ตอนที่ 4 ม้วนกระดาษ
“พี่ใหญ่วันนี้ก็จะออกไปค่ายทหารหรือ”
“พี่ใหญ่ของเจ้าไปค่ายทหารทุกวันน้องสาวอย่างเจ้าพึ่งจะมาสนใจหรือ?”
เยว่ซินหลานยิ้มแห้งให้คำพูดประชดประชันของพี่ใหญ่ มือเรียวสวยยกขึ้นเกาท้ายทอยแก้เขินก้าวขาเข้ามาใกล้ “โถ่ พี่ใหญ่ข้ารู้ว่าเมื่อก่อนทำเรื่องไม่ดีเอาไว้มาก แต่ตอนนี้ข้าก็กำลังพยายามปรับตัวอยู่พี่ใหญ่อย่างท่านไม่คิดให้โอกาสน้องสาวคนนี้หน่อยหรือ?” พูดพลางยื่นมือออกมากำแขนพี่ชายส่ายไปมา เงยหน้าฉีกยิ้มกว้างสายตาออดอ้อน
“คิดจะทำอะไร”
เมื่อไม่ได้ผลเยว่ซินหลานจึงเก็บรอยยิ้มของตนกลับมา ปล่อยมือจากชายแขนเสื้อ “พี่ใหญ่พาข้าออกไปด้วยคนสิ ข้าอยากไปเดินดูตลาดข้างนอกเสียหน่อย”
เยว่ซินเจ่าจ้องมองน้องสาวนิ่ง ถึงจะเห็นมากับตาแล้วว่าสองสามวันมานี้น้องสาวทำตัวดีขึ้นมาก แต่กระนั้นชายหนุ่มก็ยังอดรู้สึกประหลาดใจทุกครั้งหลังได้เห็น ได้ฟังคำพูดราวกับขออนุญาตจากนางไม่ได้
หลายวันมานี้เยว่ซินหลานไม่เพียงทำตัวว่าง่าย แต่ยังไม่ออกไปตามตอแยหลิวซือดั่งคำพูดที่ได้ลั่นเอาไว้
ถึงกระนั้นเยว่ซินเจ่าก็ยังไม่อาจวางใจน้องสาวได้เต็มสิบส่วน ชายหนุ่มยังคงวางน้องสาวไว้ในตำแหน่งรอการพิจารณาอยู่เหมือนเดิม
“ข้าไปทำงานไม่ได้ไปเที่ยวเล่น หากอยากออกไปเที่ยวเล่นก็ไปกับบ่าว”
“แต่ข้าอยากไปกับพี่ใหญ่ พี่ใหญ่ท่านพาข้าไปค่ายทหารกับท่านไม่ได้หรือ”
“เหลวไหล! ค่ายทหารหาใช่สถานที่ที่ใครอยากจะไปก็ไปได้ มีเพียงคนเกี่ยวข้องเท่านั้น เจ้าที่ไม่มีส่วนเกี่ยวข้องกับค่ายทหารจะไปให้ได้อะไรขึ้นมา”
เยว่ซินหลานมุ่ยปาก รู้อยู่หรอกว่าเข้าไม่ได้แต่ก็ไม่เห็นจะต้องทำเสียงดุขนาดนี้เลย
การที่เยว่ซินหลานอยากไปค่ายทหารมีสาเหตุอยู่ ก่อนย้อนเวลากลับมานางจำได้ว่าหลังจากนี้อีกไม่นานกองทัพจะเกิดเรื่องฮือฮาขึ้นและนั่นคือจุดเริ่มต้นที่ทำให้หลิวซือและคนในดวงใจของเขาได้พบรักกัน
หลิวซือชอบสตรีที่ช่วยให้เขามีหน้ามีตาและมีชื่อเสียง ส่วนเจียงลี่ถิงก็ชื่นชอบผู้ชายที่ทำให้นางกลายเป็นหญิงสาวผู้น่าอิจฉา
นางต้องขัดขวางเรื่องนั้นให้ได้ ไม่ว่าอย่างไรชื่อเสียงนี้จะต้องเป็นของตระกูลเยว่ นางจะไม่ยอมให้เจียงลี่ถิงก้าวเข้ามาทำร้ายครอบครัวของนางเหมือนเช่นอดีต
เมื่อไม่อาจไปค่ายทหารได้ตามที่หวัง เยว่ซือหลานจึงหยิบบางอย่างยื่นให้พี่ใหญ่
“ในเมื่อพี่ใหญ่ไม่ให้ข้าไป ข้าก็ขอมอบบางอย่างให้ท่าน หวังว่าพี่ใหญ่จะมอบสิ่งนี้ให้กับแม่ทัพใหญ่หวังเทียนหมิงด้วยนะเจ้าคะ หากเขาได้ดูจะต้องเข้าใจสิ่งที่เขียนอยู่ข้างในเป็นแน่”
หวังเทียนหมิงขึ้นชื่อเรื่องฉลาดหลักแหลมถึงจะไม่มีคนอธิบายแค่ดูภาพวาดจะต้องเข้าใจเป็นแน่
ต้องขอบคุณที่นางชื่นชอบการวาดภาพเขียนพู่กัน ถึงเริ่มแรกจะทำไปเพราะหลิวซือชอบสตรีลายมือสวยและวาดภาพได้งดงามแต่พอได้ทำนานไปก็เริ่มชื่นชอบขึ้นมา และตอนนี้ความพยายามที่ผ่านมาก็ไม่สูญเปล่า นางได้เอามาใช้ประโยชน์แล้ว
เยว่ซินเจ่ารับม้วนกระดาษมาด้วยสีหน้าสงสัย “เจ้าไปรู้จักหวังเทียนหมิงตั้งแต่เมื่อใด”
เยว่ซินหลานหุบยิ้ม
ลืมไปเลยว่าในชาตินี้ตนยังไม่เคยเห็นหน้าอีกฝ่าย ส่วนชาติก่อนได้พบกันเพียงไม่กี่ครั้งเพราะพี่ชายเป็นคนพามาแนะนำถึงที่บ้าน ไม่ก็พบเห็นเขาบนหลังอาชายามเดินทางออกไปสู้รบกับต่างแดน
เยว่ซินหลานถูกถามกะทันหันฉีกยิ้มแห้งให้พี่ใหญ่ ดันมืออีกฝ่ายออกห่าง “พี่ใหญ่เรื่องนั้นถือเป็นความลับสวรรค์ไม่อาจแพร่งพรายให้คนนอกรู้ได้ พี่ใหญ่แค่เอาม้วนกระดาษไปมอบให้แม่ทัพใหญ่ก็พอ...อ๋อ ที่สำคัญหากอีกฝ่ายถามถึงที่มาให้บอกว่าเทวดามาเข้าฝันให้พี่ใหญ่วาดขึ้นมานะเจ้าคะ”
“....”
“อย่ามัวแต่มองข้าด้วยสีหน้าเช่นนั้นเลยเจ้าค่ะรีบ ๆ ออกไปทำงานได้แล้ว ขืนมัวชักช้าจะเสียการงานเอานะเจ้าคะ” เยว่ซินหลานดันเยว่ซินเจ่าออกจากประตูบ้าน โบกมือให้อีกฝ่ายแล้วปิดประตูไม่ปล่อยโอกาสให้เขาได้เอ่ยถามมากกว่านี้
เยว่ซินหลานไล่พี่ใหญ่ออกไปได้แล้วหันหลังพิงประตูบานใหญ่ เงยหน้ามองท้องฟ้าสดใส แล้วถอนหายใจยาวออกมา
“หวังว่าจะผ่านไปได้ด้วยดีนะ”
ฝั่งเยว่ซินเจ่ายืนนิ่งมองบานประตูปิดสนิท นัยน์ตาฉายแววสงสัยและไม่เข้าใจ ก้มหน้ามองม้วนกระดาษในมือ
เขาไม่ได้คลี่กระดาษเปิดออก แต่เลือกเก็บม้วนกระดาษเข้าแขนเสื้อ ก้าวขึ้นรถม้ามุ่งหน้าสู่ค่ายทหาร
ครั้งนี้ตนจะลองเชื่อใจน้องสาวดูสักครั้ง
.
.
“อะไรหรือ?” หวังเทียนหมิงมองม้วนกระดาษในมือสหาย
“เปิดดูสิ”
แม่ทัพหนุ่มหยิบม้วนกระดาษมาเปิดดูอย่างสงสัย แต่หลังได้เห็นสิ่งที่เขียนอยู่บนกระดาษดวงตาสีรัตติกาลถึงกับสั่นระริก หัวใจสั่นสะท้านอย่างไม่อาจห้ามได้ น้ำเสียงยามเอ่ยออกมาสั่นไหวแตกต่างจากยามปกติอย่างชัดเจน “เจ้า...ไปได้ม้วนกระดาษนี้มาจากที่ใด”
เยว่ซินเจ่ามองสีหน้าตื่นตกใจของเขา “อะไรหรือ? หรือม้วนกระดาษมีปัญหา?”
เขาไม่ตอบคำถาม แต่เลือกเอ่ยถามแทน ในใจรู้สึกไม่ชอบมาพากล
ม้วนกระดาษนี้คงไม่ได้เขียนเรื่องไม่ถูกไม่ควรเอาไว้หรอกใช่ไหม? หากใช่ตนคงต้องรีบหาข้ออ้างปฏิเสธทุกอย่างเสียแล้ว
จะปล่อยให้หวังเทียนหมิงคาดคั้นเอาคำตอบไม่ได้ ถึงจะต้องผิดใจกับสหายแต่ก็ต้องปกป้องน้องสาวเอาไว้ให้ได้
“ทำหน้าหนักใจอะไรของเจ้า หรือเจ้ายังไม่ได้ดูภาพวาดในนี้”
“ภาพวาด?” เยว่ซินเจ่าก้าวมาหยุดข้างกายก้มหน้ามองภาพวาดในมือ
ทันใดนั้นนัยน์ตาชายหนุ่มพลันขยายขึ้นอย่างชัดเจน สองมือสั่นเทายกขึ้นสัมผัสเบา ๆ “สิ่งนี้”
“หากสิ่งนี้สามารถสร้างขึ้นมาได้ตามภาพวาดแผ่นนี้ละก็ อำนาจของกองทัพจะยกระดับขึ้นมาก ไม่ต้องหวาดกลัวการรุกรานจากเพื่อนบ้านแถบชายแดนแล้ว” น้ำเสียงหวังเทียนหมิงตื่นเต้นดีใจจนอดไม่อยู่ เขาไม่คิดเลยว่าจะมีคนสามารถคิดค้นสิ่งประดิษฐ์แสนร้ายกาจเช่นนี้ออกมาได้
“ซินเจ่าเจ้าไปได้ม้วนกระดาษนี้มาจากที่ใด แล้วคนที่ให้ม้วนกระดาษแผ่นนี้อยู่ที่ไหน ข้าเชื่อว่าม้วนกระดาษแผ่นนี้ไม่ใช่เจ้าที่วาดขึ้นมาแน่ ๆ”
เยว่ซินเจ่าเผยสีหน้าหนักใจ ตนควรทำตามคำพูดน้องสาวหรือบอกความจริงสหายออกไปตรง ๆ ดี
หวังเทียนหมิงขึ้นชื่อเรื่องความเที่ยงตรง ยึดหลักคุณธรรม หลังรู้ว่าใครเป็นคนมอบผลประโยชน์มหาศาลนี้ให้แก่กองทัพ จะต้องถือเป็นบุญคุณอย่างมาก
หลังจากนี้หากเกิดเรื่องใดขึ้นกับเยว่ซินหลาน อีกฝ่ายย่อมต้องออกตัวช่วยปกป้องสักครั้ง
เมื่อคิดถึงนิสัยใจคอของสหายผู้นี้ ชายหนุ่มจึงเลือกจะพูดความจริง
หวังเทียนหมิงไม่มีทางคิดร้ายต่อน้องสาวเขาแน่นอน พูดออกไปตรง ๆ ก็คงไม่เป็นไร
“ซินเจ่าอย่าเอาแต่เงียบแล้วมองหน้าข้า รีบบอกมาใครเป็นคนมอบม้วนกระดาษนี้ให้เจ้า”
เยว่ซินเจ่าจ้องหน้าสหายเอ่ยเสียงเรียบแฝงไปด้วยความหนักแน่น “เยว่ซินหลานน้องสาวข้าเป็นคนมอบให้”
“....ซินหลานหรือ?” หวังเทียนหมิงเอ่ยทวนคำพูดเขาอย่างเหม่อลอย มองสหายพยักหน้ายืนยัน
ชายหนุ่มก้มหน้ามองม้วนกระดาษในมืออีกครั้ง เขาวางมือลงบนเส้นโครงร่างของภาพวาดแผ่วเบาราวกับกำลังสัมผัสสิ่งของล้ำค่าก็มิปาน
ขยับปากพึมพำทวนชื่อเยว่ซินหลานเบา ๆ
แม้สีหน้าจะยังเรียบเฉย ทว่าหัวใจรู้สึกเช่นไรนั้นมีเพียงเขาเท่านั้นที่รู้
