ตอนที่ 6 เข้าวัง
หนึ่งเดือนผ่านไป
ครึ้ม! ครืน~
เสียงฟ้าร้องดังสนั่นตลอดทั้งคืน จนตอนนี้ยามอิ๋นแล้วด้านนอกฝนยังตกไม่หยุด เจียงซือหนิงมองไปยังมารดาที่นอนข้างๆยังคงหลับสนิท จึงค่อยๆขยับตัวลุกขึ้นเดินออกไปด้านนอกห้อง แสงตะเกียงถูกจุดเพิ่มแสงสว่างหญิงสาวเดินหิ้วเข้าห้องอาบน้ำไป
อาภรณ์ตัวในสีขาวถูกเปลื้องออกเผยให้เห็นผิวขาวเนียนละเอียด ทรวดทรงของสตรีที่สมบูรณ์แบบ มือเรียวดึงปิ่นปักผมออก ปล่อยมวยผมให้สยายลงมาปิดเอวคอด ก่อนจะก้าวเท้าลงไปแช่ตัวในอ่างไม้ มือเรียวลูบไล้ผิวกายให้สะอาดหมดจรด ไม่รู้ว่าอีกนานเท่าไหร่ที่นางจะได้ภูมิใจในร่างของสตรีเช่นนี้อีก ชะตากรรมนับจากวันนี้ไปจนอีกสองปีข้างหน้า หวังเพียงนางจะผ่านมันไปได้อย่างราบรื่น
"ข้าจะอดทนจนกว่าลูกท้อจะสุก"
หญิงสาวพึมพำออกมากับตัวเอง คำพูดแสนเรียบง่ายที่นางใช้ให้กำลังใจตัวเองเมื่อต้องผ่านเรื่องที่ยากลำบาก
เจียงซือหนิงลุกออกจากอ่างน้ำ ตัดเล็มผมดำที่ยาวเกินบุรุษมากเกินไป มวยผมเอาไว้ด้านบนสุดให้เรียบร้อย มือเรียวเอื้อมไปหยิบผ้าขาวที่เตรียมเอาไว้ จากนั้นเอามาพันรอบหน้าอกจนแน่ใจแล้วว่ามันรัดแน่นไม่มีทางหลุด แล้วหยิบอาภรณ์บุรุษมาสวมทับ จากนั้นเดินไปนั่งที่หน้ากระจกทองแดง ภาพสะท้อนสตรีใบหน้างดงามแต่แววตากลับเต็มไปด้วยความทุกข์ นางใช้เครื่องประทินโฉมแต่งแต้มใบหน้าจนตัวเองผิวเข้มขึ้นคล้ายบุรุษไปกว่าสามในห้าส่วน
แก๊ะ!
เสียงบานประตูถูกเปิดออก มารดาเดินเข้ามาหาบุตรสาวโอบกอดนางจากด้านหลัง
"ทำเจ้าลำบากแล้ว"
"ข้ามิเป็นอันใดเจ้าค่ะ ท่านรอข้ากลับมานะเจ้าคะ แค่สองปีเท่านั้น"
หญิงสาวเอ่ยพลางดึงมือมารดามากุม
"แม่จะรอเจ้ากลับมาที่นี่...ไม่ไปไหน"
ลู่เมิ่งเหยาเอ่ยพลางเอื้อมมือไปเช็ดหยาดน้ำใสที่ไหลออกมาให้บุตรสาว เจียงซือหนิงหยิบป้ายชื่อ เจียงเสวียนเหยียน ที่อยู่ข้างป้ายชื่อเจียงซือหนิงเข้าแขนเสื้อ นางไม่คิดจะนำมันพกติดตัวไปด้วย เพราะหากวันหนึ่งถูกค้นพบขึ้นมาจะเกิดเรื่องยุ่งยาก จากนั้นถือถุงผ้าเดินออกจากเรือนไป
"ขายเนื้อหมูขอรับ เนื้อหมูสดๆ"
"บะหมี่เกี๊ยวไหมพ่อหนุ่ม"
"แวะดูเครื่องหอมก่อนได้นะเจ้าคะ"
เสียงของพ่อค้าแม่ค้าส่งเสียงเรียกลูกค้าเจี๊ยวจ๊าวดูครึกครื้น หญิงสาวต้องเดินผ่านตลาดเข้าประตูเมืองหลวง ใช้เวลาเพียงสองเค่อก็มาถึง มีบุรุษนับร้อยคนกำลังต่อแถวรายงานตัว เจียงซือหนิงจึงเดินไปต่อแถว รูปร่างของนางไม่ได้ต่างจากผู้อื่นมากนัก ช่วงข้าวยากหมากแพงเช่นนี้ชาวบ้านที่มาก็ล้วนไม่มีเงินจ่ายค่าติดสินบนทั้งนั้น อีกทั้งมิได้บึกบึนพอที่จะถูกคัดตัวไปเป็นทหารในกองทัพ ร่างกายจึงผอมแห้งแรงน้อยไม่ต่างจากสตรี
"นี่! เจ้ามีนามว่าอันใดหรือ"
บุรุษที่เข้าแถวหลังนางสกิดไหล่ถาม หญิงสาวหันหลังไปดูพบว่าเป็นบุรุษใบหน้าก็นับว่าใช้ได้ แต่เขาไม่เหมือนคนมาลงทะเบียนเป็นขันทีเลยแม้แต่น้อย อาภรณ์ที่สวมใส่ก็เป็นผ้าเนื้อดี แขนเสื้อเขาข้างหนึ่งจ่ายค่าติดสินบนเจ้าหน้าที่ได้กว่าสิบคนกระมัง
"ข้าหรือ"
"ข้าก็ถามเจ้าอยู่ผู้เดียว"
"ข้านามซือ....เสวียนเหยียน"
หญิงสาวเกือบเผลอบอกนามตัวเองไป
"ชือเสวียนเหนียนหรือ"
"มิใช่ นามข้าเสวียนเหยียน"
หญิงสาวเอ่ยย้ำ
"อ๋อ..ที่แท้เป็นน้องชายเสวียนเหยียน ข้าลืมแนะนำตัว ข้านามมู่เฉิน"
ชายหนุ่มแนะนำตัวเองบ้าง
"น้องชายงั้นหรือ ท่านกับข้ามิใช่ว่าอายุสิบแปดปีเท่ากันทุกคนหรือ"
หญิงสาวเอ่ยถามด้วยความแปลกใจ คนที่มารายงานตัวเป็นขันทีก็ต้องอายุสิบแปดปีด้วยกันหมดทั้งนั้น
"มิเหมือน ข้าอายุมากกว่าเจ้าห้าปี"
"แล้วเหตุใด...."
"เจ้าคงสงสัยล่ะสิว่าคุณชายเช่นข้าที่รูปงามดั่งเทพบุตร ฐานะร่ำรวย มาทำอันใดที่นี่"
"......"
หญิงสาวไม่เอ่ยตอบเพียงพยักหน้า
"เพราะว่าข้า เลื่อมใสในอาชีพขันทีเช่นไรเล่า"
มู่เฉินไม่เอ่ยเปล่ายังแสดงท่าทีที่เต็มไปด้วยความมั่นใจจนหญิงสาวต้องส่ายหน้า
