บทที่ 5 ฮองเฮายังไม่รู้
บทที่ 5 ฮองเฮายังไม่รู้
เงาที่ทอดผ่านช่องใต้ประตูหยุดนิ่ง
เซียวจิ่งเหยียนกับหลินเยว่สบตากัน ภายในตำหนักเงียบจนได้ยินเสียงลมหายใจของอีกฝ่าย
“พระสนมเพคะ” เสียงนางกำนัลดังมาจากด้านนอก “ฮองเฮาเสด็จถึงตำหนักของพระสนมแล้วเพคะ”
หลินเยว่ผ่อนลมหายใจ อย่างน้อยเซี่ยหลันก็ไม่ได้ยืนอยู่หลังประตูบานนี้
“พระองค์ต้องรีบไป” นางกระซิบ “อย่าให้นางรอนาน”
“แล้วเจ้าล่ะ?”
“หม่อมฉันจะออกทางหลังตำหนัก กลับไปฝ่ายหน้าก่อน”
เซียวจิ่งเหยียนกำลังจะเปิดประตู หลินเยว่รีบคว้าแขนเสื้อเขาไว้
“จำไว้นะเพคะ พระองค์เป็นสนม ต้องถวายพระพร เรียกตัวเองว่าหม่อมฉัน และห้ามออกคำสั่ง”
“ข้ารู้”
“ห้ามเรียกฮองเฮาว่า ‘เจ้า’ ด้วย”
เขาหันมองนางทันที “ข้าไม่เลินเล่อถึงเพียงนั้น”
“เมื่อครู่พระองค์ยังคิดจะสั่งลงโทษหม่อมฉันอยู่เลย ทั้งที่ตอนนี้ไม่มีอำนาจสั่งใครแล้ว”
เซียวจิ่งเหยียนนิ่งไป ก่อนดึงแขนเสื้อคืน
“หลินเยว่”
“เพคะ?”
“หากข้ารอดจากฮองเฮามาได้ เจ้าจะต้องระวังโทษของตัวเองไว้”
หลินเยว่ยิ้ม “เห็นหรือไม่เพคะ พระองค์ลืมตัวอีกแล้ว”
เขาไม่ตอบ รีบออกจากตำหนักไปทันที
เมื่อเซียวจิ่งเหยียนมาถึงด้านหน้าตำหนักของหลินเยว่ เซี่ยหลันกำลังนั่งรออยู่ในโถงรับรอง สวมชุดสีแดงเข้มปักลายหงส์ ใบหน้างดงามสงบนิ่ง ไม่เหลือเค้าของสตรีที่เคยยืนอยู่ข้างเซียวจิ่งเหวินในคืนกบฏ
ภาพจากชาติแรกผุดขึ้นในความทรงจำ เลือดบนพื้นท้องพระโรง กองทหารที่หันอาวุธเข้าหาเขา และรอยยิ้มเย็นชาของสตรีตรงหน้า
“พระสนม?”
เสียงเรียกทำให้เซียวจิ่งเหยียนได้สติ
เขาก้าวเข้าไปตามปกติ ก่อนชะงักเมื่อนึกขึ้นได้ว่าตนไม่ใช่ฮ่องเต้แล้ว เซียวจิ่งเหยียนจำต้องยอบกายลงอย่างแข็งทื่อ
“ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ”
คำสุดท้ายฝืดคอจนแทบเอ่ยไม่ออก
เซี่ยหลันมองเขาอย่างพิจารณา “ลุกขึ้นเถิด”
“ขอบพระทัยเพคะ”
“ข้ามาโดยไม่บอกล่วงหน้า ทำให้เจ้าตกใจหรือ?”
“เหตุใดเจ้า...”
เซียวจิ่งเหยียนหยุดคำได้ทัน ทั้งห้องเงียบลง เหล่านางกำนัลก้มหน้าต่ำกว่าเดิม ส่วนเซี่ยหลันหรี่ตาเล็กน้อย
เขารีบกล่าวต่อ “หม่อมฉันหมายถึง เหตุใดฮองเฮาจึงต้องเกรงว่าจะรบกวนด้วยเพคะ พระองค์เสด็จมาเยี่ยม หม่อมฉันย่อมยินดี”
เซี่ยหลันมองเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนคลี่ยิ้ม
“วันนี้เจ้าพูดจาแปลกไป”
“เมื่อคืนหม่อมฉันนอนไม่ค่อยหลับเพคะ”
“เช่นนั้นหรือ”
นางผายมือไปยังเก้าอี้ด้านข้าง เซียวจิ่งเหยียนจึงนั่งลง นางกำนัลยกน้ำชามาวางตรงหน้า กลิ่นดอกไม้หอมหวานลอยขึ้นจากถ้วย
“ชาหอมหมื่นลี้ที่เจ้าชอบ” เซี่ยหลันกล่าว “เหตุใดไม่ลองชิม?”
เซียวจิ่งเหยียนไม่รู้ว่าหลินเยว่ชอบชาชนิดนี้หรือไม่ เรื่องราวของนางที่เขารู้มีไม่น้อย แต่ล้วนเป็นสิ่งที่นางแสดงต่อหน้าเขา ส่วนชีวิตของนางในฝ่ายใน เขาแทบไม่เคยถามถึง
เขายกถ้วยขึ้นจิบเล็กน้อย “หอมมากเพคะ ขอบพระทัยฮองเฮา”
“ข้านึกว่าเจ้าจะไม่ชอบเสียอีก”
มือที่ถือถ้วยหยุดชะงัก
เซี่ยหลันยิ้มบาง “เมื่อก่อนเจ้าเคยบอกว่ากลิ่นของมันหวานเกินไป”
เห็นได้ชัดว่านางจงใจทดสอบเขา
เซียวจิ่งเหยียนวางถ้วยลงอย่างสงบ “ของที่ฮองเฮาประทาน ต่อให้ไม่ถูกปาก หม่อมฉันก็ไม่ควรเสียมารยาทเพคะ”
“ปากของเจ้ายังตรงเหมือนเดิม”
“หม่อมฉันไม่ถนัดพูดเอาใจผู้ใดอยู่แล้วเพคะ”
คำตอบนั้นทำให้แววสงสัยในดวงตาของเซี่ยหลันจางลงเล็กน้อย
นางยกถ้วยชาของตนขึ้น “ข้าได้ยินว่าช่วงนี้เจ้าส่งอาหารบำรุงไปตำหนักเฉียนชิงบ่อยครั้ง”
“ฝ่าบาททรงงานหนัก หม่อมฉันเพียงเป็นห่วงเพคะ”
“เป็นห่วงย่อมไม่ผิด แต่ผู้ที่อยู่ในวังควรรู้จักฐานะของตนเอง”
น้ำเสียงของเซี่ยหลันยังอ่อนโยน ทว่าถ้อยคำกลับเย็นเยียบ
“ความโปรดปรานของฮ่องเต้ไม่ต่างจากน้ำค้างยามเช้า อยู่ได้ไม่นานก็จางหาย หากยึดถือมากเกินไป ผู้ที่เจ็บปวดจะเป็นเจ้าเอง”
เซียวจิ่งเหยียนนิ่งฟัง ที่ผ่านมาเขาเคยคิดว่าหลินเยว่ใช้ชีวิตอย่างสงบเพราะไม่ชอบแก่งแย่ง เพิ่งเข้าใจในวันนี้ว่า ความสงบนั้นอาจเกิดจากการต้องอดกลั้นต่อถ้อยคำเช่นนี้ครั้งแล้วครั้งเล่า
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ”
“เข้าใจก็ดี” เซี่ยหลันวางถ้วยชา “ฝ่าบาทมีภาระต่อแผ่นดิน ไม่ควรถูกผู้ใดรบกวนด้วยเรื่องเล็กน้อย”
เซียวจิ่งเหยียนเกือบตอบกลับว่าเรื่องของหลินเยว่ไม่เคยเป็นเรื่องเล็กน้อย แต่คำเตือนของนางยังดังก้องอยู่ในหัว
เขาจึงเพียงยิ้ม “หม่อมฉันจะจำไว้เพคะ”
เซี่ยหลันพิจารณาเขาอีกครั้ง ราวกับพยายามมองหา
รอยร้าวบนใบหน้าของหลินเยว่
“จริงสิ ปิ่นหยกขาวที่ข้ามอบให้ เหตุใดวันนี้จึงไม่สวม?”
เซียวจิ่งเหยียนไม่เคยเห็นปิ่นนั้น และไม่รู้ว่าหลินเยว่เก็บไว้ที่ใด
เขาเงียบไปเพียงชั่วอึดใจ ก่อนตอบว่า “หม่อมฉันเก็บรักษาไว้อย่างดีเพคะ”
รอยยิ้มของเซี่ยหลันเปลี่ยนไปเล็กน้อย
“แต่เจ้าเคยส่งมันคืนข้าแล้ว”
หัวใจของเซียวจิ่งเหยียนกระตุก
นี่ไม่ใช่คำถามธรรมดา เซี่ยหลันกำลังวางกับดัก หากเขาแก้ตัวมากเกินไป นางจะยิ่งสงสัย
เขาจึงก้มหน้าลง “หม่อมฉันนึกว่าฮองเฮาหมายถึงปิ่นอีกชิ้น ต้องขอประทานอภัยเพคะ ช่วงนี้หม่อมฉันคงพักผ่อนน้อยเกินไปจริง ๆ”
เซี่ยหลันไม่ตอบทันที ความเงียบทอดยาวอยู่หลายอึดใจ ก่อนนางจะลุกขึ้น
“ถ้าเช่นนั้นก็พักผ่อนให้มาก ข้าคงไม่รบกวนเจ้าแล้ว”
เซียวจิ่งเหยียนลุกตามและยอบกาย “น้อมส่งฮองเฮา
เพคะ”
เขารอจนขบวนของเซี่ยหลันพ้นประตู จึงผ่อนลมหายใจออกช้า ๆ
เพียงการสนทนาไม่กี่ประโยคกลับเหนื่อยยิ่งกว่าการรับมือขุนนางทั้งท้องพระโรง เพราะทุกคำพูด ทุกกิริยา และทุกความทรงจำของร่างนี้อาจกลายเป็นช่องโหว่ได้ทั้งสิ้น
ที่สำคัญ เซี่ยหลันรู้จักชีวิตของหลินเยว่ในบางด้านดีกว่าเขาเสียอีก
นอกตำหนัก เซี่ยหลันเดินไปตามระเบียงโดยมีนางกำนัลคนสนิทตามอยู่เบื้องหลัง
เมื่อพ้นระยะที่ผู้อื่นจะได้ยิน นางจึงหยุดฝีเท้า
“หลินเยว่วันนี้แปลกมาก...”
“ฮองเฮาทรงสงสัยสิ่งใดหรือเพคะ?”
เซี่ยหลันหันกลับไปมองประตูตำหนัก แววตาอ่อนโยนเมื่อครู่หายไปแล้ว
“บอกคนของเราให้จับตาดูสนมผู้นี้ทุกฝีก้าว นางออกจากตำหนักเมื่อใด พบผู้ใด หรือพูดอะไร ข้าต้องรู้ทั้งหมด”
“เพคะ”
เซี่ยหลันก้าวต่อไป แต่คำตอบเรื่องปิ่นหยกยังติดอยู่ในใจ
หลินเยว่อาจดูเหมือนเดิม ทว่าแววตาคู่นั้นเปลี่ยนไปอย่างชัดเจน
สนมผู้นี้กำลังปิดบังสิ่งใดจากนางกันแน่?
