ตอนที่6 ถูกจับตัว
(สามวันต่อมา)
หลังจากวันนั้นมู่เหมียนก็ไม่เจอกับจางเจียวหั่วผู้นั้นอีกและใช้ชีวิตอย่างปกติเหมือนในทุกๆ วันแต่ทว่าในใจลึกๆ กลับยังคงฟุ้งซ่านหวนนึกถึงภาพเรื่องราวในคืนนั้นอยู่ตลอดเวลาจนใจเม่อลอยบ่อยครั้งไม่ค่อยจะอยู่กับเนื้อกับตัวสักเท่าไหร่
“มู่เหมียน…มู่เหมียน”
“…”
“มู่เหมียน!”
“ห๊ะ! อะ…เอ่อ ขะ…รับท่านแม่”
“แม่เรียกเจ้าอยู่ตั้งนานแล้ว” ผู้เป็นมารดากล่าวถามด้วยสีหน้าสงสัย
“ขะ…ขออภัยขอรับท่านแม่”
“เจ้าเป็นอะไรไปเหตุใดถึงได้ดูใจลอยเช่นนี้”
มู่เหมียนรีบดึงสติปัดความคิดฟุ่งซ่านทิ้งไปกลับมาอยู่กับตัวเองแล้วรีบกล่าวกลบเกลื่อนกับมารดาของตน
“ปะ…เปล่าขอรับท่านแม่”
“เจ้าเนี่ยนะชอบทำให้แม่เป็นห่วงอยู่เรื่อยเลย หากเหนื่อยก็พักเสียบ้างนะอย่าไปฝืนมาก”
“ข้าไม่เป็นไร ท่านแม่ไม่ต้องเป็นห่วงข้าขอรับ”
“เจ้านี่ดื้อจริงๆ ช่างเถิดๆ แม่จะมาถามเจ้าว่าจะไปช่วยงานเปิดโรงเตี๊ยมใหม่ของเปยหู่กับแม่หรือไม่”
“วันนี้ข้ามีงานแสดงช่วงค่ำที่หอฝูหลงฮาวขอรับ คงจะไปกับท่านแม่ไม่ได้”
“หากไปไม่ได้ไม่เป็นไรแม่แค่มาถามเจ้าเพียงเท่านั้น น่าจะเสร็จงานช่วงค่ำๆ แม่คงกลับช้าหน่อยเจ้าก็อย่าหักโหมเกินไปละแม่เป็นห่วง จงจำไว้เราสองมีกันแค่นี้แล้วนะ”
ผู้มารดากล่าวด้วยสีหน้าและน้ำเสียงที่เป็นห่วงแก้วตาดวงใจของนางพลางยกมือที่อบอุ่นขึ้นมาสัมผัสใบหน้าบุตรเบาๆ อย่างทะนุถนอม
ความรักที่ผู้เป็นมารดามอบให้นั้นทำให้มู่เหมียนพานสีหน้าอ่อนลงตามคิดในใจว่าตนนั้นโชคดีที่สุดแล้วที่มีมารดาเช่นนางคอยเป็นห่วงใยและรักตนเช่นนี้ ก่อนจะกล่าวกับผู้เป็นมารดาอย่างกตัญญู
“ขอรับท่านแม่…ข้าจะรีบเก็บเงินให้ได้เยอะๆ สักวันข้าจะซื้อบ้านให้ท่านอยู่อย่างไม่ต้องลำบากเช่นนี้อีก”
“จ้ะ…แม่รู้ว่าเจ้าทำได้แน่”
สิ้นคำกล่าวของผู้เป็นมารดาทั้งสองแม่ลูกจึงได้โผล่เข้ากอดเติมเต็มความรักความอบอุ่นที่ขาดหายให้แก่กันอยู่ครู่หนึ่งก่อนจะคลายกอดออกไปทำหน้าที่ของตนต่อ
“นี่ก็สายแล้วท่านน้าทั้งหลายจะรอนาน ท่านแม่รีบไปเถิดขอรับ”
“ถ้าเช่นนั้นแม่ไปล่ะ”
“เดินทางปลอดภัยนะขอรับ”
ผู้เป็นมารดายิ้มบางๆ ก่อนจะรีบเดินลงไปจากหอนางโลมเคลื่อนรถม้าออกเดินทางพร้อมกับเพื่อนของนางทันที
มู่เหมียนเองก็ไม่รอช้าที่จะจัดเตรียมของสำหรับการแสดงในค่ำคืนนี้ให้พร้อมภายในห้องของตนตามปกติ
(ยามโหย่ว17.00-18.59น.)
มู่เหมียนได้เดินทางไปยังหอนางโลมที่ว่าจ้างตนล่วงหน้าก่อนเวลาเพื่อเตรียมตัวก่อนขึ้นแสดง แต่ทว่าในระหว่างที่ตนเดินทางมาได้สักพักนั้น จู่ๆ มีทหารในวังประมาณสี่ถึงห้าคนได้วิ่งมุ่งหน้ามาหาด้วยความเร็วจากทางด้านหน้าเข้ามาจับกุมตัวของตนไว้กลางตลาด ตนที่ไม่รู้ว่าเกิดอะไรขึ้นถึงกับตื่นตระหนกตะโกนขอความช่วยเหลือทันที
“ช่วยด้วย! มาจับข้าทำไมกันข้าไม่ได้ทำอะไรผิดมาจับข้าทำไมเนี่ยปล่อยข้า!”
“พวกข้าน้อยมีคำสั่งจากองค์รัชทายาทให้มาพาท่านเข้าวัง ท่านจงไปกับพวกข้าเสียแต่โดยดีเถิด”
“เข้าวังเช่นนั้นรึ?”
คำกล่าวของชายทหารทำให้มู่เหมียนที่กำลังตื่นตระหนกชะงักหยุดฉุกคิดถึงคำกล่าวของจางเจียวหั่วที่เคยกล่าวไว้ขึ้นมาทันที ว่าที่เขาได้กล่าวมานั้นมันเป็นเรื่องจริง แต่อีกด้านหนึ่งกลับสงสัยว่าเหตุใดต้องมาจับตัวราวกับนักโทษเช่นนี้กัน
“ขอรับ ข้าได้รับคำสั่งมาท่านได้โปรดอย่าขัดขืนพวกข้าเลย”
“ไม่! ข้าไม่ไปปล่อยข้าใครก็ได้ช่วยข้าด้วย!”
“พวกเรารีบพาตัวไปเร็วเข้า!”
“ปล่อยข้าาา!!”
เสียงตะโกนร้องขอความช่วยเหลือไม่เป็นผลไม่กล้ามีผู้ใดเข้ามาช่วยเลยแม้เป็นผู้เดียว เอาแต่พากันยืนมองเหตุการณ์อยู่ห่างๆ
จนกระทั่งมู่เหมียนที่พยายามดิ้นรนหาทางหนีได้ถูกทหารเหล่านั้นลากตัวเข้าวังมาได้สำเร็จและได้ถูกพาตัวมาขังไว้ภายในตำหนักแห่งหนึ่งซึ่งตนไม่รู้เลยว่าจะเกิดอะไรขึ้นต่อไป
“ปล่อยข้านะ พวกเจ้าจะจับตัวข้ามาทำไมกันปล่อยข้าออกไปเดี๋ยวนี้!”
“ท่านมู่เหมียนเจ้าคะ”
ระหว่างที่มู่เหมียนกำลังโวยวายร้องตะโกนให้ปล่อยอยู่นั้นจู่ๆ เสียงสตรีนางหนึ่งได้กล่าวเรียกขานขึ้นตนจึงหันหลังกลับไปยังต้นเสียงทันทีและก็พบว่ามีสตรีสี่คนซึ่งเป็นนางกำนัลยืนรออยู่ด้วยท่าทางสำรวม เมื่อเห็นเช่นนั้นตนจึงกล่าวถามกับพวกนางด้วยความสับสนทันที
“พวกเจ้าถูกจับมาอย่างเช่นข้าเหมือนกันรึ?”
“เปล่าเจ้าคะ พวกข้าได้รับสั่งให้มาดูแลท่านเจ้าค่ะ”
“ดูแลข้า?”
“เจ้าค่ะในค่ำคืนนี้จะมีงานเลี้ยงฉลองใหญ่คล้ายวันประสูติขององค์รัชทายาทท่านจึงถูกนำตัวมาที่นี่เพื่อทำการแสดงถวายในงานเลี้ยงฉลองหน้าพระพักตร์ฝ่าบาทเจ้าค่ะ”
เมื่อได้ยินเช่นนั้นมู่เหมียนถึงกับอึ้งค้างไปอีกเหมือนในหลายๆ ครั้งที่ผ่านมา เพราะตั้งแต่ที่ตนได้เจอกับจางเจียวหั่วที่ชอบทำตัวลึกลับผู้นั้นก็ต้องเจอแต่เรื่องราวประหลาดชวนให้สับสนวุ่นวายไปหมดโดยที่ไม่รู้จุดประสงค์ของเรื่องทั้งหมดนี้เลยว่าตกลงเกิดอะไรขึ้นกันแน่
“เชิญท่านตามพวกข้ามาทางนี้เจ้าค่ะ”
“ตะ…แต่ข้ามีงานที่ต้องไปแสดงที่อื่นคงจะไปแสดงให้พวกท่านไม่ได้ ข้าขอตัว”
มู่เหมียนกล่าวกับพวกนางจบจึงโค้งคำนับตามมารยาทเล็กน้อยก่อนจะรีบหันหลังทำท่าจะก้าวขาเดินกลับพยายามหาทางออกจากที่นี่ไป แต่จู่ๆ นางกำนัลผู้หนึ่งได้กล่าวแทรกขึ้นเสียงแข็งทำให้ตนต้องชะงักฝีเท้าเอาไว้อย่างกะทันหันแล้วหันกลับไปหาพวกนางเช่นเดิมทันทีอย่างเชื่อฟัง
“หากท่านออกจากตำหนักไปเพียงก้าวเดียว ท่านจะถูกสั่งประหารชีวิตได้นะเจ้าคะ โปรดทำตามที่พวกข้าชี้แนะด้วยเจ้าค่ะ”
“ประ…ประหารชีวิตเลยรึ!”
“เจ้าค่ะ! เช่นนั้นโปรดรักษาชีวิตของท่านเอาไว้แล้วตามพวกข้ามาอย่างไม่ขัดขืนจะดีกว่านะเจ้าคะ”
นางกำนัลกล่าวเสียงนิ่งแต่แฝงไปด้วยการข่มขู่ทำให้ตนต้องจนทางจำต้องทำตามพวกนางอย่างเลี่ยงไม่ได้
“กะ…ก็ได้”
“เช่นนั้นตามพวกข้ามาเจ้าค่ะ”
ผ่านไปหลายชั่วยามมู่เหมียนถูกพวกนางจับขัดสีฉวีวรรณชำระเรือนร่างในอ่างน้ำนมและจากนั้นแต่งกายสวมอาภรณ์เนื้อผ้าชั้นดีสีแดงเลือดประดับเพชรปักลายดอกงิ้วเฉกเช่นชื่อของตน ปล่อยผมร่ายยาวราวสตรีครึ่งหัวปักปิ่นทองเล็กๆ ประดับผม
ด้วยใบหน้าเรียวสวย สันจมูกตั้งโด่ง ริมฝีปากเรียวบางอมชมพูและเรือนร่างที่ผอมบางผิวผ่องเนียนขาวสวมใส่อาภรณ์เช่นนี้แล้วทำให้มองแทบไม่ออกเลยว่าตนนั้นคือบุรุษจริงๆ
ช่างดูสง่าและทรงพลัง..
