ตอนที่ 8 นี่มันตำหนักในความฝันมิใช่หรือ
3 วันผ่านไป
ณ ตำหนักจิ่งหยาง
เจียงซือหนิงยืนอยู่หน้าประตูบานใหญ่ทางเข้าตำหนักด้วยใบหน้าเศร้าหมองไม่สบอารมณ์เท่าไหร่ คำพูดของมู่เฉินก่อนหน้านี้ไม่จริงสักนิด ดวงนางอาภัพมาตั้งแต่เกิดแล้วและก็คงยังอาภัพไปจนวันตายเป็นแน่ ระยะเวลาสองปีต่อจากนี้จะรักษาชีวิตให้ผ่านพ้นไปเช่นไรกัน
"ข้าเป็นขันทีใหม่ขอรับ"
หญิงสาวเอ่ยบอกทหารที่เฝ้าหน้าประตูใหญ่พร้อมยื่นป้ายหยกตัวเองให้ ตอนที่เข้ามาในวังหลวงจะมีพู่ห้อยหยกสีเขียว แต่เมื่อโดนตอนแล้วพู่ห้อยหยกจะเปลี่ยนเป็นสีแดง ซึ่งกว่าจะเอาตัวรอดการตอนของขันทีมาได้มิใช่เรื่องง่ายเลย
"เข้าไปได้"
ทหารเฝ้ายามเอ่ยพลางคืนป้ายหยกให้หญิงสาว
แก๊ก!
มือเรียวเอื้อมไปเปิดประตูไม้บานใหญ่ ทันทีที่ประตูเปิดลมเย็นก็พัดปะทะร่างบางทันที ใบหน้างามตาโตอ้าปากค้าง ด้านในตำหนักงดงามอีกทั้งใหญ่โต มีหลายเรือนเชื่อมกัน เท้าเรียวค่อยๆเดินเข้าไป ทางเข้ามีสวนไผ่อยู่ข้างหน้าดูสงบ และมีทางเดินทอดยาวเข้าไป
"เหมือน....เหมือนภาพในความฝัน ทั้งที่ข้าเพิ่งเคยมาที่นี่ครั้งแรกแท้ๆ"
เจียงซือหนิงพึมพำกับตัวเองในขณะที่เดินเข้าไป ใช้เวลาไม่นานก็เดินมาหยุดที่ตำหนักใหญ่ ต้นลูกท้ออยู่ด้านหน้าตำหนักตามที่นางคิดเอาไว้ไม่ผิด
"นี่มันเรื่องบ้าอันใดกันแน่ หรือเขาจะเป็นปีศาจอย่างที่คนร่ำลือ เพราะข้า....เพราะข้าไปเผลอสบตากับเขาเข้าใช่หรือไม่ ถึงได้ตามไปถึงในฝัน" หญิงสาวเอ่ยกับตนเองในใจพลางกลืนน้ำลายอึกใหญ่ มือเรียวสั่นเทาตั้งใจจะเอื้อมไปเปิดประตู เพราะอยากรู้ว่าข้าวของด้านในจะเหมือนอย่างในความฝันหรือไม่
"นั้นเจ้าจะทำอันใดน่ะ"
เสียงหนึ่งดังขึ้นที่ด้านหลังเรียกความสนใจ หญิงสาวหันไปก็พบเข้ากับบุรุษวัยกลางคน แต่งกายมิเหมือนขันทีทั่วไป
"เจ้าเป็นขันทีมาใหม่ใช่หรือไม่"
คนผู้นั้นเอ่ยถามหญิงสาว
"ชะใช่ขอรับ"
เจียงซือหนิงเองพลางเดินเข้าไปหา ผู้ใดจะคิดว่าขันทีหนึ่งเดียวที่ถูกเลือกให้มาอยู่ตำหนักอ๋องปีศาจจะเป็นนาง
"ตามข้ามานี่ ข้าจะพาเจ้าไปที่พัก"
"ขอรับ"
หญิงสาวเอ่ยรับก่อนจะเดินตามไป
"ข้ามีนามว่าฉางตง เป็นพ่อบ้านที่ตำหนักแห่งนี้ แล้วเจ้าเล่านามว่าอันใด"
"ข้านามเสวียนเหยียน แซ่เจียงขอรับ ยินดีที่ได้พบขันทีฉางตง"
หญิงสาวเอ่ยอย่างเป็นมิตร
"ข้ามิใช่ขันที ข้าเป็นพ่อบ้าน"
"เอ่อ...ขออภัยขอรับ"
"มิเป็นอันใดเจ้าเพิ่งมาใหม่คงมิเข้าใจ ตำหนักแห่งนี้มีขันทีเช่นเจ้าเพียงสิบสองคน รวมเจ้าเป็นสิบสาม ที่เหลือนอกจากทหารเฝ้าเวรยามสองคนข้างหน้า ยังมีแม่นมมั่วหลาน ผู้ช่วยชินอ๋องอีกสองคน คือฉีหมิงและจื่อซ่ง"
ฉางตงเอ่ยอธิบายขณะที่เดินนำทางไป หญิงสาวนับจำนวนตามก็พบว่ามันน้อยเกินไปหรือไม่ ตำหนักใหญ่ถึงเพียงนี้ มู่เฉินเล่าให้นางฟังว่าตำหนักขององค์รัชทายาทที่เขาได้ไปประจำมีคนกว่าหกสิบคนดูแลตำหนัก แต่ตำหนักอ๋องปีศาจแห่งนี้มีคนอยู่ไม่ถึงยี่สิบคนด้วยซ้ำ
"ที่นี่มีทั้งหมดเจ็ดเรือนไว้ข้าจะให้คนพาเจ้าเดินดู แต่ตำหนักใหญ่จิ่งหยางเมื่อสักครู่ เป็นตำหนักที่ชินอ๋องบรรทมและใช้เวลาอยู่มากที่สุด หากเจ้ามิได้มีหน้าที่ดูแลตำหนักนั่นห้ามเข้าไปเด็ดขาด"
"ข้าจะจำเอาไว้ขอรับ"
"เอาล่ะถึงห้องพักเจ้าพอดี อย่าลืมว่าเจ้ามีหน้าที่ดูแลเรือนหลานฮวา"
"ขอรับ"
"ดะเดี๋ยวนะขอรับ ข้ามิได้มาดูแลสวนหรือ"
หญิสาวเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ เพราะนอกจากมู่เฉินแล้วก่อนมาหัวหน้าขันทีก็บอกหน้าที่ให้มาดูแลสวนในตำหนัก
"ก็ใช่ ดูทั้งเรือนและสวนรอบบริเวณนั้น ที่นี่ไม่ชอบคนเยอะแต่ละเรือนจึงมีคนดูแลสองคน ทำทุกอย่างทุกหน้าที่ แต่ส่วนของเจ้าเป็นเรือนเล็กอีกทั้งท่านอ๋องมิค่อยไป ดูแลผู้เดียวก็พอแล้ว"
"........"
เจียงซือหนิงยังคงอึ้ง ขันทีในวังฟาดฟันกันเรื่องตำแหน่ง เพียงแค่เลื่อนขั้นจากขันทีที่ดูแลสวนขึ้นมาก็นับว่ายาก แต่ตอนนี้นางดั้นได้มาดูแลทั้งเรือนเช่นนี้ ไม่นับว่าเติบโตแบบก้าวกระโดดเลยหรือ แต่จะว่าไปมาตฐานในตำหนักแห่งนี้ก็ใช้เช่นเดียวกับที่อื่นมิได้ ได้เลื่อนขั้นเพราะทำงานเยอะขึ้นมันน่าภูมิใจไหมนะ
"เจ้ารีบเอาของไปเก็บแล้วพักผ่อนเถิด พรุ่งนี้ค่อยเริ่มทำงาน"
"ขอบคุณพ่อบ้านฉางตงของรับ"
หญิงสาวเอ่ยพลางทำท่าคารวะก่อนจะเดินเข้าไปในห้องพักที่ต้องใช้หลับนอนตลอดสองปีต่อจากนี้
