ตอนที่ 10 มิเหมือนบุรุษ
"แล้วทำไมเรือนต่างๆถึงเป็นชื่อดอกไม้หมด ชินอ๋องเป็นบุรุษมิใช่หรือ"
เจียงซือหนิงเอ่ยถามไฉรั่วด้วยความไม่เข้าใจ ขณะเดินสำรวจในบริเวณรอบตำหนัก
"ข้าเองก็มิรู้เหมือนกัน ตั้งแต่มาอยู่ก็มิเคยสงสัยเรื่องนี้ เอ่อ! แล้วอีกอย่างหากว่าเจ้าบังเอิญพบชินอ๋องแล้วมีโอกาสได้พูดคุย มิต้องใช้คำราชาศัพท์เช่นเดียวกับเชื้อพระวงศ์คนอื่น"
"ได้! ข้าจะจำไว้"
"เช่นนั้นหากเจ้ามีคำถามก็มาหาข้าได้ทุกเมื่อ ต่อไปข้าจะพาเจ้าไปที่เรือนหลานฮวา ที่เจ้าต้องคอยดูแล"
เสียงของทั้งคู่ที่สนทนากันดังพอทำให้คนตัวโตที่นั่งกินอาหารเช้าอยู่ที่ศาลาไม้ริมสระบัวได้ยิน จื่อช่งที่รู้หน้าที่รีบส่งสัญญาณให้ไฉรั่วรู้ทันที
"ขออภัยชินอ๋องขอรับ"
"ขออภัยชินอ๋องขอรับ"
ไฉรั่วเอ่ยพลางทำหน้าคารวะ หญิงสาวตกใจรีบทำตามโดยที่ยังไม่ได้เห็นหน้าชายหนุ่มด้วยซ้ำ ก้มหน้าเอ่ยออกไปด้วยความร้อนรน นางไม่เคยพบหน้าเขามาก่อนสองครั้งที่ผ่านมาก็เห็นเพียงไกลๆเท่านั้น อีกทั้งเขายังนั่งอยู่ในรถม้า
จื่อซ่งโบกมือไล่ทั้งคู่ให้ออกไป ไฉรั่วและหญิงสาวจึงรีบทำความเคารพและก้มหน้าออกไป
"เดี๋ยว!"
เสียงทุ่มดังขึ้นหยุดฝีเท้าคนทั้งคู่
"ขันทีใหม่หรือ ข้ามิคุ้นหน้า"
โจวเทียนหลานเอ่ยพลางวางตะเกียบลงและยกชาขึ้นดื่ม ทั้งคู่จึงเดินเข้ามาใกล้ศาลามากหน่อย
"ชินอ๋องถามมิได้ยินหรืออย่างไร"
จื่อซ่งเอ่ยเร่ง ตอนนี้เจียงซือหนิงกลัวจนเป็นใบ้ไปแล้ว ไม่กล้าเงยหน้าสบตาเขา นางเพิ่งหายฝันร้ายได้ไม่กี่วัน
"นี่คือขันทีคนใหม่ที่มาแทนเพ่ยอันที่ดูแลเรือนหลานฮวาขอรับชินอ๋อง เพิ่งมาได้เมื่อวาน"
ไฉรั่วตอบแทนหญิงสาว
"เขาไม่มีปากหรืออย่างไร เหตุใดเจ้าต้องตอบข้าแทนเขาด้วย"
โจวเทียนหลานขึ้นเสียงเล็กน้อย เขาเกลียดท่าทางหวาดกลัวเช่นนี้เป็นที่สุด เห็นแล้วรกหูรกตา เขายังมิได้สั่งฆ่าเสียหน่อย แต่ท่าทีเช่นนี้นี่แหล่ะที่เขาจะไม่ปล่อยเอาไว้
"......."
เจียงซือหนิงยืนนิ่งด้วยท่าทางประหม่า มือสองข้างที่กุมอยู่ภายใต้แขนเสื้อกำแน่นเพราะหัวใจที่เต้นรัว
"มีนามว่าอันใด"
ชายหนุ่มเอ่ยถามอีกครั้ง
"สะสะเสวียนเหยียน แซ่เจียงขอรับชินอ๋อง"
หญิงสาวเอ่ยตอบเสียงสั่น ถึงแม้จะฝึกพูดเสียงคล้ายบุรุษมากเพียงใด พออยู่ต่อหน้าเขากลับพบว่าตนเองทำได้ไม่ดีเท่าไหร่
"เสวียนเหยียน......เงยหน้าขึ้น"
"......"
เจียงซือหนิงรวบรวมความกล้า หายใจเข้าออกลึกๆก่อนจะหลับตาเงยหน้าขึ้น ดวงตางามค่อยๆลืมตาหนึ่งข้างดูท่าทางของบุรุษตรงหน้า แววตาภายใต้หน้ากากเหล็กจ้องมองมาที่นางเป็นตาเดียว
โจวหนิงเฉินลุกขึ้นพาดมือไว้ด้านหลังเดินมาหาคนตัวเล็กที่ยืนแทบมิอยู่ แต่ไม่กล้าขยับหนีไปไหน ใบหน้าซีดเผือกคล้ายคนจะเป็นลม ชายหนุ่มรู้สึกคุ้นหน้ากับขันทีตรงหน้าทั้งที่พบกันเป็นคราแรก ส่วนสูง รูปร่าง อีกทั้งใบหน้ามิเหมือนบุรุษ
กลิ่นหอมสะอาดปะทะเข้าจมูกเรียวเมื่อชายหนุ่มเดินเข้ามาใกล้ หญิงสาวเผลอสูดดมเข้าเต็มปอดอย่างลืมตัว
"มิเหมือนบุรุษ"
"ข้า...ข้าเป็นบุรุษขอรับ หากชินอ๋องมิเชื่อสามารถตรวจสอบกับทางเจ้าหน้าที่วังหลวงได้ขอรับ"
เจียงซือหนิงถึงแม้จะกลัวบุรุษตรงหน้า แต่ก็หาเสียงตนเองเจอ เอ่ยตอบชายหนุ่มด้วยท่าทีตะกุกตะกัก
"ขันทีเสวียนเหยียนเป็นบุรุษจริงๆขอรับ ข้าตรวจสอบป้ายยืนยันตัวตนแล้ว ข้อมูลถูกต้องทุกอย่าง"
จื่อซ่งเอ่ยรายงานผู้เป็นนาย คนจะเข้าออกตำหนักแห่งนี้เขาตรวจสอบจนหมด แล้วพบว่าเจียงเสวียนเหยียนผู้นี้เป็นบุตรชายของอดีตพ่อค้าในตลาดเมืองหลวง คิดว่าเป็นคุณชายมาก่อนต้องรู้จักการวางตัว และรู้หนังสือพอสมควร คุณสมบัติเหมาะสมจึงได้เลือกมาอยู่ที่ตำหนักแห่งนี้
"ข้าบอกว่ามิเหมือนบุรุษ มิได้บอกว่ามิใช่บุรุษเสียหน่อย"
โจวเทียนหลานเอ่ยพลางมองถุงหอมที่ห้อยอยู่ข้างเอว เขาได้กลิ่นมันพัดมากับสายลมก่อนหน้า ก่อนจะเดินไปนั่งที่บนศาลาเช่นเดิม อาหารทุกอย่างถูกขันทีที่รับผิดชอบเปลี่ยนเป็นขนมหวานและน้ำชาเรียบร้อยแล้ว
เจียงซือหนิงถอนหายใจออกมาเฮือกใจด้วยความโล่งใจ ซึ่งท่าทีเช่นนี้ของนางอยู่ในสายตาของชายหนุ่มทั้งหมด เมื่อรู้ว่าตนเองยังคงถูกมองอยู่ก็รีบเก็บท่าทีผ่อนคลายเมื่อสักครู่ เป็นก้มหน้าแทนทันที
"ขันทีก็ล้วนเป็นบุรุษทั้งหมดจะเป็นสตรีได้เช่นไร กลิ่นกายสตรีข้ารังเกียจที่สุด อย่าได้คิดย่างกายเข้ามาในตำหนักแห่งนี้เชียว"
โจวเทียนหลานเอายพลางยกชาร้อนขึ้นมาสูดกลิ่นหอม จื่อซ่งโบกมือไล่ให้ทั้งคู่ออกไป ไฉรั่วและเจียงซือหนิงจึงรีบทำท่าคารวะและรีบออกไปทันที
ดวงตาคมมองตามแผ่นหลังเล็กที่เดินออกไปก่อนจะยกยิ้มที่มุมปาก เอนกายชันแขนที่หมอน หลับตาลงด้วยท่าทีผ่อนคลาย
