยเพียงนี้ ไม่นานปากของเสี่ยวเป่าจึงเต็มไปด้วยลูกท้อที่หอมหวาน แต่จ้าวอิงสังเกตเห็นเสี่ยวเป่ากินเพียงคำเล็ก ๆ เท่านั้น และเขาไม่ได้ดึงเปลือกบาง ๆ ออกไปนางจึงถามขึ้น
“ผลไม้นี้เรียกว่าลูกท้อ ต้องดึงเปลือกออกก่อนนะ”
แล้วจ้าวอิงก็จับเอาลูกท้อจากมือเสี่ยวเป่ามาดึงเปลือกออกให้เขาดู
“เป็นอย่างไรบ้างอร่อยหรือไม่”
นางถามเมื่อส่งคืนให้เสี่ยวเป่ากัดอีกคำ
“อร่อยมากขอรับท่านแม่”
“อร่อยแล้วเหตุใดเสี่ยวเป่าถึงกินทีละน้อยแบบนั้นเล่า”
เสี่ยวเป่าไม่ได้ตอบแต่เขาก้มหน้าลงเล็กน้อย เม้มปากไว้แน่น ท่าทางดูเสียดายและลังเล จ้าวอิงจึงพอจะทราบเหตุผลแล้ว
“เสี่ยวเป่าไม่ต้องกลัวหมดนะ ผลไม้พวกนี้แม่หามาให้เสี่ยวเป่ากินได้จนพอใจเลย”
จ้าวอิงนั่งลงในระดับเดียวกันกับเขาแล้วบอก
เมื่อได้ฟังดังนั้นเสี่ยวเป่าถึงกับตาโต กระโดดโลดเต้นอยู่รอบตัวจ้าวอิง และหัวเราะอย่างบ้าคลั่งกว่าเดิม ชื่นชมจ้าวอิงและผลไม้แสนอร่อยไม่หยุด น่ารักน่าเอ็นดูเหลือเกิน
จ้าวอิงลูบหัวพร้อมเอ่ยเตือนเล็กน้อย
“ใช่แล้วเสี่ยวเป่าเรื่องนี้เราต้องเก็บเป็นความลับระหว่างเราสองคนนะ อ่อ ยังมีท่านปู่ท่านย่าที่แบ่งปันได้ นอกจากนี้เราจะไม่เล่าให้ใครฟัง เพราะแม่หามันมาจากป่าลึกคนในหมู่บ้านเรายังไม่มีใครเคยกินแน่นอน”
“ขอรับท่านแม่ เสี่ยวเป่าจะไม่บอกใคร คิกคิก”
“แต่หากเรามีเยอะเราก็สามารถแบ่งปันคนอื่นได้”
นางไม่อยากให้เสี่ยวเป่าเป็นเด็กใจแคบจึงเอ่ยเสริมอีกเล็กน้อย
จากนั้นจึงพากันไปล้างเครื่องใน มีเสี่ยวเป่าน้อยเข้ามาช่วยเติมขี้เถ้าด้วยอีกแรง แต่นางต้องคอยระวังเสี่ยวเป่าไปด้วย การล้างเครื่องในครั้งนี้จึงล่าช้ากว่าปกติ แต่ก็แลกมากับรอยยิ้มของเด็กน้อยและเวลาที่ได้ใช้ร่วมกัน
เมื่อล้างสะอาดดีแล้วพวกเขาก็กลับเข้าครัว จ้าวอิงแนะนำการทำเครื่องในตุ๋นแก่จางซื่อเพียงครั้งเดียวก็จดจำได้แล้ว และยังทำอย่างทะมัดทะแมงอย่างมาก
นางจึงวางใจและเดินออกจากครัวไปหลังบ้าน เพื่อจัดการพื้นที่รกร้างต่อ พื้นที่หลังบ้านตอนนี้ต้นหญ้าที่เคยขึ้นสูงถูกกำจัดออกไปเกินกว่าครึ่งแล้ว ส่วนใหญ่เป็นฝีมือของพ่อลู่ที่ไม่ยอมพักให้ดีเลยสักวัน
วันนี้ก็เช่นกันพ่อลู่นั่งถอนหญ้าอยู่กลางแดดจ้า จ้าวอิงจึงให้เสี่ยวเป่ายกน้ำชามาให้พ่อลู่ และนางเองก็เดินไปข้าง ๆ เขา
“ท่านพ่อท่านต้องพักผ่อนและอยู่นิ่ง ๆ เพื่อให้บาดแผลหายดีในเร็ววันนะเจ้าคะ”
“พ่อเองก็ยังพอทำได้ การถางหญ้าเช่นนี้ไม่เปลืองแรงอะไรเลย อีกอย่างหากถางเร็วพวกเราจะได้ปลูกพืชผักไว้กินได้เร็วขึ้นอีก”
“ข้านำเห็ดหลินจือไปขายได้เงินมามากทีเดียว ตอนนี้พวกเราไม่ต้องกลัวว่าจะไม่มีเงินแล้ว อีกอย่างยิ่งบาดแผลที่เท้าท่านหายช้า พวกเราก็สร้างรั้วบ้านได้ช้าเช่นกัน ท่านไม่กลัวว่าจะมีคนเขามาขโมยของหรือเจ้าคะ”
“แต่ว่า...”
“ท่านพ่อเชื่อข้าเถิดเจ้าค่ะ เวลานี้บ้านเรามีแค่ผู้หญิงและเด็กเล็กพวกเรายังรอให้ท่านปกป้องอยู่นะเจ้าคะ”
ได้ฟังจ้าวอิงชักแม่น้ำทั้งห้าแบบนี้ พ่อลู่จึงยอมไปอยู่ในลานบ้านกับเสี่ยวเป่าแต่โดยดี จ้าวอิงเห็นพ่อลู่ออกไปแล้วนางก็นั่งลงและเริ่มถอนหญ้าต่อจากจุดที่พ่อลู่ทำไว้ นางเร่งถอนหญ้าอยู่พักใหญ่ ๆ มองดูท้องฟ้าคาดว่าเวลาใกล้เที่ยงแล้ว จึงได้หยุดมือลุกไปยังห้องครัว
เมื่อเห็นเนื้อตุ๋นอยู่บนเตา มื้อเที่ยงแบบนี้บะหมี่หมูตุ๋นน่าจะเหมาะสมที่สุดแล้ว นางจึงนำแป้งขาวออกมานวดผสมไข่ไก่ลงไปด้วย ทำให้ได้เส้นบะหมี่สีเหลืองนวล โชคดีที่บ้านนี้เคยเป็นบ้านของครอบครัวใหญ่ จึงมีสองเตาทำให้การปรุงอาหารทำได้สะดวกมากขึ้น มื้อเที่ยงวันนี้จึงทำซุปง่าย ๆ ปรุงรสด้วยเกลือ ซีอิ๊วและโรยด้วยต้นหอม ก็ได้บะหมี่หมูตุ๋นหอมกรุ่น
เนื่องจากที่ลานบ้านมีช่างมาทำงานอยู่ จ้าวอิงจึงตามให้ครอบครัวมากินบะหมี่ในครัวแทน สองสามีภรรยายังไม่เคยกินอาหารมากกว่าสองมื้อมาก่อน มีเพียงคนร่ำรวยเท่านั้นที่กินอาหารหลายมื้อ แต่เมื่อเห็นบะหมี่และกลิ่นหอมของมันจึงปฏิเสธไม่ลง อีกอย่างพวกเขาก็เสียดายของที่ทำมาแล้ว จ้าวอิงไม่กล่าวอธิบายสิ่งใด นางจะทำอาหารสามมื้อและปล่อยให้คนในบ้านเคยชินไปเอง
ก่อนหน้านี้พ่อลู่ได้คุยกับปู่เชี่ยแล้ว เชี่ยต้าหลางบุตรชายคนโตของเขาจะกลับมารับปู่เซี่ยไปพักที่บ้านในอำเภอวันพรุ่งนี้ และจะไปหาลู่เหวินเหยาที่สนามสอบเพื่อนำเงินไปให้เขา ดังนั้นวันนี้ต้องเอาเงินไปฝากปู่เชี่ยไว้
“เดี๋ยวข้าจะนำเงินและจดหมายไปฝากท่านปู่เซี่ยไว้ ท่านพ่อท่านแม่มีคำใดฝากให้เขียนลงไปในจดหมายหรือไม่เจ้าคะ”
จ้าวอิงถาม
“มีเพียงให้เขาไม่ต้องห่วงพวกเรา และตั้งใจสอบเพียงเท่านั้น”
จางซื่อกล่าว
“พ่อก็เหมือนแม่เจ้า”
พ่อลู่ยิ้มซื่อ ๆ ออกมา
“เจ้าค่ะ ไว้ข้าจะเขียนเล่าสถานการณ์ของพวกเราทางนี้ไปด้วยเล็กน้อย เพื่อให้ท่านพี่จะสบายใจ”
แล้วจ้าวอิงก็หันไปหาเสี่ยวเป่า
“เสี่ยวเป่าไปหยิบลูกท้อมากินกับท่านปู่ท่านย่าเร็ว แม่จะไปเขียนจดหมายก่อนเดี๋ยวค่อยไปบ้านปู่เซี่ยด้วยกัน”
เสี่ยวเป่ารับคำอย่างดีอกดีใจ ท่านแม่มีผลท้อให้กินอีกจริง ๆ ท่านแม่ไม่โกหก ไม่แอบกินคนเดียวอีกแล้ว
หากจ้าวอิงได้ยินความคิดเสี่ยวเป่า คงกลอกตามองบนแล้ว แต่พอคิดอีกทีหากยังเป็นแม่คนเดิมเสี่ยวเป่าคงไม่ได้กินจริง ๆ นั่นแหละ
นางเดินเข้าไปในห้องของนาง ที่มีกองข้าวของของลู่เหวินเหยาอยู่ด้วย เมื่อรื้อข้าวของในกล่องแล้ว จึงพบกับเครื่องเขียนพู่กันที่แตกเล็กน้อย แท่นฝนหมึกที่แทบจะไม่มีหมึก และกระดาษแผ่นสุดท้าย
เรื่องการเขียนภาษาโบราณตัวเต็มแบบนี้จ้าวอิงไม่เข้าใจ แต่ยังดีที่จ้าวอิงอิงยัยหมูตอน ยังพอเข้าใจตัวอักษรอยู่บ้าง การเขียนจดหมายจึงไม่ยากลำบากแต่อย่างใด นางไม่ได้กล่าวถึงตัวเองในจดหมายเพียงเขียนบอกว่า
“ตอนนี้คนทั้งสี่ได้แยกบ้านแล้วและออกมาอยู่บ้านเก่าท้ายหมู่บ้าน โชคดีที่เก็บเห็ดหลินจือได้จึงขายและนำเงินมาซ่อมแซมบ้าน และแบ่งส่งเงินให้เขาเพิ่มห้าสิบตำลึงเงินสิ่งใดสมควรใช้จ่ายก็ต้องใช้ ไม่ต้องห่วงทางบ้านทุกคนสบายดี”
ใช่แล้วนางแอบเพิ่มจำนวนเงินเข้าไป และตั้งใจบอกตัวเลขในจดหมายอีกด้วยเพื่อลู่เหวินเหยาจะได้ทราบจำนวนที่ทางบ้านฝากมา และจะได้รู้เมื่อเงินขาดหายไป แล้วจึงพับจดหมายใส่ถุงผ้าที่ใส่เงินตำลึงลงไป ส่วนวิธีการส่งให้ถึงมือนั้นนางไม่ได้ใส่ใจมาก
เสร็จแล้วจึงแบกตะกร้าขึ้นหลังและรีบพาเสี่ยวเป่าเดินไปหน้าหมู่บ้าน หลังจากไปบ้านปู่เชี่ยแล้ว นางคิดว่าจะเดินไปดูผักป่าที่ขึ้นตามริมแม่น้ำ เพื่อมาทำกับข้าวสำหรับงานเลี้ยงขอบคุณช่างเป็นมื้อเย็นนี้เพิ่ม
