บทที่ 6 ข้าต้องเป็นสนมจริงหรือ
บทที่ 6 ข้าต้องเป็นสนมจริงหรือ
“พระสนม ถึงเวลาแต่งองค์แล้วเพคะ”
เซียวจิ่งเหยียนลืมตาขึ้นพร้อมเสียงเรียกของนางกำนัล เขามองม่านสีอ่อนเหนือเตียงอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนความจริงอันน่าหงุดหงิดจะย้อนกลับมา
เขายังอยู่ในร่างหลินเยว่
ยังเป็นสนมขั้นผิน
และวันนี้ต้องไปถวายพระพรฮองเฮา
เซียวจิ่งเหยียนลุกขึ้นนั่ง นางกำนัลหลายคนเข้ามาพร้อมอ่างน้ำ เครื่องประทินผิว และกล่องเครื่องประดับ พวกนางวางของเรียงเต็มโต๊ะราวกับกำลังเตรียมอาวุธก่อนออกรบ
“เหตุใดต้องใช้มากมายถึงเพียงนี้?”
“พระสนมต้องแต่งองค์ไปถวายพระพรฮองเฮาเพคะ”
“แค่ไปพบเซี่ย...”
เขาหยุดคำทัน ก่อนแก้ใหม่
“แค่ไปถวายพระพรฮองเฮา จำเป็นต้องทำถึงเพียงนี้หรือ?”
นางกำนัลพยักหน้าพร้อมกัน
คนหนึ่งถือแป้ง อีกคนเปิดตลับชาด ส่วนคนที่สามยกกล่องปิ่นมาวางตรงหน้า
เซียวจิ่งเหยียนมองพวกนางอย่างระแวง
“ใช้เพียงสองคน ที่เหลือออกไป”
เหล่านางกำนัลชะงัก
“ยืนทำอะไร?” เขาขมวดคิ้ว “ไม่ได้ยินคำสั่งหรือ?”
พวกนางรีบคุกเข่าลงทันที
“พระสนมโปรดอภัยเพคะ!”
เซียวจิ่งเหยียนนิ่งไป เพิ่งนึกได้ว่าน้ำเสียงเมื่อครู่เหมือนยามสั่งทหารในท้องพระโรงไม่มีผิด
เขายกมือแตะหว่างคิ้ว “ข้าไม่ได้จะลงโทษ ลุกขึ้นเถิด”
พวกนางค่อย ๆ ลุกขึ้น แต่ยังไม่มีใครกล้าขยับ
เซียวจิ่งเหยียนถอนหายใจ “ทำต่อ”
คำสั่งสั้น ๆ ทำให้ทุกคนรีบเข้าประจำที่ นางกำนัลคนหนึ่งแตะแป้งลงบนใบหน้าเขา ขณะที่อีกคนกำลังเลือกสีชาด
“เอาสีอ่อนเพคะ พระสนมจะดูงดงามนุ่มนวล”
“ไม่ต้องทา”
“ไม่ได้เพคะ”
เซียวจิ่งเหยียนหันไปมองนางทันที
นางกำนัลหน้าซีด แต่ยังรวบรวมความกล้ากล่าวต่อ “หากพระสนมไปถวายพระพรโดยไม่แต่งองค์ คนอื่นอาจกล่าวว่าพระสนมไม่ให้เกียรติฮองเฮาเพคะ”
เขาจำต้องหันกลับมานั่งนิ่ง
ไม่นานนัก นางกำนัลก็ยกปิ่นสองอันขึ้นมาให้เลือก
“พระสนมชอบอันใดเพคะ?”
อันหนึ่งทำจากหยกขาวประดับไข่มุก อีกอันเป็นทองคำรูปดอกโบตั๋น ห้อยสายระย้าจนเขามองแล้วรู้สึกหนักศีรษะแทน
“ไม่เอาทั้งสองอัน”
“แต่พระสนมต้องเลือกนะเพคะ”
“เหตุใด?”
“หากเรียบง่ายเกินไป คนจะดูแคลน แต่หากหรูหราเกินไป ฮองเฮาอาจไม่พอพระทัยเพคะ”
เซียวจิ่งเหยียนมองปิ่นทั้งสองอีกครั้ง
แม้แต่การเลือกเครื่องประดับยังต้องคำนึงถึงสายตาผู้อื่น ชีวิตในฝ่ายในมีกฎที่มองไม่เห็นซ่อนอยู่ทุกย่างก้าว เลือกผิดเพียงเล็กน้อยก็อาจกลายเป็นความผิดได้
สุดท้ายเขาชี้ปิ่นหยกขาว
“อันนี้”
“พระสนมทรงเลือกได้เหมาะสมมากเพคะ”
“ข้าเพียงเลือกอันที่เบากว่า”
นางกำนัลเม้มปากกลั้นยิ้ม ก่อนรีบปักปิ่นลงบนมวยผม
เมื่อแต่งองค์เสร็จ เซียวจิ่งเหยียนมองเงาในกระจก หญิงสาวในนั้นงดงามอ่อนหวาน ทว่าสีหน้ากลับเย็นชาราวกับกำลังเตรียมออกว่าราชการ
“พระสนมควรยิ้มสักหน่อยเพคะ”
“ไม่จำเป็น”
“แต่หากทรงทำสีหน้าเช่นนี้...”
“ข้าก็หน้าตาเช่นนี้อยู่แล้ว”
นางกำนัลไม่กล้าบอกว่า ก่อนหน้านี้พระสนมหลินเยว่
ไม่เคยทำหน้าเหมือนพร้อมสั่งประหารผู้ใดตั้งแต่เช้า
ระหว่างเดินไปตำหนักฮองเฮา เซียวจิ่งเหยียนรู้สึกถึงสายตาจากรอบด้าน นางกำนัล ขันที และเหล่าสนมที่พบระหว่างทางต่างหยุดถวายความเคารพ แต่ทันทีที่เขาเดินผ่าน เสียงกระซิบก็ดังตามหลังมา
ข่าวเรื่องฮ่องเต้โปรดหลินเยว่แพร่ไปทั่วฝ่ายในมานานแล้ว
เมื่อมาถึงตำหนักหงส์ เหล่าสนมหลายคนมารออยู่ก่อน เซียวจิ่งเหยียนจำพวกนางได้เพียงบางคน แม้ทั้งหมดจะเป็นสตรีในวังหลังของเขา แต่ที่ผ่านมาเขาแทบไม่เคยสนใจการแก่งแย่งระหว่างพวกนาง
วันนี้เขากลับต้องนั่งอยู่ท่ามกลางมันด้วยตนเอง
สนมผู้หนึ่งในชุดสีม่วงมองเขาตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนยิ้มบาง
“พระสนมหลินมาสายกว่าทุกวัน หรือเมื่อคืนมัวแต่รอ
ฝ่าบาทจนพักผ่อนไม่เพียงพอ?”
เสียงหัวเราะเบา ๆ ดังขึ้นรอบห้อง
เซียวจิ่งเหยียนปรายตามอง “เรื่องการพักผ่อนของข้าเกี่ยวข้องกับเจ้าด้วยหรือ?”
รอยยิ้มของอีกฝ่ายแข็งค้าง
“ข้าเพียงเป็นห่วง”
“เช่นนั้นก็เก็บความห่วงใยไว้ใช้กับตัวเองเถิด”
บรรยากาศรอบตัวเงียบลงทันที
หากเป็นหลินเยว่ นางอาจพูดตรงเช่นกัน แต่คงไม่ใช้น้ำเสียงเย็นชาจนผู้ฟังตัวแข็งเช่นนี้
สนมอีกคนรีบเข้ามาช่วย “พระสนมหลินคงยังอารมณ์
ไม่ดีจากเรื่องเมื่อวาน ทุกคนอย่าถือสาเลย”
“ข้าอารมณ์ไม่ดีเรื่องใด?”
“ได้ยินว่าฮองเฮาเสด็จไปตักเตือนถึงตำหนัก”
คำว่า ตักเตือน ถูกเน้นอย่างจงใจ
เซียวจิ่งเหยียนกำลังจะตอบ เสียงประกาศจากหน้าประตูก็ดังขึ้น
“ฮองเฮาเสด็จ!”
ทุกคนลุกขึ้นพร้อมกัน เซียวจิ่งเหยียนช้ากว่าผู้อื่นเพียงครึ่งก้าว เพราะร่างกายยังเคยชินกับการเป็นผู้ที่คนทั้งห้องต้องถวายพระพร
เซี่ยหลันเดินมานั่งบนที่ประธาน
“ถวายพระพรฮองเฮาเพคะ”
เหล่าสนมยอบกายลงอย่างพร้อมเพรียง เซียวจิ่งเหยียนจำต้องทำตาม แม้หัวเข่าจะแข็งจนแทบไม่ยอมงอ
“ลุกขึ้นเถิด”
หลังทุกคนนั่งลง การสนทนาเต็มไปด้วยถ้อยคำอ่อนหวาน ซึ่งซ่อนการเหน็บแนม แต่ละคนพูดถึงเสื้อผ้า เครื่องประดับ และความโปรดปรานของฮ่องเต้ ราวกับสิ่งเหล่านี้เป็นเรื่องสำคัญที่สุดในชีวิต
เซียวจิ่งเหยียนฟังอยู่เงียบ ๆ จนสนมชุดสีม่วงยกถ้วยชาขึ้นแล้วแสร้งทำหลุดมือ
น้ำชาสาดถูกชายกระโปรงของเขา
“ตายจริง!” นางอุทาน “ข้าซุ่มซ่ามเอง พระสนมหลินคงไม่ถือสากระมัง?”
เซียวจิ่งเหยียนมองรอยเปียก ก่อนเงยหน้าขึ้น
“คุกเข่า”
อีกฝ่ายชะงัก “อะไรนะ?”
“ข้าสั่งให้เจ้าคุก...”
เขาหยุดคำกะทันหัน
ไม่มีผู้ใดในห้องขยับ นางกำนัลต่างหลบตา ส่วนเหล่าสนมมองเขาด้วยสีหน้าประหลาด
เซียวจิ่งเหยียนเพิ่งตระหนักว่า ที่นี่ไม่ใช่ท้องพระโรง และเขาไม่มีอำนาจลงโทษผู้ใด
เซี่ยหลันวางถ้วยชาลง “เป็นเพียงอุบัติเหตุ พระสนมหลินอย่าทำเรื่องเล็กให้เป็นเรื่องใหญ่เลย”
เขากำมืออยู่ใต้แขนเสื้อ ก่อนคลายออกช้า ๆ
“หม่อมฉันเข้าใจแล้วเพคะ”
เสียงหัวเราะแผ่วเบาดังขึ้นอีกครั้ง เซียวจิ่งเหยียนไม่เคยต้องอดทนต่อการหยามเกียรติเช่นนี้ แต่วันนี้แม้รู้ว่าอีกฝ่ายจงใจ เขาก็ทำอะไรไม่ได้
ระหว่างเดินกลับตำหนัก เขามองชายกระโปรงที่ยังเปียกอยู่ แล้วนึกถึงหลินเยว่
นางเคยเผชิญเหตุการณ์เช่นนี้มากี่ครั้ง?
ทุกครั้งที่นางมาพบเขาด้วยใบหน้ายิ้มแย้ม ก่อนหน้านั้นนางต้องคุกเข่า ต้องอดทน หรือถูกผู้ใดดูแคลนมาบ้าง?
เขาไม่เคยถาม
คืนนั้น หลังอาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้า เซียวจิ่งเหยียนให้นางกำนัลทั้งหมดออกไปพัก เหลือเพียงตะเกียงดวงหนึ่งส่องอยู่ข้างเตียง
บนโต๊ะมีชาร้อนวางไว้ตามปกติ
เขาหยิบหนังสือขึ้นอ่านโดยไม่ทันสังเกตว่า ประตูด้านข้างปิดไม่สนิท เงาร่างหนึ่งเคลื่อนผ่านม่านอย่างเงียบเชียบ
มือซึ่งซ่อนอยู่ในแขนเสื้อยื่นออกมาเหนือกาน้ำชา
ผงสีขาวละเอียดร่วงลงไป ก่อนละลายหายโดยไม่ทิ้งร่องรอย
เงาร่างนั้นจากไปอย่างรวดเร็ว
ครู่ต่อมา เซียวจิ่งเหยียนวางหนังสือลงและรินชาใส่ถ้วย เขายกมันขึ้นใกล้ริมฝีปาก แต่กลิ่นขมจาง ๆ ซึ่งปะปนอยู่ใต้กลิ่นใบชาทำให้มือชะงัก
กลิ่นนี้คุ้นเคยอย่างน่าประหลาด
เหมือนกลิ่นที่ติดอยู่ในลมหายใจก่อนเขาจะกระอักเลือดในชาติแรกไม่มีผิด
เซียวจิ่งเหยียนจ้องน้ำชาในถ้วย แววตาค่อย ๆ เย็นลง
เหตุใดพิษซึ่งควรปรากฏในอีกสามเดือนข้างหน้า...
จึงถูกส่งมาถึงตำหนักหลินเยว่ตั้งแต่คืนนี้?
