ตอนที่ 11 มอบเงินให้แม่สามี
จางซื่อเห็นท่าทีของจ้าวอิงก็นึกถึงเรื่องเมื่อวันก่อนที่เจอป้าสะใภ้รองได้ ป้าสะใภ้รองพูดคุยนางว่า
‘เจอจ้าวอิงเดินกลับมาจากทางตำบลบอกว่าไปซื้อยาให้พ่อสามีนาง เป็นเรื่องจริงหรือไม่’ จางซื่อก็ตอบไปตามตรงว่าเป็นเรื่องจริง
ป้าสะใภ้รองดูชอบใจที่จ้าวอิงออกไปซื้อยาจริง จากนั้นจึงเล่าให้นางฟังเรื่องที่จ้าวอิงเดินเหงื่อท่วมตัว และคนบนรถโดยเฉพาะหลานซื่อเมียลู่เกาที่ไม่ให้นางขึ้นเกวียนมาด้วย
และเมื่อจางซื่อนึกไปถึงสภาพของจ้าวอิงที่มาถึงบ้านเย็นวันนั้น นางดูซีดเซียวและเหนื่อยหอบอย่างแท้จริง
“พรุ่งนี้ถังเสียนจะเข้าไปที่ตำบลเพื่อซื้อกระเบื้อง เจ้าสามารถไปกับเขาได้ ซื้อกระเบื้องไม่มากนัก มีที่นั่งให้เจ้าอยู่แล้ว เดี๋ยวให้พ่อเจ้าไปบอกกล่าวอาถังเสียนไว้”
จ้าวอิงได้ยินดังนั้นก็ดีใจยิ่งนัก จางซื่อแม่สามีคนนี้ช่างรู้ใจนางจริง ๆ
“ได้หรือเจ้าคะ เช่นนั้นก็ดียิ่งพรุ่งนี้ข้านำเห็ดไปขายคาดว่าน่าจะได้ถึงดอกละสองสามร้อยตำลึงเงินเลยทีเดียว ยังมีสมุนไพรที่ข้าเก็บมาอีก ท่านแม่ท่านพ่อพวกเราไม่ต้องกังวลเรื่องเงินอีกต่อไป และยังสามารถส่งเงินให้ท่านพี่เพิ่มอีกด้วย”
ประโยคสุดท้ายนี้นางตั้งใจกล่าวให้สองสามีภรรยาลู่ฟัง และเป็นไปตามที่คาด ทั้งสองตกตะลึงไปทันที
จริง ๆ แล้วพวกเขาสองสามีภรรยาตกตะลึงตั้งแต่ราคาของเห็ดหลินจือที่มากมายปานนั้น ยิ่งได้ยินจ้าวอิงกล่าวถึงลูกชายของพวกเขายิ่งตกใจกว่าเดิม
ต้องกล่าวว่าเงินที่ลู่เหวินเหยาพกติดตัวไปเพื่อสอบครั้งนี้เพียงเจ็ดตำลึงเงินเท่านั้น นับว่าน้อยยิ่งนักสำหรับการเดินทางไปสอบถึงเขตมณฑล
เรื่องนี้จ้าวอิงทราบดีเช่นกัน ต้องเข้าใจก่อนว่าการคมนาคมของยุคสมัยนี้ยากลำบากอย่างยิ่ง หากไม่มีรถม้าเกวียนวัวหรือไม่มีเงินจ้าง ก็ต้องเดินเท้าเท่านั้น การเดินทางที่ยุคปัจจุบันอาจจะใช้เวลาไม่กี่ชั่วยาม แต่ยุคนี้ต้องใช้เวลานับเป็นหลายวัน
สิ่งที่จ้าวอิงคิดไว้คือให้พ่อแม่สามีนางเทใจให้มากขึ้น และสองเพื่อลดโทสะในใจสามีนางไปบ้าง ยิงปืนนัดเดียวได้นกสองตัว ฮ่า ๆ ๆ
“นี่ นี่ได้จริงหรือดียิ่งอาเหยา ฮึก ๆ”
แม่สามีนางตาแดงก่ำร้องไห้เสียแล้ว
“ส่งให้จริง ๆ เจ้าค่ะท่านแม่ ครั้งนี้หากขายเห็ดหลินจือได้เงินมามาก ข้าจะส่งให้ท่านพี่ห้าหกสิบตำลึงเงิน เพื่อท่านพี่จะได้นำไปใช้จ่ายได้สบาย ๆ เขาจะได้ไม่ต้องกังวลใจเรื่องที่กินที่พัก จะได้ตั้งมั่นกับการสอบครั้งนี้มากยิ่งขึ้น แต่ข้าไม่ทราบว่าจะฝากเงินส่วนนี้ให้ท่านพี่ได้อย่างไร”
จ้าวอิงกล่าว
“เรื่องนี้พ่อจะปรึกษากับผู้เฒ่าเชี่ยที่หน้าหมู่บ้านก่อน เชี่ยต้าหลางลูกชายคนโตของเขา เข้าไปในอำเภอและมณฑลบ่อย ๆ เพื่อทำการค้าน่าจะพอมีช่องทางติดต่ออาเหยาได้”
พ่อลู่บอก
ทั้งจางซื่อและจ้าวอิงก็พยักหน้าแทบจะในทันที
เมื่อตกลงกันแล้วพ่อลู่จึงแยกตัวออกไปเพื่อบอกกล่าวกับถังเสียนเรื่องที่จ้าวอิงจะไปตำบลด้วยในวันพรุ่งนี้
มื้อเย็นวันนี้กินอาหารเรียบง่ายมีเพียงข้าวต้มขาวข้นและผักป่าที่จ้าวอิงเก็บมาผัดใส่เนื้อหมูติดมันอีกจานเดียวเท่านั้น
แต่เท่านี้เสี่ยวเป่าก็กินข้าวได้มากขึ้นอีกครึ่งชามแล้ว หลังจากพูดคุยกันอีกเล็กน้อยทั้งครอบครัวเข้านอนได้อย่างสบายใจ
เพราะห้องฝั่งที่เป็นห้องนอนของจ้าวอิง รื้อหลังคาออกไปแล้วคืนนี้ทุกคนนอนรวมกันที่ห้องปีกด้านข้าง เหลือเพียงห้องนี้ไว้เพื่อให้ทั้งครอบครัวได้หลับนอนก่อนชั่วคราว
คืนนี้จ้าวอิงไม่ได้เล่านิทานให้เสี่ยวเป่าฟัง นางจึงต้องนอนลูบหลังเขาเบา ๆ จนหลับไป
ทั้งหมดที่นางทำจึงอยู่ภายใต้การรับรู้ของทั้งสองสามีภรรยาแซ่ลู่
ต้นยามเหม่า (05.00 - 06.59 น.) เกวียนวัวของถังเสียนก็มาหยุดรับจ้าวอิงที่หน้ารั้วบ้าน ระหว่างที่เดินทางออกจากหมู่บ้าน นางได้ปรึกษาเรื่องการทำรั้วบ้าน รวมถึงประตูเข้าลานบ้านขึ้นใหม่
เพราะบ้านเก่าหลังนั้นถูกทิ้งร้างมาหลายปี รั้วเดิมที่ทำจากไม้ไผ่ได้ผุพังไปหมดแล้ว บัดนี้ไม่มีสิ่งใดป้องกันสายตาจากคนภายนอกได้เลย
ซึ่งถังเสียนเองก็เห็นปัญหานี้เช่นกัน แต่มิกล้าเอ่ยปากเพราะเห็นใจครอบครัวของลู่ซานถิงนี้ การแยกบ้านที่ไม่ยุติธรรมแบบนั้นหมู่บ้านเล็ก ๆ ไม่มีทางที่จะปิดบังได้ เขาคิดว่าเงินที่นำมาซ่อมแซมบ้านเวลานี้ เกรงว่าจะเป็นเงินตำลึงก้อนสุดท้ายของบ้านนี้แล้ว เขาจึงกล่าวกับจ้าวอิงว่า
“การซ่อมแซมรั้วบ้านนั้นง่ายมาก หากอาการพ่อสามีเจ้าดีขึ้นก็สามารถตัดไผ่ที่เขาหลังบ้านพวกเจ้ามาทำได้”
จ้าวอิงเข้าใจดีว่าเขาพูดแบบนี้เพราะห่วงเรื่องการเงินของครอบครัวนาง
“เข้าใจแล้วเจ้าค่ะเมื่อท่านพ่อหายดีพวกเราก็จะช่วยกันทำรั้วบ้านใหม่”
จ้าวอิงเพียงตอบรับเท่านั้น นางรู้ดีว่าหากจู่ ๆ ครอบครัวที่ยากจน จะร่ำรวยขึ้นอย่างกะทันหัน ล้วนแต่จะเป็นการเพิ่มปัญหาก็เท่านั้น แม้นตัวนางเองไม่ใส่ใจ แต่คนอื่นก็ใช่ว่าจะคิดแบบเดียวกัน
เดินทางไม่ถึงชั่วยามก็มาถึงกำแพงเมืองชั้นในของตำบล ประหยัดเวลามากกว่าที่นางเดินมาเองเกือบครึ่งเลยทีเดียว เมื่อนัดหมายเวลากันแล้วจ้าวอิงจึงแยกกับถังเสียนที่หน้าประตูเมืองไปคนละเส้นทาง
จ้าวอิงไม่ได้ไปที่โรงหมอชุ่ยจู๋อีก เพราะหากนางขายเห็ดหลินจือในเวลาใกล้เคียงกันจะเป็นที่ต้องสงสัยได้ วันนี้นางจึงได้เดินสำรวจที่ทางให้ทั่ว ชดเชยที่ครั้งก่อนนางไม่ได้ดูอะไรสักเท่าไหร่นัก เมื่อเดินสำรวจร้านค้าในตำบลก็ทราบหมดแล้วว่าร้านค้าที่ต้องการอยู่ตรงไหนบ้าง
ที่แรกนางตรงไปที่ร้านผ้าแต่ครั้งนี้นางเปลี่ยนไปเข้าร้านอื่นที่มิใช่ร้านที่ดูใหญ่โตครั้งก่อนอีก ครั้งนี้นางมาเพื่อหาซื้อผ้าฝ้ายหยาบสามพับเป็นสีออกเทา สีคราม และสีแดงเลือดนกเหมาะกับสตรีอย่างจางซื่อ และนางไม่ลืมซื้อผ้าโปร่งสำหรับทำผ้าม่าน รวมถึงผ้าฝ้ายแบบนิ่มมาทำเป็นเครื่องนอนใหม่ให้ทั้งสองห้อง
ของเดิมที่ใช้อยู่ตอนนี้ช่างเก่าและเริ่มขาดแล้ว ส่วนของไส้ในของผ้าห่มและที่นอนนางเลือกใช้ของเดิมไปก่อน ก่อนมานางได้สอบถามจางซื่อแล้วว่าผ้าอะไรควรใช้ที่ไหน แบบไหนจึงจะเหมาะสม วันนี้นางจึงได้บอกความต้องการกับผู้ดูแลอย่างคล่องแคล่ว
วันนี้นางจ่ายค่าผ้าเหล่านี้ไปถึงสิบสองตำลึงด้วยกัน และยังไม่ลืมที่จะเพิ่มเข็มกับด้ายเข้าไปด้วย แต่นางไม่เคยเย็บปักอะไรแบบนี้เลย จึงไม่รู้ว่าต้องซื้อมากเท่าไหร่ แต่คนดูแลในร้านผ้าอัธยาศัยดีมาก เขาแนะนำสีและปริมาณที่เหมาะสมให้นาง ดังนั้นนางจึงไม่ได้ขอลดราคาผ้าแม้สักนิด
เมื่อเลือกผ้าได้ครบแล้ว นางก็หอบผ้าทั้งหมดออกมานอกร้าน แล้วนำพวกมันใส่กระบุงที่แบกมา ทำให้ผู้ดูแลร้านผ้าที่เมื่อวันก่อนนางไปซื้อ แต่เขาไม่สนใจและยังทำท่าดูถูกนางคนนั้น มองมาที่กองข้าวของที่จ้าวอิงซื้ออย่างเสียดายเป็นที่สุด
แต่จ้าวอิงไม่ได้สนใจเขาอีก นางเดินไปหาที่ลับตาเพื่อโยนเข้าไปในห้วงมิติ คงไม่แบกให้หนักไปตลอดทางแน่นอน มีเครื่องอำนวยความสะดวกแล้วจะไม่ใช้ได้อย่างไร
หลังจากนั้นนางเดินไปยังร้านขายเนื้อ ก่อนจะซื้อกระดูกและเครื่องใน เนื้อแดง รวมถึงมันหมูมาด้วยจำนวนหนึ่งเพิ่มเติมจากที่ซื้อมาเมื่อวันก่อน นางไม่กลัวพวกมันเน่าเสียเพราะของที่เก็บในห้วงมิติของนางไม่เน่าไม่เสียเลย
และตามธรรมเนียมของที่นี่ นางต้องเลี้ยงอาหารช่างหนึ่งมื้อหลังจากเสร็จสิ้นงานซ่อมแซมบ้าน นางจึงตั้งใจทำเครื่องในตุ๋น คราแรกต้องการทำให้ดีกว่านี้ แต่ใคร ๆ ต่างก็รู้ว่าสถานการณ์การเงินของบ้านนางกำลังแย่อยู่ การเลี้ยงด้วยเครื่องในย่อมเป็นทางเลือกที่เหมาะสม แถมยังอร่อยมากอีกด้วย
จากนั้นก็ซื้อข้าวสารเครื่องปรุงรสเพิ่มอีก จากนั้นไปหาซื้อเมล็ดธัญพืช แต่ก็ได้มาเพียงเมล็ดผักกวางตุ้ง หนานกวาก็คือฟักทอง แตงกวาหรือที่เรียกว่าหวงกวา หัวผักกาดและผักชีเท่านั้น
ที่สุดท้ายจึงได้วนกลับไปที่โรงหมอชุ่ยจู๋ เพื่อหาเมล็ดพันธุ์ของสมุนไพร แต่ต้องผิดหวังเพราะพวกเขาไม่ได้มีไว้เช่นกัน
“จ้าวซื่อท่านต้องการเมล็ดพันธุ์ไปทำอันใด”
ผู้ดูแลหลิวถาม
“ข้าคิดว่าจะปลูกสมุนไพรไว้ขายเจ้าค่ะ ที่ดินหลังบ้านข้ามีพื้นที่น้อยปลูกสมุนไพรจะเหมาะกว่า”
ตอนนั้นเองเถ้าแก่ฟางเดินออกมาพอดี และได้ฟังบทสนทนาของจ้าวอิงกับผู้ดูแลหลิวเขาก็คิดว่ามันน่าสนใจ เขาจึงรับปากว่าจะเสาะหามาให้ เพื่อให้นางปลูกแล้วนำมาจำหน่ายให้เขา จ้าวอิงย่อมยินดีอย่างแน่นอน
หลังจากขอบคุณคนทั้งคู่แล้ว ก็ได้เวลานัดหมายกับถังเสียนเพื่อกลับบ้านพอดี ระหว่างทางกลับบ้านทั้งสองคุยกันเรื่องปรับปรุงบ้านและขุดบ่อน้ำเล็กน้อย และสอบถามเรื่องทั่วไปของหมู่บ้านและพื้นที่รอบ ๆ เท่านั้น
เกวียนของพวกเขาถึงบ้านก็เป็นเวลาบ่ายแล้ว ถังเสียนแยกตัวไปจัดการเรื่องมุงกระเบื้องต่อ เพื่อคืนนี้คนทั้งบ้านจะได้เข้านอนหลับพักผ่อนได้
ส่วนบ่อน้ำยังต้องรอก่อนเพราะถังเต๋อที่รับจ้างขุดบ่อน้ำ ยังติดงานที่ภายนอกหมู่บ้านอยู่ ซึ่งนี่ก็ไม่ได้เป็นปัญหาแต่อย่างใด
จางซื่อและเสี่ยวเป่าที่เห็นจ้าวอิงแบกข้าวของมากมายจึงเข้าไปช่วยและเดินตามกันเข้าไปในครัว
เมื่อไม่มีคนนอกแล้วจ้าวอิงจึงกระซิบบอกเรื่องเงินขายเห็ดหลินจือว่าได้เงินถึงหกร้อยตำลึงเงิน ซึ่งนั่นน้อยกว่าความเป็นจริงที่นางขายได้ถึงหนึ่งพันสองร้อยตำลึง แต่ตอนนั้นนางขายโสมด้วยจึงไม่นับเป็นเรื่องโกหกแต่อย่างใด อย่างไรเสียนางก็ต้องเหลือไว้ให้ตัวเองเก็บไว้ใช้ยามฉุกเฉินบ้าง
จ้าวอิงยื่นเงินที่เหลืออีกห้าร้อยกว่าตำลึงให้แก่จางซื่อ แต่จางซื่อไม่รับทั้งยังดันกลับคืนมา ทำอย่างไรจางซื่อนางก็ไม่เก็บไว้เด็ดขาด นางกลัวจะทำมันหายไป
“อาอิงอย่าให้ข้าเก็บเงินมากมายขนาดนั้นเลย มีมากขนาดนี้ข้าคงอยู่ด้วยความหวาดระแวงว่ามันจะหายไป”
จ้าวอิงจนใจที่จางซื่อไม่ยอมเก็บเงินไว้ ดังนั้นจ้าวอิงจึงให้นางเก็บไว้ห้าสิบตำลึง
“งั้นท่านเก็บไว้ห้าสิบตำลึงนี้เจ้าค่ะ หากช่างหรือท่านพ่อต้องการเบิกจ่ายเพื่อซื้อของท่านจะได้หยิบให้พวกเขาได้เลย”
จ้าวอิงยัดเงินก้อนขาว ๆ ใส่มือของจางซื่อแม่สามีของนาง
“เข้าใจแล้ว”
จางซื่อรับเงินห้าสิบตำลึงนั้นใส่ในสาบเสื้อพร้อมถอนหายใจ และตบอกตรงที่เก็บเงินไว้เบา ๆ เพื่อความแน่ใจว่าก้อนเงินนั้นยังคงอยู่
