ตอนที่ 7 เสียงกระดิ่งในความฝัน
"แสดงป้ายชื่อของเจ้ามา"
เจ้าหน้าที่ส่งเสียงบอกเมื่อเห็นว่ามั่วแต่คุยกัน เจียงซือหนิงรีบยื่นป้ายชื่อให้ทันที
"เจียงเสวียนเหยียน"
เจ้าหน้าที่อ่านป้ายชื่อพร้อมมองหน้าอย่างวิเคราะห์ ทำเอาหญิงสาวต้องก้มหน้าลงเกรงว่าจะมีพิรุจ
"มะมะมีอันใดหรือขอรับ"
"หน้าเจ้าหวานมิเหมือนบุรุษสักนิด"
"ผู้ใดก็บอกว่าข้าหน้าตาเหมือนท่านแม่ขอรับ"
เจียงซือหนิงรีบหาข้อแก้ตัว รูปร่างได้แต่ใบหน้าที่พยายามปลอมตัวเป็นบุรุษนี่สิยากยิ่ง
"ข้องใจอันใดน้องชายข้าหรือ"
มู่เฉินเอ่ยขึ้น เจ้าหน้าที่ทั้งสองมองหน้ากันก่อนจะยื่นป้ายหยกให้นาง
"เอาไป"
เมื่อเห็นว่าไม่มีพิรุจอันใดจึงถูกปล่อยเข้ามา ส่วนป้ายชื่อจะถูกยึดเอาไว้ ในวังจะใช้ป้ายหยกแกะสลักชื่อห้อยเอวแทน หญิงสาวผ่านเข้ามาได้อย่างง่ายดาย ที่จริงนางไม่เป็นกังวลมากนัก เพียงเข้ามาเป็นขันทีคอยรับใช้มิได้สำคัญอันใด กลุ่มคนอย่างพวกนางก็แค่รับใช้ในสวน จับจอบจับเสียมเท่านั้น มิเหมือนขันทีมีตำแหน่งที่คอยรับใช้ข้างกายเชื้อพระวงศ์พวกนั้น
"แล้วเจ้ามีต้องตรวจหรือ"
เจียงซือหนิงเอ่ยถามมู่เฉินด้วยความแปลกใจ แม้แต่ป้ายชื่อชายหนุ่มก็ไม่ต้องแลกด้วยซ้ำ
"จะบอกเจ้าเอาไว้ ข้ามันคนไม่ธรรมดา เพราะงั้นน้องชายได้รู้จักพี่ใหญ่แล้วนับว่าเจ้าโชคดีกว่าผู้อื่น"
มู่เฉินเอ่ยเสียงเข้มพร้อมทำท่าทางอวดเบ่งความน่าเกรงขามของตัวเอง
กริ๊ง! กรี๊ง!
เสียงกระดิ่งนั่นดังขึ้นอีกแล้ว เท้าเรียวหยุดลงโดยทันที เหมือนกับว่าตอนนี้ประสาทรับเสียงของเธอจะหลอนไป หญิงสาวได้ยินเสียงนี้ในฝันหลายสิบคืนทุกครั้งที่หลับตา จะเรียกว่าฝันร้ายก็ไม่เชิงจะเรียกว่าฝันดีก็ไม่ใช่ เพียงฝันถึงเขาผู้นั้นที่สวมหน้ากากปีศาจตั้งแต่คราแรกที่พบกัน
"หลบ!"
มู่เฉินไม่เอ่ยเปล่าจับไหล่บางสองข้างให้หันหลบรถม้า ขณะที่รถม้ากำลังจะผ่านหน้าหญิงสาว สายลมที่พัดผ่านไปด้วยความเร็ว ทำให้ม่านหน้าต่างรถม้าปลิวไสวเปิดออกเล็กน้อยให้ได้เห็นบุรุษที่นั่งอยู่ด้านใน ถึงแม้จะเห็นเขาด้านข้างและเพียงเสี้ยววินาทีเท่านั้น หญิงสาวก็จำได้แม่นว่าใบหน้าเช่นนี้วนเวียนอยู่ในหัวอย่างกับภาพติดตา
รถม้าเคลื่อนผ่านหน้าไปด้วยความเร็ว ร่างบางหัวใจเต้นรัวเพราะความตกใจจนทำอะไรไม่ถูก
"มิรู้จะรีบไปที่ใด ในวังแท้ๆ"
มู่เฉินเอ่ยพลางก้มไปเก็บถุงผ้าของหญิงสาวที่ตกลงที่พื้นมายื่นให้นาง
ชายหนุ่มรู้สึกว่ามีสิ่งผิดปกติ เมื่อสักครู่เขาได้สัมผัสไหล่ของเสวียนเหยียนแล้วรู้สึกว่ามันบอบบางยังกับว่าเป็นไหล่ของสตรี บุรุษที่ร่างกายผอมบางก็มิน่าจะขนาดนี้ ก่อนจะยักไหล่ไล่ความคิดของตนเอง
"รถม้าชินอ๋องปีศาจใช่หรือไม่"
"ใช่แล้ว"
"แล้วเจ้าเอ่ยเช่นนั้นมิกลัวว่าเขาจะ....."
ประโยคหลังนางเงียบไปแต่ชายหนุ่มก็รู้ดีว่าเป็นคำพูดใด
"เขาก็คนเหมือนเรา มิได้ฆ่าแกงผู้ใดโดยไร้สาเหตุขนาดนั้น เจ้าอย่าฟังคำร่ำลือมาก"
"เจ้าเคยพบหน้าชินอ๋องแล้วหรือ"
"ไม่อ่ะ!"
"อ้าว!"
"ก็ตำหนักชินอ๋องเป็นตำหนักท้ายวัง ผู้ใดเข้าออกยากยิ่งกว่าตำหนักของฮ่องเต้ด้วยซ้ำ อีกทั้งขันทีที่ถูกเลือกเข้าไปดูแลก็พิถีพิถันมาก แม้แต่บ่าวรับใช้ก็ต้องเป็นบุรุษทั้งหมด"
"ทำไมหรือเจ้าคะ"
"ข้าเองก็ไม่รู้เหมือนกัน แต่ได้ข่าวว่าเขารังเกียจสตรี แต่เจ้ามิต้องเป็นกังวล ขันทีระดับล่างสุดอย่างพวกเรามิมีทางถูกคัดเลือกไปรับใช้ที่ตำหนักต้องห้ามแน่ อีกอย่างเราล้วนเป็นบุรุษ หากบังเอิญพบหน้าก็มิเป็นอันใด"
"ตำหนักต้องห้าม!"
หญิงสาวถามด้วยความตกใจ ภาวนาในใจให้การคัดเลือกตำหนักที่ต้องไปรับใช้มิใช่นาง
"ใช่ หากผู้ใดมิได้เกี่ยวข้องห้ามเข้าไปในเขตตำหนักต้องห้ามเด็ดขาด บางวันก็ได้ยินเสียงคนร้องโหยหวนออกมา บางวันก็เงียบสงัดจนเหมือนเป็นคำหนักร้าง เรียกได้ว่าคนในอยากออก คนนอกมิอยากเข้ากันเลยทีเดียว"
มู่เฉินเล่าเหมือนกับว่าตำหนักนั้นน่ากลัวจนชวนขนลุก
"....."
"ข้าบอกแล้วว่าเจ้ามิต้องเป็นกังวล ขันทีใหม่มีเป็นร้อยถึงสองร้อยคน อีกทั้งตำหนักก็มีมากมาย ดวงเจ้ามีได้อาภัพขนาดนั้นเป็นแน่"
