ตอนที่ 20 ชอบกินลูกท้อหรือ
"ไปเรือนหลานฮวา"
โจวเทียนหลานเอ่ยสั่ง ก่อนจะถูกเข็นไปที่เรือน มือหนายกขึ้นห้ามไม่ให้ลูกน้องเข้าไป แต่ฉีหมิงกลับลังเลเนื่องด้วยเมื่อครั้งที่แล้ว เขาก็ปล่อยให้ชินอ๋องอยู่ที่นี่ผู้เดียวจนเกิดเรื่อง แต่สุดท้ายก็ต้องถอยออกไปตามคำสั่ง
โจวเทียนหลานเคลื่อนรถเข็นไม้เข้าไปในเรือนโดยใช้พลังภายใน ภาพที่เขาเห็นตอนนี้คือชั้นวางตำราทั้งหมดถูกยกขึ้นแล้ว ดูก็รู้ว่าเป็นฝีมือผู้ใดไปไม่ได้นอกจากสหายของเขา ส่วนตำราก็ถูกเก็บไปกว่าครึ่งแล้ว แต่ก็นับว่ายังเหลืออีกมาก เวลาที่เหลือหนึ่งวันต่อจากนี้ดูเหมือนว่าจะคงไม่ทันตามที่เขาสั่งเอาไว้
”ตำรากระบี่เมฆา ตำรากระบี่เก้าพิภพ“
เจียงซือหนิงอ่านชื่อตำราในมือก่อนจะเดินเอาไปวางในชั้นของเพลงกระบี่ แต่เพราะมันเกือบเต็มชั้นและอยู่สูง ในมือถือลูกท้อไว้จึงใช้ปากคาบมันเอาไว้ และยืดตัวใส่ตำราในชั้น การกระทำทุกอย่างอยู่ในสายตาของคนตัวโต
ฮึบ!
คนตัวเล็กกระโดดเล็กน้อยเพื่อวางตำรา ก่อนจะปัดมือไล่เศษฝุ่น แต่เมื่อหันมาที่หน้าประตูก็ต้องเปิดตากว้าง อ้าปากค้าง
ตุบ!
ลูกท้อที่อยู่ในปากล้วงตกพื้นกลิ้งไปทางโจวเทียนหลาน เจียงอันซือรีบวิ่งไปเก็บทันทีด้วยความร้อนใจ แต่ดูเหมือนโชคจะไม่เข้าข้างนางเสียเท่าไหร่ มันหยุดตรงหน้ารถเข็นใกล้ปลายเท้าของชายหนุ่ม แต่ถึงอย่างนั้นนางก็ยังย่อตัวลงไปเก็บมันอยู่ดี จังหวะที่เงยขึ้นมาทำให้สบตากับใบหน้าคมเข้ม เป็นเช่นดั่งทุกครั้งสายตาคู่นี้เหมือนมีมนต์สกด ทำให้ร่างกายของนางแข็งทื่อ จนเวลาผ่านไปชั่วครู่ก็รู้สึกตัว ถอยหลังออกมาเช็ดลูกท้อในมือกับแขนเสื้อให้สะอาด
“เอ่อ….คารวะชินอ๋องขอรับ”
เจียงซือหนิงเกือบลืมทำความเคารพชายหนุ่มไปเสียอย่างนั้น แต่กลับพบว่าสายตาของเขามองมายังลูกท้อที่ตนเองถืออยู่ และมีรอยเขี้ยวของนางกัดไปแล้วด้วยคำหนึ่ง มันดูไม่สุภาพอีกทั้งกลัวว่าเขาจะว่านางเอาของมากินในเรือน เลยซ่อนมันเอาไว้ที่ด้านหลังแทนถึงแม้ว่าจะไม่ทันแล้วก็ตาม
“ชอบกินลูกท้อหรือ”
“……”
เจียงซือหนิงอ้ำอึ้ง เพราะคำถามที่หญิงสาวไม่คิดว่าจะได้ยินดังออกมาจากปากคนตรงหน้า
“ข้าพูดกับเจ้ามิได้ยินหรือเช่นไร”
“ชะชะชอบขอรับ”
คนตัวเล็กเอ่ยตอบตะกุกตะกัก โจวเทียนหลานที่ได้ยินเช่นนั้นจึงยื่นลูกท้อที่ฉีหมิงพึ่งเก็บมาให้ก่อนหน้าให้คนตัวเล็ก
“ชอบก็มารับไป”
“ขอบคุณชินอ๋องขอรับ”
ถึงแม้จะรู้สึกงงแต่ก็เข้าไปรับทันทีอย่างว่าง่าย โจวเทียนหลานเคลื่อนรถเข็นเข้าไปด้านในสำรวจเรือนที่ยังไม่เรียบร้อยดี เจียงซือหนิงทำได้เพียงยืนอยู่กับที่เงียบๆไม่ปริปากอันใด หากเขามิเอ่ยถามนางก็ทำตัวอย่างเช่นจิ้งจกตุ๊กแก กลืนกินไปกับตัวเรือน จนเวลาผ่านไปกว่าสองเค่อเขาดูเหมือนมีทีท่าว่าจะกลับ
“ไม่กินหรืออย่างไร”
โจวเทียนหลานเอ่ยถามคนตัวเล็กที่ยังถือลูกท้อในมือไม่แตะต้องมันเหมือนลูกก่อนหน้า ที่เขาสังเกตเห็นว่าระหว่างที่เขาอยู่ที่นี่ แอบกินอยู่เรื่อยๆจนหมดลูก
“กินขอรับ ข้าจะกิน”
เจียงซือหนิงรีบเอ่ยตอบ ชายหนุ่มไม่ได้ว่าอะไรเพียงส่ายหน้าและเคลื่อนรถเข็นไม้ออกจากเรือนไป
ประตูไม้ถูกปิดลงแล้วร่างบางถึงกับเข่าทรุดไปกับพื้น
จิ๊บๆ
เสียงนกน้อยบินเข้ามาหาหญิงสาวทางหน้าต่าง เนื่องด้วยได้กลิ่นลูกท้อสุกที่นางถือ วันแรกที่มาที่นี่นางก็แปลกใจเช่นกันเพราะมันเชื่องกับคนมาก ขันทีคนก่อนที่ดูเรือนนี้คงให้อาหารมันเป็นประจำเป็นแน่
“นี่! เจ้านกน้อย เจ้าว่าท้อสุกลูกนี่จะมียาพิษหรือไม่ วันนี้อ๋องปีศาจผู้นั้นให้ข้ามา”
หญิงสาวเอ่ยถามนกน้อยตัวนั้น
จิ๊บๆ
“อะไรนะ เจ้าจะอาสาชิมแทนข้าหรือ…..ได้เลยๆ”
เจียงซือหนิงไม่เอ่ยเปล่ายังแบ่งท้อชินเล็กๆให้นกตัวนั้นอีกด้วย มันกินอย่างเอร็ดอร่อยจนหมด แต่กลับไม่เป็นอันใดเลย หญิงสาวจึงกัดไปหนึ่งคำ
“อื้ม~ หวานเสียจริง ข้าพึงเคยได้กินลูกท้อที่สุกและหวานขนาดนี้เป็นครั้งแรก”
หญิงสาวเอ่ยออกมาด้วยเสียงที่เต็มไปด้วยความสุข ตั้งแต่เกิดมาลูกท้อสุกและหวานขนาดนี้มีแต่พี่น้องคนอื่นได้กิน หากอยากกินก็ต้องแอบเก็บตั้งแต่มันยังไม่สุกดี ทั้งฟาดและไม่อร่อย
อีกด้านของประตูบานใหญ่หน้าเรือนหลานฮวา โจวเทียนหลานที่นั่งอยู่บนรถเข็นไม้ยังไม่ได้ไปไหนอย่างที่คนตัวเล็กคิด คำพูดเมื่อสักครู่เขาได้ยินทุกคำ ก่อนจะยิ้มและส่ายหน้าให้กับความไร้เดียงสา
“ชินอ๋องยิ้มอันใด…..”
ฉีหมิงที่เดินเข้ามาพอดีเอ่ยถามผู้เป็นนายด้วยความไม่เข้าใจ ก่อนจะถูกให้เบาเสียงทั้งที่พูดไม่จบ ชายหนุ่มรู้หน้าที่ตนดีจึงเดินมาเข็นรถผู้เป็นนายออกไป
