ตอนที่ 3 อยากสบายต้องห้ามเข้าใกล้ตัวเอก
มื้ออาหารจบไปอย่างเรียบง่ายท่ามกลางอาการงุนงงไม่เข้าใจของคนทั้งสาม
เยว่ซินเจ่ามองน้องสาวที่วันนี้นิสัยแปลกประหลาดกว่าทุกวันด้วยสายตาพิจารณา ปกติยามนี้น้องสาวจะออกจากบ้านไปวนเวียนตามติดบุตรชายอัครมหาเสนาบดี ทว่าวันนี้นอกจากจะมานั่งกินข้าวด้วยกันพร้อมหน้าพร้อมตา หลังกินข้าวเสร็จนางยังไม่มีทีท่าจะลุกไปไหน
“พี่ใหญ่เหตุใดถึงมองข้าด้วยสายตาเช่นนั้น” เยว่ซินหลานเอ่ยถามด้วยความสงสัย
พี่ใหญ่ของนางเหตุใดถึงมองมาด้วยสายตาสงสัยหรือบนหน้านางมีอะไรติดอยู่?
มือเรียวสวยยกขึ้นสัมผัสใบหน้าพลางมองหน้าพี่ชายไปด้วย
“เจ้าไม่ออกจากบ้านหรือ”
“ออกจากบ้าน?” หัวคิ้วเรียวขมวดเข้าหากันชั่วครู่ก่อนจะเข้าใจความนัยในคำถาม
“อ๋อ ข้าไม่ออกไปแล้วและจะไม่ไปตามตื๊อคุณชายหลิวด้วย”
“...”
ทั้งสามคนมองเยว่ซินหลานอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ไม่ไปตามตื๊อแล้ว? นางพูดจริงหรือ
“หลานเอ๋อร์ลูกไม่ได้ไม่สบายตรงไหนใช่ไหม?” เป็นเยว่ซือซานเอ่ยถามพร้อมยกมือสัมผัสหน้าผากบุตรสาว
ตัวก็ไม่ได้ร้อนนี่
“ซินหลานเจ้าไม่ได้เจ็บป่วยใช่ไหม?” เยว่ซินเจ่าเอ่ยถามย้ำ
“พวกท่านเป็นอะไรเนี่ย ข้าไม่ได้ป่วยหรือไม่สบายตรงไหน” หญิงสาวดันมือบิดาออก กวาดตามองคนทั้งสาม “ข้าก็แค่คิดได้แล้วเท่านั้นเอง ตามตื๊อคุณชายหลิวมานานหลายปีขนาดนั้นแต่คนเขาก็ยังไม่สนใจ จนตอนนี้ตัวข้ากลายเป็นหัวข้อซุบซิบสร้างความสนุกสนานให้คนทั้งเมือง ส่งผลให้ชื่อเสียงตระกูลตกต่ำ ทุกอย่างกลายมาเป็นเช่นนี้ข้าควรตาสว่าง ควรพอได้แล้ว” เยว่ซินหลานถอนหายใจยาว ในหัวหวนนึกไปถึงเรื่องราวก่อนหน้า
ทุกอย่างยังคงชัดเจนในความทรงจำและไม่ว่าเวลาจะผ่านไปนานแค่ไหนเยว่ซินหลานก็เชื่อว่าตนจะยังจดจำเหตุการณ์ในวันนั้นได้
เพราะความรักที่ไม่รู้จักขอบเขตของตนจึงนำพาทั้งตระกูลล่มสลาย นางไม่อยากให้ทุกอย่างกลายเป็นเหมือนอดีตที่ผ่านมาอีกแล้ว
ในเมื่อได้โอกาสใช้ชีวิตใหม่ ครั้งนี้นางจะใช้ชีวิตให้ดี หลีกหนีจากตัวเอกของโลกใบนี้ และหาทางทำให้ครอบครัวกลายเป็นบุคคลสำคัญ ถึงขนาดที่ตระกูลอัครมหาเสนาบดีไม่อาจแตะต้องตระกูลเยว่ได้โดยง่าย ครอบครัวของนางจะได้ไม่กลายเป็นที่รองรับอารมณ์ของคนมีอำนาจ
เยว่ซินเจ่ามองพิจารณาท่าทางและคำพูดของน้องสาวเงียบ ๆ แม้จะได้ฟังคำยืนยันจากการกระนั้นชายหนุ่มก็ยังทำใจเชื่อไม่ลง
หญิงสาวมองคนในครอบครัวจ้องมองมาราวกับกำลังจ้องมองสิ่งมีชีวิตแปลกประหลาดก็หาได้กรุ่นโกรธ
เมื่อก่อนตนหลงรักหลิวซือหัวปักหัวปำขนาดนั้น แทบจะยกหัวถวายให้เขา ไม่ว่าอีกฝ่ายเอ่ยปากร้องขออยากได้อะไรก็พยายามหามาให้ แม้ต้องแลกด้วยทรัพย์สินในตระกูลไปมากมายขนาดไหนก็ยอม
คิดมาถึงตรงนี้เยว่ซินหลานที่เริ่มฉลาดขึ้นมาแล้วพลันฉุกคิดเรื่องหนึ่งขึ้นมาได้
เหตุการณ์ก่อนตายเมื่อชาติก่อน นอกจากจะมาจากสาเหตุที่ตนลอบวางยาเจียงลี่ถิงแล้วเหมือนจะมีอะไรบางอย่างที่มากกว่านั้น
เมื่อนั่งคิดให้ดีคราแรกหลิวซือยังแสดงออกว่ามีใจให้ตนอยู่บ้าง ถึงบางครั้งจะแสดงท่าทีเย็นชาแต่ก็ไม่ได้หมางเมินทำเป็นไม่สนใจ แต่ครั้นครอบครัวของนางเกือบสิ้นเนื้อประดาตัวเพราะการล้างผลาญอย่างไม่รู้จักพอของนาง ความเย็นชาในแววตาของหลิวซือก็เริ่มชัดเจนขึ้น
“ฮ่า ฮ่า ที่แท้ก็เป็นเช่นนี้!”
เขาเพียงต้องการเงินทองในมือของนางถึงได้ทำเป็นดีด้วย ทันทีที่หมดประโยชน์ก็ถีบหัวส่งและที่จัดการวางแผนดึงครอบครัวของนางลงสู่นรกบางทีอีกฝ่ายคงอยากปกปิดบางอย่าง
หลิวซือนะหลิวซือ ที่แท้ท่านก็วางแผนมาตั้งแต่แรก คิดกอบโกยทุกอย่างของตระกูลข้าไปเกื้อกูลนาง แล้วสุดท้ายก็กลับมาเหยียบย่ำความรักที่ข้ามอบให้ท่านจนหมดสิ้น!
เยว่ซินหลานที่คราแรกคิดปล่อยวางทุกอย่างแล้วใช้ชีวิตจากนี้ให้ดี หลังทบทวนทุกอย่างแล้วกลับรู้สึกว่าในเมื่ออีกฝ่ายวางแผนทำลายครอบครัวนางแล้วไยครั้งนี้นางจะวางแผนทำลายครอบครัวเขาไม่ได้
แต่การจะดึงคนที่พื้นเพครอบครัวไม่ธรรมดาขนาดนั้นลงมาไม่ง่ายเลย ต้องมีอะไรสักอย่าง บางอย่างที่สามารถทำให้เขาเสียชื่อเสียง ถึงแม้ท้ายที่สุดแล้วจะไม่สามารถทำให้ครอบครัวหลิวซือตกต่ำก็ไม่เป็นไร แค่ทำให้เขาสูญเสียสิ่งที่ควรจะเป็นของเขาไปก็พอ
ไม่ใช่ว่าเขามีน้องชายต่างมารดาอยู่คนหนึ่งหรือ หลิวกัง เด็กคนนั้นนิสัยไม่เลวเลย ซ้ำยังมีความรู้ความสามารถ แต่เพราะขาดโอกาสในการแสดงฝีมือบิดาจึงมองข้ามหันไปให้ความสำคัญกับหลิวซือซึ่งเป็นบุตรชายคนโต
มุมปากเยว่ซินหลานยกขึ้นเป็นรอยยิ้มร้าย แววตาเป็นประกายมากเล่ห์ แค่นึกถึงใบหน้าบิดเบี้ยวของหลิวซือที่ต้องสูญเสียสิ่งที่ควรจะเป็นของเขาก็รู้สึกมีความสุขแล้ว
“ซินหลาน? หลานหลาน?!”
เยว่ซินหลานที่ตกอยู่ในห้วงภวังค์สะดุ้งได้สติหลังเยว่ซินเจ่าสะกิดสองสามครั้ง
“พี่ใหญ่มีอะไรหรือ”
“ยังจะมาถาม ข้าควรต้องถามเจ้ามากกว่าว่าเป็นอะไร เหตุใดอยู่ ๆ ถึงได้หัวเราะขึ้นมา ซ้ำยังยกยิ้มเหมือนคนมีแผนการร้ายอีก เจ้าไม่ได้ไม่สบายตรงไหนจริง ๆ ใช่หรือไม่ หัวไม่ได้กระทบกระเทือนตรงไหนใช่ไหม”
“พี่ใหญ่ ข้าไม่ได้เป็นอะไรจริง ๆ”
เยว่ซินเจ่ายังคงไม่เชื่อ ขยับปากเอ่ยถามขึ้นมาว่า “แล้วที่เจ้าบอกไม่คิดตามตื๊อหลิวซือแล้วจริงหรือ คงไม่ใช่ว่าพูดไปเพราะอีกฝ่ายทำให้ไม่พอใจอีกแล้วใช่ไหม”
“พี่ใหญ่ไม่ต้องกังวลครั้งนี้ข้าพูดจริง ข้าจะตัดใจจากหลิวซือ เมื่อก่อนข้าโง่งมซ้ำยังหน้ามืดตามัว คนเย็นชาอย่างเขามีอะไรให้ข้าต้องไปหลงรักกัน”
“เจ้าคิดได้แล้วก็ดี ข้ากลัวเจ้าจะพูดเพราะอารมณ์พาไป”
“เอาล่ะ ๆ ซินเจ่าลูกก็อย่าว่าน้องนักเลย หลานเอ๋อร์คิดตัดใจถือเป็นเรื่องดี ส่วนต่อจากนี้จะเป็นเช่นไรพวกเราสามคนคอยดูอยู่ห่าง ๆ ก็พอ หากน้องคิดจะวิ่งตามหลิวซืออีกถึงคราวนั้นลูกค่อยนำคำพูดวันนี้มาสั่งสอนน้อง”
เยว่ซินหลานหัวใจพองโตหลังได้ยินคำพูดสนับสนุนของมารดา แต่รอยยิ้มก็จางหายไปอย่างรวดเร็วหลังได้ยินประโยคหลังจากนั้น
ความเชื่อใจของครอบครัวคงต้องให้เวลาเป็นตัวช่วยประสาน ใครใช้ให้เมื่อก่อนตนทำตัวหน้าไม่อายมากมายขนาดนั้น เรื่องอย่างนี้ไม่ใช่แค่พูด ๆ แล้วคนจะยอมเชื่อทันที
