ตอนที่ 2 เมื่อชีวิตได้เริ่มต้นใหม่
“หลานเอ๋อร์ตื่นมากินข้าวได้แล้วลูก”
น้ำเสียงคุ้นเคยดังขึ้นหน้าประตูห้องปลุกให้เจ้าของเรือนร่างอรชรรู้สึกตัว หัวคิ้วขมวดเข้าหากันเผยอารมณ์หงุดหงิด เปลือกตากระตุกบ่งบอกให้รู้ว่าคนหลับใหลใกล้จะตื่นเต็มทีแล้ว
ไม่นานจากนั้นเปลือกตาซึ่งปกปิดดวงตากระจ่างใสเป็นประกายแวววาวพลันเปิดขึ้นเผยให้เห็นอารมณ์ขุ่นมัวไม่เข้าใจ
เยว่ซินหลานกะพริบตาไล่อาการสับสนปรับดวงตาให้เด่นชัดครั้นมองเห็นหลังคาบ้านแสนคุ้นเคยก็พรวดพราดลุกขึ้นยืนทันที
“หลานเอ๋อร์เป็นอะไรไปลูก!” น้ำเสียงเป็นห่วงลอดผ่านประตูกั้นเข้ามาด้านใน
คนจิตใจไม่อยู่กับเนื้อกับตัวลนลานรีบร้อนลงจากเตียงร่างกายซวนเซชนเข้ากับโต๊ะเก้าอี้ภายในห้อง ชุดกาน้ำจึงตกกระแทกพื้น กระนั้นความวุ่นวายภายในกลับไม่อาจหยุดฝีเท้ารีบร้อนวิ่งมากระชากเปิดประตู
หัวใจเยว่ซินหลานเต้นระรัวแทบทะลุออกมาจากอก หลังได้เห็นสีหน้าตื่นตกใจระคนเป็นห่วงของคนที่ยืนอยู่ข้างนอก กายบางถึงกับชะงักค้างไปชั่วขณะอย่างไม่อยากจะเชื่อ
ก่อนสมองจะทันได้สั่งการเยว่ซินหลานก็คว้าตัวมารดามากอดแน่น
“ท่านแม่...” คำเรียกขานธรรมดาแต่กลับมีพลังสั่นสะเทือน
เหมยจวิ้นที่ไม่รู้ว่าเหตุใดบุตรสาวถึงได้เอ่ยเรียกตนด้วยน้ำเสียงสั่นไหวคล้ายกำลังจะร้องไห้ทำตัวไม่ถูกไปชั่วขณะหนึ่ง ก่อนฝ่ามืออบอุ่นจะยกขึ้นโอบกอดแผ่นหลังบอบบาง ตบเบา ๆ เป็นเชิงปลอบประโลม
“ไม่เป็นไรนะลูก” แม้จะไม่รู้ว่าเหตุใดบุตรสาวถึงได้แสดงท่าทีอ่อนไหวเช่นนี้ออกมา กระนั้นเหมยจวิ้นก็เลือกที่จะเอ่ยปลอบแก้วตาดวงใจ
ด้วยใจหวังว่าอ้อมกอดและน้ำเสียงอ่อนโยนจะช่วยคลายความกังวลให้ลูกน้อยได้ไม่มากก็น้อย
เนิ่นนานอ้อมกอดนี้ก็ยังไม่มีทีท่าว่าจะจบลง
เยว่ซินหลานที่ไม่คาดคิดว่าจะได้เจอหน้ามารดาอีกครั้งโอบกอดมารดาแน่น ซุกไซ้ใบหน้าเข้ากับซอกคอสูดดมกลิ่นหอมอ่อนโยนอันเป็นเอกลักษณ์
เป็นท่านแม่จริง ๆ ท่านแม่ที่ยังมีชีวิตอยู่
ร่างกายที่นางกอดอยู่นี้อบอุ่นทั้งยังขยับได้ หาใช่ร่างกายเย็นเฉียบไร้ลมหายใจ
พริบตาต่อมาดวงตางดงามพลันปรากฏหยาดน้ำตาก่อนจะรินไหลลงมาเงียบ ๆ ไร้เสียงสะอื้น
เหมยจวิ้นรับรู้ได้ถึงสัมผัสเปียกชื้นบนไหล่ จึงคาดเดาสาเหตุที่บุตรสาวเป็นเช่นนี้หลิวซืออาจมีส่วนเกี่ยวข้อง
บุตรสาวหลงรักบุตรชายท่านอัครมหาเสนาบดีมานานแล้ว ทั้งที่อีกฝ่ายไม่แม้จะพยายามรักษาน้ำใจหรือหน้าตากระนั้นบุตรสาวของนางก็ยังปักใจรัก ไม่คิดมองหาบุรุษอื่นที่ดีกว่า คนเป็นมารดาอย่างนางหนักใจยิ่งนัก
แต่ด้วยรู้แก่ใจว่าไม่มีทางพูดโน้มน้าวบุตรสาวให้เลิกสนใจชายผู้นั้นได้มารดาอย่างนางจึงได้แต่เก็บความรู้สึกปวดใจเอาไว้ในอก
มาวันนี้ครั้นได้เห็นบุตรสาวเสียน้ำตาเหมยจวิ้นจึงไม่อาจเก็บความรู้สึกอัดอั้นในใจเอาไว้ได้อีก “หลานเอ๋อร์ลูกร้องไห้เพราะคุณชายหลิวอีกแล้วหรือ บุรุษที่ทำให้ลูกต้องเสียน้ำตาไม่เหมาะจะเป็นคนรักของลูกหรอกนะ ชายคนนั้นนอกจากคอยหาผลประโยชน์กับลูกก็ไม่แม้จะแสดงความเป็นสุภาพบุรุษออกมา บุรุษดี ๆ เขาไม่มีทางทำเป็นนิ่งเฉยปล่อยให้สตรีถูกนินทาไปเรื่อยหรอกนะ แม่ไม่อยากให้ลูกต้องเจ็บปวดเพราะชายผู้นั้นอีกแล้ว”
น้ำเสียงสอนสั่งของมารดาแฝงไปด้วยความรู้สึกกังวลเล็กน้อยกลัวคำพูดของตนจะทำให้ลูกน้อยไม่พอใจ
แต่ด้วยใจเป็นห่วงไม่อยากให้บุตรเสียน้ำตาจึงจำใจต้องพูดออกมาทำให้หัวใจคนฟังอย่างเยว่ซินหลานอบอุ่น
เมื่อก่อนนางฟังคำพูดพวกนี้แล้วรู้สึกไม่พอใจไปได้อย่างไรกันนะ เหตุใดถึงมองความหวังดีของมารดาเป็นเรื่องน่ารำคาญ
เยว่ซินหลานผละออกห่าง ยกมือปาดน้ำตาเบา ๆ “ท่านแม่ลูกจะตัดใจจากหลิวซือเจ้าค่ะ”
“ลูก...พูดจริงหรือ?!” น้ำเสียงไม่อยากจะเชื่อ ดวงตาเบิกกว้างที่จ้องมองมาทำเยว่ซินหลานหลุดยิ้มขำ
หญิงสาวพยักหน้าขึ้นลง “ลูกพูดจริงเจ้าค่ะ ตั้งแต่วันนี้เป็นต้นไปลูกจะไม่ไล่ตามหลิวซืออีกแล้ว”
และจะไม่โง่หลงรักเขาจนทำให้ครอบครัวเราจบสิ้น
ประโยคนี้เยว่ซินหลานเอ่ยเตือนตนเองในใจ สลักลงไปในส่วนลึกไม่ให้ลืมว่าครั้งหนึ่งความรักอันมืดบอดของนางทำให้ครอบครัวมีจุดจบเช่นไร
"สองแม่ลูกมายืนทำอันใดอยู่หน้าห้องไม่รีบไปกินข้าว เลยเวลาข้าวเช้ามาเยอะแล้วนะ"
เยว่ซินหลานหันขวับมองหลังได้ยินน้ำเสียงคุ้นเคย
“ท่านพ่อ!” หญิงสาวเอ่ยเรียกเสียงดังก้าวขาวิ่งเข้าไปกอดบิดาเต็มแรง
ท่านพ่อ ท่านพ่อ ท่านพ่อ !!
ท่านพ่อที่ยังมีชีวิตอยู่ ยังหายใจ ยังสามารถบ่นนางได้เหมือนที่ผ่านมา
“เจ้าลูกคนนี้เป็นสตรีเหตุใดถึงได้วิ่งวุ่นไปทั่ว” แม้จะเอ่ยปากตำหนิ แต่กลับยกแขนขึ้นตบหลังบุตรสาวเบา ๆ
หญิงสาวไม่โกรธที่ถูกดุ เงยหน้าฉีกยิ้มชอบใจส่งไปให้
ท่านพ่อที่ยังยิ้มแย้มและต่อว่าได้เช่นนี้ดีที่สุดเลย!
เยว่ซือซานมองบุตรสาวที่จู่ ๆ ก็วิ่งมากอดซ้ำยังส่งยิ้มมาให้ด้วยแววตาไม่เข้าใจ เงยหน้ามองภรรยาสายตาเต็มไปด้วยคำถาม
เหมยจวิ้นส่ายหัวเป็นเชิงบอกว่า นางเองก็ไม่รู้ ขยับขาก้าวเข้ามาใกล้เอ่ยปากพูด “เอาล่ะ เอาล่ะ อย่ามัวแต่กอดพ่อเจ้าอยู่เลยรีบไปกินข้าวเถิด ป่านนี้พี่ใหญ่ของลูกรอแย่แล้ว”
พูดถึงพี่ใหญ่ดวงตาสดใสยิ่งเปล่งประกายมากขึ้น “เจ้าค่ะท่านแม่ พวกเรารีบไปหาพี่ใหญ่กันเร็ว!”
เยว่ซินหลานเอ่ยเสียงหนักแน่นจับจูงมือบิดามารดาแกว่งไหวไปมาก้าวเดินไปทางที่พี่ใหญ่อยู่
เยว่ซือซานอยากจะเอ่ยปากสั่งสอนกิริยาไม่เหมาะสมของบุตรสาวอีกครั้งแต่เมื่อได้เห็นรอยยิ้มมีความสุข สังเกตเห็นรอยแดงรอบดวงตา ชายวัยกลางคนจึงเก็บคำพูดกลับลงคอ
เอาเถิด เห็นแก่ที่บุตรสาวมีความสุขตนจะหลับตาทำทีไม่เห็นกิริยาไม่งามของนางสักครั้ง
