ตอนที่ 10 เริ่มซ่อมแซมบ้าน
เมื่อดูจากแสงแดด คาดว่าน่าจะเลยมื้อกลางวันมาแล้ว ชาวบ้านทั่วไปกินข้าวเพียงสองมื้อเท่านั้นคือเช้าและเย็น เวลากลางวันจะเพียงพักเหนื่อยชั่วครู่ แล้วทำงานต่อ หนึ่งก็เพื่อได้ปริมาณงานที่มากที่สุด และสองเพื่อประหยัดเสบียง
จ้าวอิงต้องการให้ที่บ้านกินอาหารสามมื้อเหมือนยุคปัจจุบัน และปรับโภชนาการของครอบครัวให้ดีขึ้น ดังนั้นตั้งแต่พรุ่งนี้เป็นต้นไปนางจะต้องให้แม่สามีนาง ทำอาหารสามมื้อให้ได้ หากไม่ได้นางจะลงมือทำเอง ดูสิถ้าทำไปแล้วพวกเขาจะกินหรือไม่
ก่อนกลับนางยังทดลองนำเมล็ดผักบางอย่างเช่น ผักกาดกวางตุ้ง ผักบุ้งน้ำ และสมุนไพรสองสามอย่างลงปลูกไว้ข้าง ๆ ลำธารเผื่อว่าพวกมันจะเติบโตที่นี่ได้
เดินออกจากป่าก็ใช้เวลาเกือบสองชั่วยาม เมื่อกลับถึงบ้านก็เลยเวลาที่จะเข้าไปตำบลเพื่อขายสมุนไพรแล้ว นางเดินลัดเลาะออกมาจากป่า ผ่านเข้ามาทางด้านหลังบ้าน ตอนนี้ไม่พบใครที่หลังบ้านเลย นางจึงได้นำกระบุงที่แบกมาวางไว้ในครัวก่อนจะเดินออกไปดูที่ลานหน้าบ้าน
เมื่อเข้าไปในลานบ้านก็พบกับกองไม้ที่เพิ่งตัดมาใหม่ และช่างอีกสามสี่คนที่มาเริ่มซ่อมแซมบ้าน ซึ่งวันนี้พ่อลู่ให้เริ่มจากฝั่งของห้องจ้าวอิงก่อน
วันถัดไปค่อยซื้อกระเบื้องและซ่อมแซมฝั่งที่สองสามีภรรยาลู่พักอยู่ เมื่อช่างไม้ที่มาทำงานเห็นจ้าวอิงเดินเข้ามาก็ชะงักไปชั่วครู่ นางรับรู้ถึงสายตารังเกียจและแปลกใจจากคนเหล่านั้น แต่ก็แค่พริบตาเดียวก็หันไปทำงานต่อ
จ้าวอิงพอใจอย่างมาก อย่างน้อยคนเหล่านี้ก็เพียงมีภาพจำของจ้าวอิงอิงเท่านั้น แต่ก็ไม่ได้ว่ากระไร มีงานก็ทำงานของพวกเขา ไม่เหมือนผู้หญิงปากตลาดหลายคนที่เป็นศัตรูกับนาง พวกผู้ชายก็เพียงมองจากนั้นหันกลับไปทำงานของตัวเองต่อไป
พ่อลู่เห็นจ้าวอิงกลับมาแล้ว เขาจึงเรียกนางไว้เพื่อคุยกับท่านลุงรองหวัง
“อาอิงมาทางนี้ก่อน” เขาเรียก
“เจ้าค่ะท่านพ่อ” จ้าวอิงเดินเข้าไปหาอย่างรวดเร็ว
“จากที่ได้คำนวณดูแล้วกระเบื้องต้องเปลี่ยนเกือบทั้งหมดเลย พ่อเลยปรึกษากับลุงรองว่าจะเสริมคานแล้วเปลี่ยนใหม่ทั้งคานทั้งกระเบื้อง”
“ได้เจ้าค่ะ เอาที่ท่านพ่อเห็นสมควรเลย ส่วนเรื่องค่าใช้จ่ายท่านลุงรองหวังคำนวณมาได้เลยนะเจ้าคะ”
ลุงรองหวังมองจ้าวอิงด้วยสายตาแปลกประหลาด ทั้งไม่เชื่อ แปลกใจ และดูถูก จ้าวอิงเห็นสายตาเขาก็มิได้ว่าอะไรนางยังคงยิ้มบาง ๆ เช่นเดิม แต่ภายในใจก็ใช่จะยิ้มเหมือนภายนอก
‘เหอะ!! ดูถูกนางงั้นหรือ วันข้างหน้ายังไม่แน่ว่าใครจะพึ่งใคร’
ลุงรองหวังเองก็ไม่ได้มีอคติกับจ้าวอิงอิงมากนัก เขาไม่ได้เกลียดแต่ก็ไม่ได้ชื่นชอบเช่นกัน หากไม่มีลู่ซานถิงเขาก็คร้านจะยุ่งกับนาง
“จากที่คำนวณใช้เงินเพิ่มประมาณห้าถึงหกตำลึง ส่วนกระเบื้องเก่าข้าจะช่วยซื้อ ข้าจะเอาไปทำโรงเลี้ยงไก่พอดี”
ลุงรองหวังกล่าว
จ้าวอิงรู้ว่าท่านลุงรองหวังคนนี้สงสารพ่อสามีและสามีของนาง ดังนั้นจึงไม่แปลกใจที่จะหาทางช่วยเช่นนี้ เพราะรู้ว่าหากเขาช่วยเหลือด้วยการให้เป็นเงินพ่อลู่คงไม่รับแน่นอน และจ้าวอิงยังรู้อีกว่าลุงรองหวังไม่ได้จะขยายเล้าไก่แต่อย่างใด พ่อลู่ยกมือขึ้นเกาหัวอย่างทำอะไรไม่ถูก
“นี่ไม่ได้ หากท่านต้องการก็เอาไปเลย เหตุใดต้องซื้อขายกันด้วย”
“นั่นสิเจ้าคะท่านลุงรอง กระเบื้องเก่าข้าคิดไว้กับท่านแม่เช่นกันว่าจะทำเล้าเล็ก ๆ สำหรับเลี้ยงไก่ด้วย อีกอย่างท่านก็รู้ว่าข้ายังมีเงินส่วนตัว สามารถใช้ซื้อกระเบื้องได้น้ำใจจากท่านพวกเราขอรับไว้ด้วยใจนะเจ้าคะ”
จ้าวอิงกล่าว
“ข้ารู้ แต่หากเอามาซ่อมแซมบ้านทั้งหมดแล้วพวกเจ้าจะเอาข้าวที่ไหนกินกันเล่า”
ลุงรองหวังยังคงไม่ยอม
“ท่านลุงรองไม่ต้องห่วงเจ้าค่ะ ข้าซื้อเสบียงสำหรับพวกเราทั้งครอบครัวไว้แล้ว และวันนี้ยังเก็บสมุนไพรได้มากพอสมควร พรุ่งนี้นำไปขายที่โรงหมอในตำบลก็แก้ปัญหาได้แล้วเจ้าค่ะ”
จ้าวอิงบอกออกไป แต่นางไม่บอกเรื่องเห็ดหลินจือ เพียงบอกเรื่องสมุนไพรและเงินส่วนตัวเท่านั้น
“ที่อาอิงพูดเป็นเรื่องจริงเช่นกัน เรื่องปากท้องของพวกเราสี่คนตอนนี้ มีให้กินได้สบายมากแล้ว ท่านอย่ามัวแต่ห่วงพวกเราเลย”
พ่อลู่เข้ามาช่วยพูดอีกแรง
“ในเมื่อพวกเจ้ามีทางออกแล้ว ข้าก็ไม่ขัดแล้วกัน”
เขามองทั้งสองคนสลับกันไปมา เมื่อเห็นว่าลู่ซานถิงไม่น่าจะโกหกเขาแน่นอน สุดท้ายลุงรองหวังก็ต้องยอมพวกนางทั้งสอง
เมื่อลุงรองหวังมาที่บ้านของพวกนางที่ท้ายหมู่บ้านเช่นนี้ และยังมีช่างมาซ่อมแซมบ้านอีก วันนี้เมื่อเขากลับไปในหมู่บ้านต้องมีคนสอบถามแน่นอน
เพราะหมู่บ้านขนาดเล็กเช่นนี้ ใครทำอะไรที่ไหนข่าวมักจะไปถึงอย่างรวดเร็วเสมอ โดยเฉพาะย่าผู้ลำเอียงของสามีนางคนนั้น
“ท่านลุงรองหวังเจ้าคะ ข้าอยากทำบ่อน้ำไว้ภายในลานบ้านด้วย บ้านข้ามีทั้งคนป่วยและเด็ก การมีบ่อน้ำในลานบ้านคิดว่าคงสะดวกสบายมากเช่นกันเจ้าค่ะ”
จ้าวอิงสอบถามเขา
ลุงรองได้ฟังที่จ้าวอิงพูดก็ให้ตกใจ อดไม่ได้ที่จะมองนางให้มากขึ้นอีกสักนิด ยังเป็นจ้าวอิงอิงคนเดิมที่มีใบหน้าอวบอ้วน แก้มกลมมน ตาเล็กหยี แต่มีบางอย่างไม่เหมือนเดิม แม้กระทั่งคำพูดคำจาก็เปลี่ยนไป การคิดอ่านก็เปลี่ยนไป ราวกับจ้าวอิงอิงคนนี้ไม่ใช่คนเดิม
จ้าวอิงก็มิได้หลบเลี่ยง ปล่อยให้ลุงรองหวังมองนางได้เต็มที่ ซึ่งเรื่องเช่นนี้เป็นเรื่องที่เข้าใจได้ ภายนอกของนางยังเป็นจ้าวอิงอิงสตรีอ้วนยังเป็นคนเดิม แต่นิสัยเปลี่ยนไปอย่างไรก็ต้องให้เวลากับคนรอบกายได้ปรับตัวบ้าง
“ข้ารู้ว่าที่ผ่านมาข้าทำไม่ดีไว้มาก เมื่อผ่านความเป็นความตายมา ข้าจึงสำนึกได้ว่าเสี่ยวเป่าสำคัญกับข้าขนาดไหน เพื่อเสี่ยวเป่าข้าจึงจำต้องเปลี่ยนตัวเองเป็นแม่ที่ดีของเขาให้ได้เจ้าค่ะ”
จ้าวอิงพูดขึ้นอย่างไม่เร็วไม่ช้า
หลังพูดประโยคนี้จบนางตาแดงเรื่อ เพราะอารมณ์ที่ตีตื้นขึ้นมาในอกของนางยามนี้เป็นความรู้สึกผิดจริง ๆ
และนางก็มั่นใจว่าเป็นเพราะอารมณ์ของร่างเดิม มิใช่อารมณ์ของนางแน่นอน เมื่อคนภายนอกมองหน้านางตอนนี้ แววตาสีหน้าของนางจึงเป็นความรู้สึกผิดจากใจจริง
ลุงรองหวังยามนี้เขาเชื่อจ้าวอิงแล้วว่านางสำนึกผิด ส่วนพ่อลู่และจางซื่อก็เชื่อในตัวจ้าวอิงเช่นกันว่านางเปลี่ยนแปลงตัวเองได้จริง
“เอาล่ะ ๆ ไม่ต้องพูดเรื่องสำนึกผิดไม่สำนึกผิดอีกแล้ว เพียงเจ้ากลับตัวได้ก็เป็นผลดีต่อเสี่ยวเป่าและตัวเจ้าเองทั้งนั้น”
ลุงรองหวังกล่าวขึ้นและพูดต่ออีกว่า
“มาพูดถึงเรื่องการขุดบ่อน้ำ ถ้าอย่างดีก่ออิฐรอบบ่อ มีรอกชักน้ำด้วยใช้เงินสิบตำลึง หากบ่อธรรมดาก็แปดตำลึงได้ นี้เป็นราคาที่ถังเสียนกำหนดไว้ทั่วไป แต่ก็ต้องให้เขามาดูสถานที่ก่อนอีกที”
“เอาแบบอย่างดีเถิดเจ้าค่ะ”
จ้าวอิงตอบ
พ่อลู่หันมามองหน้านางกำลังจะขยับปากพูด จ้าวอิงจึงพูดขึ้นก่อนว่า
“เรื่องเงินไม่เป็นไรเจ้าค่ะ หมดไปก็หาใหม่ได้”
พร้อมขยิบตาให้จางซื่อที่นางเดินมาใกล้ ๆ
จางซื่อเมื่อได้รับสัญญาณจากจ้าวอิง นางก็เข้าใจทันทีจึงรีบพูดขึ้นเช่นกัน
“เอาตามอาอิงว่าเถิดเจ้าค่ะ ท่านลุงรองหวัง.... ส่วนหากมีคนสอบถามข้า เอ่อ หากไม่เป็นการรบกวนท่านเกินไป ข้าอยากยืมชื่อลุงรองมากล่าวอ้างว่าได้หยิบยืมจากท่านมาได้หรือไม่เจ้าคะ ข้าเกรงว่า ….”
จางซื่ออึก ๆ อัก ๆ หน้าเริ่มขึ้นสีแดงเห็นได้ชัดว่านางลำบากใจขนาดไหน
เพียงเห็นจางซื่อเป็นเช่นนี้ลุงรองหวังก็เข้าใจทันทีเช่นกัน จางซื่อนางกลัวบ้านแม่สามีของนางจะตามมารังควานนั้นเอง หากเหอซื่อหญิงจอมละโมบคนนั้นทราบว่า พวกลู่ซานถิงมีเงินสำหรับปรับปรุงบ้าน ทั้งยังขุดบ่อน้ำอีกด้วยคงตามมาริบเอาไปแน่นอน
เมื่อคิดได้ดังนั้นลุงรองหวังจึงตอบตกลงทันที
“ก็ดีเหมือนกันใช้ชื่อข้ากล่าวอ้างได้เลย พวกนั้นจะได้ไม่มาวุ่นวายกับพวกเจ้า หากมีอะไรก็เรียกข้าได้ตลอดนะ พรุ่งนี้ข้าจะแวะมาอีกที”
เมื่อส่งลุงรองหวังออกไปแล้ว จ้าวอิงจึงเรียกสองสามีภรรยาลู่เข้าไปในห้องนอนของทั้งคู่ ทั้งสองแปลกใจแต่ก็นำทางนางเข้าไปแต่โดยดี
เมื่อปิดประตูห้องดีแล้ว จ้าวอิงจึงหยิบเห็ดหลินจือออกมาจากตะกร้า แน่นอนว่าจริง ๆ แล้วนางหยิบจากห้วงมิติมาสามดอกขนาดเท่าฝ่ามือ จางซื่อเห็นแล้วแม้นางจะไม่รู้จัก แต่ก็คิดว่าต้องเป็นของที่มีค่ามากแน่นอน
“นี่ …. นี่คือ”
“นี่เป็นเห็ดหลินจือเจ้าค่ะ ข้าบังเอิญเจอแถว ๆ โขดหินในป่า พรุ่งนี้ท่านแม่นำไปขายที่โรงหมอชุ่ยจู๋ได้ไหมเจ้าคะ”
จ้าวอิงอ้างมั่ว ๆ ขึ้นมา
“ห๊ะ เห็ดหลินจือ ข้า..ข้าเคยได้ยินว่าเป็นยาช่วยชีวิตมีแต่คนร่ำรวยเท่านั้นถึงจะสามารถหาซื้อมากินได้”
จางซื่อดวงตาโต กล่าวตะกุกตะกัก
“เจ้าแน่ใจนะว่ามันคือ หะ เห็ดหลินจือจริง ๆ ”
พ่อลู่ถามเพราะเขาเองก็ไม่แน่ใจเหมือนกัน
“ข้ามั่นใจเจ้าค่ะ เมื่อวานที่ไปโรงหมอข้าได้ขอดูมันจากผู้ดูแลมาแล้ว”
จ้าวอิงโกหกหน้าตาย
“อาอิงเจ้าเอาไปขายเถิดข้าไม่กล้าจริง ๆ”
จางซื่อบอกนางไม่แม้แต่จะจับดู พ่อลู่เห็นภรรยาเขาเป็นแบบนั้นกล่าวเสริมว่า
“หากให้แม่เจ้านำไปขายคงถูกกดราคา หรือไม่ก็เผยท่าทีว่า ‘ข้าไม่มีเงินสามร้อยตำลึง’ออกมาแน่นอน”
จางซื่อพยักหน้าเป็นไก่จิก เพื่อเป็นการย้ำว่านางนั้นเห็นด้วยอย่างแรง
จ้าวอิงคิดแล้วก็เห็นด้วยเช่นกัน แต่เมื่อนึกถึงระยะทางเดินไปกลับตำบลและสังขารของนางเมื่อวันวานนางก็แอบท้อเสียแล้ว การเดินไปกลับสี่ห้าชั่วโมงด้วยขาอ้วน ๆ นี่ไม่ไหวเลย
