ตอนที่ 5 ความสามารถของเจ้าข้าขอละนะ
เยว่ซินหลานส่งพี่ชายออกไปแล้วก้าวเข้ามาในบ้าน ครั้นเห็นมารดาออกมาเดินเล่นพอดีจึงเดินเข้าไปทักทายด้วยรอยยิ้มสดใส
“ท่านแม่ออกมาเดินเล่นอีกแล้วหรือเจ้าคะ”
“หลานเอ๋อร์หรือลูกเหตุใดวันนี้ถึงตื่นเช้านัก คงไม่ใช่แอบออกไปเที่ยวเล่นข้างนอกมาใช่ไหม” พูดไปก็จ้องหน้าบุตรสาวไปด้วย
เยว่ซินหลานเห็นการแสดงออกอย่างชัดเจนบนใบหน้าที่กำลังเอ่ยถามด้วยสายตาว่า ลูกคงไม่ได้ออกไปหาคุณชายหลิวมาใช่ไหม ของมารดา ก็หลุดขำออกมาทันที
“ท่านแม่สีหน้าท่านแสดงออกมาหมดแล้วนะเจ้าคะ ลูกแค่ตื่นเช้าไม่ได้ออกไปหาใครที่ไหน ก็แค่มีเรื่องไหว้วานให้พี่ใหญ่ช่วยนิดหน่อยเท่านั้นเอง”
คนถูกจับได้ยิ้มแห้ง “อย่างนั้นเองหรือ ไม่ได้ออกไปหาคุณชายหลิวก็ดีแล้ว ว่าแต่หลังจากนี้ลูกคิดจะไปไหนหรือไม่? ไม่ใช่ว่าแม่ไม่อนุญาตให้ลูกออกไปเที่ยวเล่นข้างนอก ขอแค่การออกไปของลูกไม่ใช่เพื่อไปใกล้ชิดกับคุณชายหลิวไม่ว่าลูกอยากทำอะไรสามารถทำตามใจได้เลย”
“ลูกรู้แล้วเจ้าค่ะ หลังจากนี้ลูกจะทำให้ท่านแม่เห็นเองว่าลูกตัดใจจากคุณชายหลิวได้แล้วจริง ๆ”
“ดีแล้ว ๆ แค่ลูกคิดได้ก็ดีแล้ว”
เยว่ซินหลานยิ้มกว้างเดินเล่นเป็นเพื่อนมารดาต่อสักพักก่อนเอ่ยขอตัว “ท่านแม่ลูกขอตัวเข้าห้องก่อนนะเจ้าคะ พอดีมีเรื่องต้องทำนิดหน่อยไว้พี่ใหญ่ใกล้เลิกงานแล้วลูกจะออกไปเดินเล่นจะได้ไปรับพี่ใหญ่ด้วย”
“ได้สิ หากขาดเหลืออะไรให้มาบอกแม่ ส่วนเรื่องเงิน” เหมยจวิ้นหยิบถุงเงินยัดใส่มือบุตรสาว “ไม่พอค่อยมาขอกับแม่ใหม่ อย่าลืมว่าห้ามนำไปใช้กับคุณชายหลิวเด็ดขาด!”
เยว่ซินหลานแสร้งทำเป็นกลัวคำขู่ของมารดา ยื่นมือออกไปรับถุงเงินมากุมไว้ “ท่านแม่ไม่ต้องกังวลนะเจ้าคะ ลูก ลูก..จะไม่ทำให้ผิดหวัง”
ดวงตาของมารดาเห็นแล้วหัวใจพลันอ่อนยวบ ยกนิ้วขึ้นดีดหน้าผากเบา ๆ “เด็กคนนี้นับวันจะยิ่งซุกซน” ก่อนจะเอ่ยขึ้นมาอีกประโยค “ลูกไปเถิด แม่ยังอยากเดินเล่นอีกสักหน่อย พอใจแล้วจะไปจัดการบัญชีของจวน”
เยว่ซินหลานฉีกยิ้มให้มารดาส่งท้ายก่อนผละออกมา
หญิงสาวชั่งน้ำหนักถุงเงินในมือขณะเดินกลับห้องของตน
ท่านแม่นี่ใจป้ำจริง ๆ เงินในถุงนี้คงมีอย่างน้อยยี่สิบตำลึง เงินมากขนาดนี้พอให้ครอบครัวธรรมดาใช้ชีวิตสบาย ๆ ไปได้หลายปีเลย
หากเป็นเมื่อก่อนนางคงรีบนำเงินที่ได้ไปซื้อของปรนเปรอหลิวซือ แต่ตอนนี้นอกจากจะไม่รีบนำเงินไปเอาใจชายหนุ่มแล้วเยว่ซินหลานยังคิดหาเงินเข้าตระกูลอีกด้วย
พอนึกถึงเรื่องหาเงินแล้ว เรื่องนี้ต้องขอบใจนิสัยอิจฉาริษยาของตนในชาติก่อน ครั้งนี้เยว่ซินหลานควักเงินออกมาจ้างสายสืบคอยติดตามขุดคุ้ยทุกอย่างเกี่ยวกับเจียงลี่ถิง หญิงสาวถึงได้รู้ความลับหลาย ๆ อย่างของอีกฝ่าย
ความรู้ความสามารถของเจียงลี่ถิงที่ใช้พิชิตใจหลิวซือชาติก่อน ไม่ว่าจะเป็นการหาชื่อเสียงให้กับตนหรือการช่วยเหลือชายหนุ่มหาเงินเข้าตระกูล เรื่องดี ๆ เหล่านั้นชาตินี้เยว่ซินหลานจะขอเป็นคนรับไปก็แล้วกัน
ในเมื่อตอนนี้ตนได้เปรียบอีกฝ่ายในหลาย ๆ เรื่องไม่ว่าจะฐานะหรือกำลังคน
เดินหมากก่อนถึงเวลาที่อีกฝ่ายคิดจะลงมือ อย่างไรคนทำก่อนย่อมได้เปรียบ
ถึงจะรู้สึกผิดที่คิดเอาความรู้ของผู้อื่นมาหากิน แต่ใครใช้ให้คนอื่นที่ว่าช่วยเหลือหลิวซือจนประสบความสำเร็จอย่างยิ่งใหญ่ เช่นนั้นแล้วการหยิบยืมเล็ก ๆ น้อย ๆ นี่ถือเป็นคำขอโทษจากอีกฝ่ายก็แล้วกัน
คิดมาถึงตรงนี้เยว่ซินหลานพลันฉุกคิดบางอย่างขึ้นมาได้อีกครั้ง
เจียงลี่ถิงเป็นเพียงหญิงสาวชาวบ้านธรรมดาเหตุใดนางถึงมีความรู้มากมายขนาดนั้น ซึ่งเมื่อมองจากพื้นเพครอบครัวแล้ว ด้วยความสามารถในการหาเงินไม่กี่สิบเหวินในแต่ละวันไม่มีทางที่พวกเขาจะส่งเสียให้เจียงลี่ถิงมีความสามารถได้มากมายจนเป็นที่น่าอัศจรรย์
แถมความรู้ที่นางมียังเป็นสิ่งที่ไม่เคยมีมากก่อนราวกับว่านางไม่ใช่คนในแคว้นนี้แต่เป็นสิ่งแปลกประหลาดที่จู่ ๆ ก็ปรากฏขึ้นมา
เยว่ซินหลานที่ค่อย ๆ ฉลาดขึ้นคิดเท่าไรก็คิดไม่ออก
“นางคงไม่ได้พึ่งพาคนมีอำนาจจากแคว้นอื่น ปลอมตัวเข้ามาเป็นไส้ศึกในแคว้นถังหรอกใช่ไหม?” แต่หากจะบอกว่าเป็นไส้ศึกยามแคว้นถังเกิดสงครามเยว่ซินหลานก็ไม่เคยได้ยินข่าวเกี่ยวกับอาวุธที่เหมือนกับของแคว้นถังจากแคว้นอื่น ๆ เลย
“โอ๊ยยย!! ไม่คิดแล้ว” หญิงสาวขยี้ศีรษะอย่างแรงจนผมเผ้ากระเซอะกระเซิง ทิ้งตัวลงนอนอย่างหัวเสีย
ในเมื่อคิดไม่ออกก็ไม่คิดแล้ว ถึงจะไม่รู้แน่ชัดว่านางได้ความรู้มากมายนี้มาจากที่ใด แต่ตอนนี้ใครนำมันออกมาก่อนย่อมถือเป็นความรู้ของคนคนนั้น
เจียงลี่ถิงความรู้มากมายที่เจ้าแสดงให้คนในแคว้นตกตะลึง ชาตินี้ข้าขอนำมาใช้งานก็แล้วกันนะ
มุมปากเยว่ซินหลานเผยความเจ้าเล่ห์เด้งตัวลุกขึ้นจากเตียง ก้าวไปยังมุมหนึ่งของห้องซึ่งมีโต๊ะเตี้ยวางเอาไว้ บนโต๊ะเต็มไปด้วยสี่สิ่งล้ำค่าในห้องหนังสือซึ่งไม่เหมาะกับห้องสตรีที่ควรจะเป็น
เยว่ซินหลานนั่งลงด้านหลังโต๊ะตัวเตี้ย หยิบกระดาษแผ่นหนึ่งออกมากางบนโต๊ะ เริ่มวาดพู่กันขีดเขียนสิ่งที่ต้องการออกมา
ปลายพู่กันพลิ้วไหวดุจสายน้ำไหลผ่านไปตามสายลำธาร ฝ่ามือเรียวยาวขยับวาดเขียนอย่างอ่อนช้อย นัยน์ตาสดใสมีชีวิตชีวาจดจ้องเส้นสีดำที่ค่อย ๆ ปรากฏเป็นโครงร่างตามต้องการ
แสงแดดอ่อนสาดส่องเข้ามาตกกระทบใบหน้า สะท้อนผิวขาวสีน้ำนมให้เปล่งประกายงดงาม เมื่อรวมเข้ากับนัยน์ตาจดจ่อแน่วแน่ ริมฝีปากสีชมพูเปล่งปลั่ง แก้มขาวเนียนละเอียด ไหนจะผมสีน้ำหมึกยาวสลวยปกคลุมแผ่นหลังเหยียดตรง
เยว่ซินหลานในยามนี้หากใครได้มองมาคงมิอาจละสายตาหนีห่าง
ตัวนางที่ปล่อยวางแล้วซึ่งความยึดติดที่มีต่อบุรุษผู้หนึ่ง ตั้งหน้าตั้งตาใช้ชีวิตให้ดี แววตาไร้ซึ่งความคิดริษยาช่างให้ความรู้สึกไม่ต่างจาก หนอนผีเสื้อหลุดออกจากไข่ สยายปีกโอ้อวดความงดงาม
หลังหมกมุ่นอยู่กับแผ่นกระดาษถึงหนึ่งชั่วยาม เสียกระดาษไปหลายแผ่นในที่สุดเยว่ซินหลานก็ขีดเขียนสิ่งที่ต้องการออกมาได้ทั้งหมด หญิงสาวรอให้หมึกแห้งก่อนจะม้วนกระดาษมาถือไว้ มองเวลาข้างนอก
ยังเหลือเวลาอีกมากกว่าพี่ใหญ่จะกลับจากค่ายทหาร ก่อนถึงตอนนั้นตนขอนอนเอาแรงก่อนดีกว่า ก้ม ๆ เงย ๆ เขียนอยู่ตั้งนาน ปวดมือปวดหลังไปหมดแล้ว
เยว่ซินหลานขยับตัวบิดขี้เกียจไล่ความเมื่อยล้า ลุกขึ้นเดินมาหย่อนตัวนอนลงบนเตียงก่อนจะหลับใหลไปในเวลาต่อมา
