บทที่ 7
บทที่ 7
ความเงียบปกคลุมหนาแน่นพานเชียนไม่ตอบเพราะคำถามนั้นไม่ใช่คำถามแต่เป็นการปิดทางทุกทาง
“… ”
มีเพียงความเงียบที่ตอบแทนทุกอย่าง
พานหรงหรงถอนหายใจเบา ๆ เหมือนเหนื่อยล้า เหมือนเป็นฝ่ายที่ถูกกดดัน ทั้งที่ความจริงไม่ใช่เช่นนั้นเลย นางจงใจไปถึงให้ช้าที่สุด และเกี้ยวแดงของนางไปถึงตอนเกือบรุ่งสางของอีกวันแล้ว
“ตำแหน่งชายาองค์ชาย…” นางเอ่ยช้า “ข้ายกให้เจ้า” คำพูดนั้นฟังดูยิ่งใหญ่เสียสละงดงาม “ข้าไม่เสียดายเลยสักนิด”
รอยยิ้มบางยังคงอยู่ “เพราะเจ้าเป็นน้อง”
คำว่าน้องถูกเอ่ยออกมาอย่างอ่อนโยนแต่กลับหนักอึ้งเหมือนโซ่ตรวนที่มองไม่เห็น
“แต่เรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว…” น้ำเสียงของนางเปลี่ยนไปเล็กน้อยเย็นลงชัดเจนขึ้น “หากข้าบอกว่าเป็นข้าที่ให้เจ้าขึ้นเกี้ยวจนเรื่องราวบานปลายเช่นนี้” นางหยุดมองตรงไปที่พานเชียน “ท่านพ่อจะโกรธข้าขนาดไหน”
คำถามนั้นไม่ได้ต้องการคำตอบเพราะคำตอบมันชัดเจนอยู่แล้ว
“ส่วนเจ้า…” นางก้าวเข้าไปใกล้อีกจนระยะห่างแทบไม่เหลือ “ตอนนี้ท่านพ่อจะพูดสิ่งใดยังต้องคอยมองดูสีหน้าเจ้าด้วยซ้ำ”
คำพูดนั้นกรีดลึกมากกว่าคำดูแคลนใดเพราะมันคือความจริงที่ไม่มีใครกล้าปฏิเสธ
“เชียนเชียน…”
น้ำเสียงของพานหรงหรงอ่อนลงอีกครั้งเหมือนกำลังอ้อนวอนเหมือนกำลังขอร้องแต่แววตากลับไม่เป็นเช่นนั้น
“เจ้าเหลือที่ให้พี่ยืน…” นางยิ้มบางและนิ่ง “สักหน่อยเถิด”
คำพูดนั้นเหมือนขอแต่ในความจริงคือการบีบให้เลือกพานเชียนยืนนิ่งเหมือนถูกตรึงไม่มีทางถอยไม่มีทางไปมีเพียงทางเดียวคือยืนอยู่ตรงนี้รับทุกอย่างโดยไม่อาจเอ่ยอะไรได้อีก
“ตอนที่พี่บ่นให้เจ้าฟังว่าไม่อยากแต่งกับองค์ชายจินหลง แต่ขัดคำสั่งของท่านพ่อไม่ได้… ก็เป็นเจ้ามิใช่หรือที่บอกข้าว่า แม้องค์ชายจะดูโหดร้ายกับผู้อื่น แต่กับภรรยา เขาย่อมถนอมราวกับหยกบนฝ่ามือ”
หึ ถนอม…งั้นหรือ พานหรงหรงหัวเราะในลำคอเบา ๆ เสียงนั้นแผ่ว แต่เย็น เย็นเสียจนแม้แต่นางเองยังรู้สึกหนาว นางเคยเห็นองค์ชายผู้นั้นบีบคอนางกำนัลที่ขโมยปิ่นของพระสนมหลินจูนางจะคาดหวังให้บุรุษเช่นนั้น ถนอมนางได้อย่างไร
เขาเป็นถึงองค์ชายผู้ที่ยืนอยู่เหนือผู้คนเหนือกฎ เหนือคำตัดสิน ต่อให้เขาจะบีบคอชายาจนสิ้นใจคามือ ก็จะมีผู้ใดกล้าเอาผิดเขา
ไม่มี ไม่มีสักคน ไม่ว่าจะเป็นขุนนางหรือแม้แต่คนในราชสำนัก แค่สตรีหนึ่งคนหมดลมหายใจ ก็คงทำได้เพียงก้มหน้าแล้วเงียบปาก
รวมถึงบิดาของนางราชครูผู้ส่งบุตรสาวออกเรือน มิใช่เพื่อความสุขของนางแต่เพื่อหนุนส่งองค์ชายผู้นั้น ให้ก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งรัชทายาท
หากวันหนึ่งบุตรสาวของเขาถูกทำร้ายหรือแม้แต่ต้องตายอยู่ในตำหนักแห่งนั้น สิ่งที่เขาทำได้ก็คงมีเพียง ก้มหน้าและนิ่งเงียบดังเช่นทุกครั้ง
พานเชียนหลับตาลงช้า ๆ ลมหายใจแผ่วเบาราวกับกำลังกลืนความขมขื่นทั้งหมดลงไป นางเคยพูดปลอบพี่สาวเช่นนั้นจริง เพราะนางไม่คิดว่าจะมีใครเลวโดยเนื้อแท้ จำได้ว่าองค์ชายเริ่มเป็นเช่นนี้ตั้งแต่ฮ่องเต้ประกาศจะคัดเลือกรัชทายาทโดยไม่สนใจว่าองค์ชายจินหลงคือองค์ชายพระองค์แรก
“เช่นนั้น…หากเจ้ายังเชื่อว่าบุรุษเช่นนั้น ยังมีความเป็นมนุษย์หลงเหลืออยู่บ้าง”
ปลายเสียงแผ่วลงคล้ายจะหัวเราะหรือคล้ายจะร้องไห้ก็ไม่อาจแยกออก แม้จะเสียดายตำแหน่งพระชายาเพียงใด แม้จะเสียดายโอกาสที่อาจจะได้เป็นฮองเฮาแค่ไหน แต่หากไม่มีชีวิตอยู่ถึงวันนั้นจะมีความหมายหรือ
“การที่เจ้าแต่งเข้ามาเป็นพระชายาขององค์ชาย…” นางลืมตาขึ้นสายตานิ่งว่างเปล่า “ก็นับว่าถูกต้องแล้วมิใช่หรือ”
