ตอนที่1 ครั้งแรกที่เจอ
(ยามซวี19.00-20.59น.)
เสียงดนตรีบรรเลงอย่างไพเราะเสนาะหูไปพร้อมกับท่าท้วงการร่ายรำงิ้วของมู่เหมียนที่พลิ้วไหวดุจสายน้ำราวกับมีมนต์สะกดสายตาของเหล่าผู้ชมเป็นจำนวนมากในงานเทศกาลโคมไฟต่างต้องจ้องมองกันอย่างไม่กะพริบตา
มู่เหมียนบุรุษร่างกายบอบบางผิวนวลผ่องใบหน้างดงามเสียยิ่งกว่าสตรีทั้งแผ่นดินได้กำเนิดจากมารดาที่มีอาชีพเป็นนางโลมปรนนิบัติชายมากหน้าหลายตาลูกค้าที่มาหาความสำราญความใคร่ทางกาย
กับผู้นำกองทัพสูงสุดแม่ทัพโหวผู้ที่ถูกกล่าวหาว่าเป็นกบฏจนถูกประหารชีวิตสิ้นใจไปอย่างไม่เป็นธรรมก่อนที่มู่เหมียนจะออกมาลืมตาลูกโลก จนทำให้มู่เหมียนนั้นต้องเป็นเด็กกำพร้าไร้ซึ่งบิดาเหลือเพียงมารดาผู้เดียวที่อยู่เคียงข้างมาตลอด
มู่เหมียนได้เติบโตมาภายในหอนางโลมที่มารดาของเขาอยู่ แต่ถึงจะขาดบิดาไปแต่ก็ไม่เคยขาดความอบอุ่นเลยแม้แต่น้อย กลับได้รับความรักจนล้นหลามมีแต่คนรอบข้างคอยเอ็นดูจากเพื่อนร่วมหอของมารดาโดยตลอดตั้งแต่เล็กจนโต
และตั้งแต่รู้ความจนโตมาเป็นบุรุษ ไม่รู้กี่พันครั้งจนนับที่ต้องเป็นจำนวนไม่ได้ที่เห็นมารดาของตนเข้าห้องไปปรนนิบัติมอบความสำราญให้แก่ชายมากหน้าหลายตาอย่างเป็นเรื่องปกติ
แต่มู่เหมียนไม่เคยคิดรังเกียจหรือเกลียดมารดาของตนเลยแม้แต่น้อยเพราะรู้ดีว่าที่ผู้เป็นมารดากระทำเช่นนั้นเพราะมันคืองานที่ต้องหาเงินมาเลี้ยงดูตนทั้งที่ในใจนั้นยังมีเพียงชายรักผู้ล่วงลับอยู่เต็มหัวใจจนไม่เหลือที่ว่างให้กับผู้ใดอีกและยังคงคิดถึงอยู่ทุกวินาทีถึงแม้จะต้องปรนนิบัติมอบกายให้ชายอื่นก็ตาม
และเพราะอย่างนี้มู่เหมียนทนไม่ได้ที่เห็นมารดาของตนต้องเหนื่อยลำบากมาโดยที่ไม่ได้ทำอะไรเลยจึงได้คิดจะช่วยแบ่งเบาภาระผู้เป็นมารดาโดยการมาผันตัวมาแสดงแต่งกายเป็นสตรีเป็นนายรำงิ้ว
ในทั้งแผ่นดินมีมู่เหมียนเป็นคนแรกที่กล้าแสดงเช่นนี้อย่าไม่อายผู้ใด ร่ายรำงิ้วด้วยท่วงท่าสวยงามที่จำมาจากผู้เป็นมารดาอย่างอ่อนช้อยยิ่งกว่าสตรีแทบไม่มีที่ติจนนำพาให้ประสบความสำเร็จชื่อเสียงโด่งดังทั้งทั่วราชอาณาจักร
ในเทศกาลโคมไฟมู่เหมียนเฉิดฉายอย่างสง่างามในชุดอาภรณ์สีแดงปักลายดอกงิ้วสวมประดับสตรีที่สวยงามแวววาวอยู่ท่ามกลางแสงไฟบนลานใหญ่ต่อหน้าผู้ชมจำนวนมากในยามค่ำคืน
ดูท่าทุกอย่างช่างเป็นใจให้กลีบดอกเหมยฮวาร่วงโรยหล่นจากต้นถูกพัดลอยตามลมมารายล้อมตนราวกับมีมนต์วิเศษบางอย่างให้กลีบดอกไม้เหล่านั้นร่ายรำไปพร้อมกับท่วงท่าที่พลิ้วไหวและยิ่งเพิ่มความตระการตาและสง่ามากให้กับผู้ชมยิ่งขึ้น
โดยไม่รู้เลยว่ามีบุรุษผู้หนึ่งนั้นก็คือองค์รัชทายาทที่ปลอมตัวออกจากวังมาสังเกตการณ์พื้นที่ของเหล่าราษฎรมาพร้อมกับองครักษ์ของเขากำลังยืนมองด้วยสายตาที่ผิดกับคนอื่นๆ อย่างตกหลุมรักเข้าอย่างจัง
จนการแสดงจบลงเหล่าผู้ชมต่างปรบมือชื่นชมกันดังสนั่นหวั่นไหว มู่เหมียนดูปลาบปลื้มการเสียงรับตอบของผู้ชมเหมือนทุกครั้งจนต้องยิ้มออกมาอย่างมีความสุขกับสิ่งที่ตนได้แสดงออกมาอย่างเต็มที่
และหลังจากที่เสร็จสิ้นภารกิจได้เงินจากการแสดงหลายร้อยตำลึงแล้ว ก็จัดสัมภาระกำลังเตรียมจะกลับ แต่ทว่าจู่ๆ ก็มีบุรุษผู้หนึ่งได้เดินเข้ามาหาแล้วเอ่ยกล่าวกับเขาขึ้น
“ท่านมีชื่อแซ่ว่าท่านมู่เหมียนใช่หรือไม่”
“หืม?” เสียงของบุรุษผู้นั้นต้องทำให้ตนกำลังยุ่งกับการเก็บสัมภาระอยู่นั้น ต้องหันไปมองยังที่มาของต้นเสียงทันที
“ข้าน้อยมีธุระจะกล่าวกับท่านหน่อยขอรับ ท่านสะดวกหรือไม่”
“ท่านเป็นใครรึ?”
“ข้าน้อยหานเจียง มีความจากท่านชายจางเจียวหั่วเจ้านายของข้าน้อยมาบอกกล่าวกับท่านนะขอรับ”
“มีเรื่องอะไรหรือ?”
“ท่านชายของข้าน้อย…อยากพบท่านเป็นการส่วนตัวที่ริมสระบัวในงานทางด้านโน้นหน่อยขอรับ”
หลังจากบุรุษผู้นั้นกล่าวจบมู่เหมียนจึงครุ่นคิดอยู่ครู่หนึ่ง แลดูแล้วบุคคลคิกมียศศักดิ์อยู่จึงคิดว่าเจ้านายของเขาอาจจะมาติดต่อจ้างตนไปแสดงก็ได้
“ได้สิ ข้าเก็บของเสร็จพอดีเช่นนั้นก็ไปกัน”
“เชิญทางนี้ขอรับ”
หานเจียงผู้นั้นก็ไม่รอช้าที่จะนำทางมู่เหมียนไปยังที่เจ้านายของเขานัดหมายในทันทีและไม่นานนักก็เดินมาถึงที่นัดหมาย
แล้วก็พบกับบุรุษร่างสูงสวมเสื้อคลุมขนสัตว์ผู้หนึ่งกำลังยืนรออยู่บนสะพานไม้ข้ามกลางสระที่มีผู้คนไม่พลุ่งพล่านมากนัก หานเจียงก็ได้กล่าวรายงานแก่เจ้านายของเขาทันที
“ท่านชาย...”
“เข้าใจแล้ว”
น้ำเสียงเข้มได้กล่าวตอบขึ้นเบาๆ ก่อนจะหันกลับมาและทันทีที่มู่เหมียนได้สบตากับบุรุษผู้นั้นแล้วถึงกับดวงตาเบิกกว้างด้วยความอึ้งนิ่งไปในทันที
เพราะด้วยใบหน้าที่หล่อเหลาผิวขาวเนียน ดวงตาคมสีดำเข้มราวกับลูกเทพเจ้ามาจุติยังโลกมนุษย์ของเขาทำในมู่เหมียนถึงกับจ้องมองนิ่งอย่างตาไม่กะพริบไปอยู่ครู่หนึ่ง
ก่อนที่บุรุษผู้นั้นจะเผยรอยยิ้มมุมปากออกมาแล้วกล่าวขึ้นด้วยน้ำเสียงที่อ่อนโยนกับสีหน้าที่ดูอบอุ่น จนทำให้ตนสะดุ้งเล็กน้อยเรียกสติที่กำลังเหม่อลอยกลับมาทันทีปนหน้าแดงระเรื่อหน่อยๆ
ไยต้องหน้าแดงด้วยนะ...
“เป็นท่านเองหรือที่แสดงร่ายรำงิ้วบนเวทีเมื่อครู่นี้”
“อะ…เอ่อ ใช่เป็นข้าเอง”
“ท่วงท่าการร่ายรำของท่านช่างน่าเชื่อชมยิ่งนัก”
“ขอบใจท่าน…”
“ข้าชื่อ'จางเจียวหั่ว'”
“อะ…อ๋อ ขอบใจท่านชายจางเจียวหั่วมากที่ชื่นชมการร่ายรำของข้า”
“แล้วท่านมีนามชื่อแซ่ว่าอันใดหรือ”
“ข้าชื่อ 'มู่เหมียน'ขอรับ”
“ขอรับ?”
บุรุษทั้งสองได้ยินเช่นนั้นถึงกับหันมองหน้ากันอย่างงงสงสัยอยู่ครู่หนึ่ง มู่เหมียนจึงได้กล่าวถามขึ้นอย่างไม่เข้าใจ
“พวกท่านมีอะไรรึ?”
“คือ…ข้าคิดว่าท่านเป็นสตรีเสียอีก ไยใบหน้าท่านถึงได้งดงามและมีน้ำเสียงราวกับสตรีเช่นนี้ หรือไม่ก็อาจจะงดงามกว่าสตรีในเมืองเสียด้วยซ้ำแทบจะมองไม่ออกเลยว่าท่านเป็นบุรุษ”
หานเจียงลูกน้องเขาได้โผล่เอ่ยกล่าวแทรกตอบอย่างไม่ปิดบัง ทำเอามู่เหมียนถึงกับทำหน้าเหวอไปเล็กน้อย ก่อนที่จางเจียวหั่วได้ยกมือขึ้นอุดปากลูกน้องเอาไว้ทันที
“หุบปากของเจ้าส่ะ เสียมารยาท!”
“อุ๊บ…”
“ข้าต้องขออภัยแก่ท่านด้วยที่ลูกน้องข้าเสียมารยาทกล่าวล่วงเกินท่านเช่นนี้”
มู่เหมียนรับคำขอโทษจากเขาก่อนจะยิ้มเบาๆ ออกมาแล้วกล่าวต่ออย่างไม่คิดติดใจเอาความอะไร
“ไม่เป็นไรขอรับ ข้าชินแล้วคนอื่นๆ เขาก็กล่าวว่าข้ามีใบหน้าเหมือนสตรีอย่างที่ผู้ติดตามท่านกล่าวมาเช่นกัน”
“ขอบใจท่านที่ไม่ถือสาเอาความ”
“แล้วว่าแต่ที่ท่านตามข้ามาที่นี่มีเรื่องอะไรเช่นนั้นหรือ?”
มู่เหมียนกล่าวถามออกมาเช่นนั้นทำให้บุรุษผู้นั้นถึงกับหน้าแดงขึ้นมาพลางหลบหลีกสายตาเล็กน้อยก่อนจะกล่าวตอบด้วยน้ำเสียงตะกุกตะกักอ้ำอึ้งราวกับกำลังเขินอาย
“อะ…เอ่อข้าแค่…”
“อะไรหรือ?”
“ข้าแค่…อยากรู้จักท่าน”
“อยากรู้จักข้า?”
มู่เหมียนได้ยินเช่นนั้นถึงกับทำสีหน้างงงวยปนอึ้งในใจขึ้นมาทันทีกับคำกล่าวของบุรุษผู้นั้น
เพราะอะไรเขาถึงได้อยากรู้จักตนกัน...
