บทที่ 5 แม่ทัพใหญ่ตระกูลเสิ่น
หลินซีอินเบิกตากว้าง ก่อนร่างกายจะสั่นน้อย ๆ
“พี่จื่อเวย ข้า...ข้าไม่ได้หมายความเช่นนั้น”
“แล้วเจ้าหมายความว่าอย่างไร”
“ข้าเพียงกลัวว่า...”
“กลัวหรือ”
เสิ่นจื่อเวยก้าวเข้าไปใกล้อีกฝ่ายหนึ่งก้าว หลินซีอินกลับถอยหลังโดยอัตโนมัติ การกระทำเช่นนั้นทำให้ภาพที่ปรากฏต่อสายตาคนอื่นกลายเป็นเสิ่นจื่อเวยกำลังข่มขู่หญิงสาวผู้อ่อนแอ ซ่งเจียหมิงจึงรีบก้าวมาขวางทันที
“เสิ่นจื่อเวย!”
เสิ่นจื่อเวยมองเขา ก่อนหัวเราะเยาะออกมา
“คุณชายซ่งจะตะโกนทำไม ข้ายังไม่ได้แตะต้องนางแม้แต่ปลายเล็บ”
จากนั้นจึงหันกลับมามองหลินซีอิน
“คุณหนูหลิน เจ้าเองก็ไม่ต้องสั่นเทาถึงเพียงนั้น เจ้าทำเช่นนี้ผู้ที่ไม่รู้ก็คงจะคิดว่าข้าเคยเฆี่ยนตีเจ้าเป็นประจำ”
นางเอียงศีรษะเล็กน้อย
“แต่หากข้าจำไม่ผิด ตั้งแต่เจ้าเข้ามาอยู่ในจวนแม่ทัพ เสื้อผ้าของเจ้ามีไม่เคยน้อยกว่าข้า เครื่องประดับดี ๆ ข้าได้หนึ่งชิ้นเจ้าก็มักได้อีกหนึ่งชิ้น แม้แต่เรือนที่เจ้าพักก็มีสาวใช้คอยปรนนิบัติหลายคน”
“ตระกูลเสิ่นเลี้ยงดูเจ้าอย่างดีมานานหลายปี ยังไม่เคยให้เจ้าต้องอดแม้แต่มื้อเดียว”
รอยยิ้มของเสิ่นจื่อเวยค่อย ๆ จางลง
“แล้ววันนี้เจ้ามายืนตัวสั่นอยู่ตรงหน้าข้าเช่นนี้...”
“เจ้ากำลังสั่นเทาให้ผู้ใดดูกันเล่า”
หลินซีอินหน้าซีดเผือด
“ข้าไม่ได้...”
“พอเถิด เวยเอ๋อร์”
เสิ่นจื่อหยวนเอ่ยขึ้น เสิ่นจื่อเวยจึงหยุดทันที ไม่ใช่เพราะนางกลัวพี่ชาย แต่เพราะรู้ว่าพูดมากเกินไปก็ไม่มีประโยชน์ แต่วันนี้นางเพิ่งสร้างภาพสตรีผู้ถูกกระทำแต่มีใจกว้างในงานเลี้ยงมาอย่างยากลำบาก จะทำลายทิ้งเพราะหลินซีอินคนเดียวไปทำไม
เสิ่นจื่อเวยหมุนตัวขึ้นรถม้า ก่อนเข้าไปด้านใน นางยังอดหันกลับมามองหลินซีอินไม่ได้
อีกฝ่ายยังคงยืนหลบอยู่ด้านหลังซ่งเจียหมิง ดวงตาแดงก่ำ ร่างกายสั่นน้อย ๆ ราวกับกระต่ายตัวเล็กที่ถูกสัตว์ร้ายหมายเอาชีวิต
เสิ่นจื่อเวยร้อง “เฮอะ!” ในใจ
นี่น่ะหรือนางเอก ช่างลบล้างภาพลักษณ์นางเอกในนิยายเรื่องอื่นที่ข้าเคยอ่านมาเสียจริง!
นางเอกที่อาศัยบ้านคนอื่น กินของคนอื่น ใช้เงินคนอื่น แล้วสุดท้ายยังแย่งคู่หมั้นลูกสาวเจ้าของบ้านอีก แย่งแล้วก็แย่งไปเถอะ อย่างไรเสียนางก็ไม่ได้ต้องการบุรุษอย่างซ่งเจียหมิงอยู่แล้ว
แต่การพูดทุกประโยคให้ตัวเองกลายเป็นผู้ถูกกระทำอยู่ตลอดเวลาเช่นนี้...เสิ่นจื่อเวยต้องยอมรับจริง ๆ ว่านางเปิดหูเปิดตาแล้ว!
ยามที่รถม้าหยุดลงตรงหน้าประตูชั้นในของจวนแม่ทัพ
“คุณชายใหญ่ คุณหนูใหญ่ ถึงแล้วขอรับ”
เสียงคนขับรถม้าดังขึ้น เสิ่นจื่อหยวนลงจากรถก่อน จากนั้นจึงหันกลับมายื่นมือให้น้องสาว
เสิ่นจื่อเวยมองมือของเขาอยู่ครู่หนึ่ง ก่อนวางมือตนเองลงไป เสิ่นจื่อหยวนชะงักเล็กน้อย น้องสาวของเขาเป็นสตรีเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็ก นางรักศักดิ์ศรีและไม่ชอบแสดงความอ่อนแอต่อหน้าผู้ใด
วันนี้ถูกคู่หมั้นถอนหมั้นกลางงานเลี้ยง จากนั้นยังถูกพระราชทานสมรสกับบุรุษที่ไม่เคยพบหน้ากัน แต่นางกลับไม่ร้องไห้ ไม่โวยวาย ไม่อาละวาด สงบเสียจนเขารู้สึกไม่สบายใจ ยิ่งนางสงบเท่าไร เขายิ่งคิดว่าน้องสาวคงเจ็บปวดมากเท่านั้น
“เวยเอ๋อร์”
“เจ้าคะ”
เสิ่นจื่อหยวนมองใบหน้าของนาง
“หากเจ้าอยากร้องไห้ก็ร้องเถิด”
“...”
เสิ่นจื่อเวยกะพริบตาปริบ ๆ
“เหตุใดข้าต้องร้องไห้ด้วย”
เสิ่นจื่อหยวนถอนหายใจ
“ต่อหน้าพี่ใหญ่ เจ้าไม่จำเป็นต้องฝืน”
เสิ่นจื่อเวยเข้าใจขึ้นมาทันที
อ้อ! พี่ชายคงกำลังคิดว่านางกำลังอดกลั้นความเสียใจอยู่นี่เอง
นางกำลังจะอธิบาย แต่เสียงฝีเท้าเร่งรีบก็ดังมาจากด้านหน้า พ่อบ้านใหญ่รีบเดินออกมาต้อนรับ
“คุณชายใหญ่! คุณหนูใหญ่!”
ใบหน้าของเขาเต็มไปด้วยความกังวล
“นายท่านส่งข่าวกลับมาแล้วขอรับ ทันทีที่ทราบเรื่องก็ออกจากค่ายทหาร กำลังรีบกลับจวน!”
เสิ่นจื่อหยวนพยักหน้า
“ท่านพ่อทราบเรื่องทั้งหมดที่เกิดในงานเลี้ยงแล้วใช่ไหม”
“ทราบแล้วขอรับ”
พ่อบ้านใหญ่ลังเล ก่อนตอบต่อ
“ทั้งเรื่องคุณชายซ่งขอถอนหมั้น และเรื่อง...พระราชทานสมรส”
เสิ่นจื่อหยวนมีสีหน้าเคร่งขรึมลง
เสิ่นจื่อเวยเองก็เงียบไป
ในความทรงจำของร่างเดิม เสิ่นอี้เหิงรักบุตรสาวคนนี้มาก
ภรรยาของเขาจากไปตั้งแต่เสิ่นจื่อเวยยังเด็ก
ด้วยความรู้สึกผิดที่ตนเองต้องประจำอยู่ในกองทัพบ่อยครั้ง ไม่มีเวลาคอยดูแลบุตรสาว เสิ่นอี้เหิงจึงตามใจนางมาตลอด
นั่นเป็นหนึ่งในสาเหตุที่ทำให้เสิ่นจื่อเวยคนเดิมเติบโตมาเป็นสตรีเอาแต่ใจ แต่ไม่ว่านางจะเอาแต่ใจเพียงใด บิดากับพี่ชายก็ยังรักนาง
และสุดท้าย... คนเหล่านี้กลับต้องตายเพราะถูกลากเข้าไปในแผนการที่มีนางเป็นจุดเริ่มต้น
เมื่อนึกถึงตรงนี้ ความรู้สึกหนักอึ้งก็เกิดขึ้นในใจของเสิ่นจื่อเวย นางไม่ใช่เสิ่นจื่อเวยคนเดิม แต่ตอนนี้นางใช้ร่างของอีกฝ่าย ได้รับความรักของครอบครัวอีกฝ่าย และรู้ชะตากรรมที่กำลังรอพวกเขาอยู่ เช่นนั้นนางยิ่งไม่มีเหตุผลที่จะยอมให้โศกนาฏกรรมเดิมเกิดขึ้นอีก
“พี่ใหญ่”
เสิ่นจื่อเวยเอ่ยขึ้น
“หืม”
“ข้าไม่ได้เสียใจเรื่องซ่งเจียหมิง”
เสิ่นจื่อหยวนขมวดคิ้ว
“เวยเอ๋อร์...”
“ข้าพูดจริงๆ นะเจ้าคะ”
นางมองเขาตรง ๆ
“บุรุษที่สามารถทำให้คู่หมั้นของตนเองอับอายต่อหน้าผู้คนเพื่อสตรีอีกคน วันนี้เขาทำกับข้าได้ วันหน้าเขาก็อาจทำกับหลินซีอินได้เช่นกัน”
“ข้าเคยชอบเขา ไม่ได้หมายความว่าข้าจะต้องโง่ไปตลอดชีวิตเสียหน่อย”
เสิ่นจื่อหยวนจ้องหน้าน้องสาวอยู่นาน นานจนเสิ่นจื่อเวยเริ่มรู้สึกผิดปกติ
“พี่ใหญ่”
“เจ้า...”
เขายกมือขึ้นแตะหน้าผากนาง
“ไม่ได้ป่วยใช่หรือไม่”
“...”
เสิ่นจื่อเวยปัดมือเขาออกทันที
“ข้าพูดจริงจังนะ!”
เสิ่นจื่อหยวนหัวเราะออกมาเบา ๆ เป็นครั้งแรกตั้งแต่ออกจากวัง
“ดี”
เขายกมือลูบศีรษะนาง
“หากเจ้าคิดได้จริง พี่ใหญ่ก็วางใจ”
เสิ่นจื่อเวยชะงักไปเล็กน้อย สัมผัสอ่อนโยนนั้นทำให้หัวใจของนางอุ่นวาบขึ้นอย่างประหลาด แต่บรรยากาศที่ผ่อนคลายลงเพียงเล็กน้อยกลับถูกทำลายด้วยเสียงสะอื้นจากด้านหลัง
“พี่...คุณชายเสิ่น”
หลินซีอินเพิ่งลงจากรถม้า ดวงตาของนางบวมแดงเพราะร้องไห้มาตลอดทาง เสิ่นจื่อหยวนหันกลับไปมอง
“มีอะไร”
หลินซีอินกัดริมฝีปาก
“ข้าอยากรอพบท่านลุงเขย”
“ตามใจเจ้า”
เสิ่นจื่อหยวนตอบเพียงเท่านั้น ก่อนพาน้องสาวเดินเข้าเรือน
หลินซีอินมองแผ่นหลังของสองพี่น้อง มือที่ซ่อนอยู่ใต้แขนเสื้อกำแน่นตั้งแต่เมื่อใดกัน... ทุกอย่างจึงเปลี่ยนไปเช่นนี้
เสิ่นจื่อเวยไม่ควรสงบเช่นนี้!
นางควรโวยวาย ควรตบตีนาง ควรด่าทอนางต่อหน้าผู้คน
ยิ่งเสิ่นจื่อเวยอาละวาดมากเท่าไร ทุกคนก็ยิ่งสงสารนางมากเท่านั้น
ซ่งเจียหมิงก็จะยิ่งรังเกียจเสิ่นจื่อเวย
แต่วันนี้... ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม คนที่ถูกมองด้วยสายตารังเกียจกลับกลายเป็นนางเสียเอง
หลินซีอินสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ แล้วคิดในใจว่า ไม่เป็นไร ขอเพียงซ่งเจียหมิงยังอยู่ข้างนางก็พอ ส่วนตระกูลเสิ่น... นางไม่เชื่อว่าเสิ่นอี้เหิงจะกล้าทำอะไรนางจริง ๆ ถึงอย่างไรผู้คนทั้งเมืองหลวงก็รู้ว่าเขารับนางมาเลี้ยงดูตั้งแต่ยังเด็ก หากไล่นางออกจากจวนทันทีหลังเกิดเรื่องวันนี้... ชื่อเสียงของแม่ทัพใหญ่เสิ่นจะเหลือหรือ
ไม่ถึงครึ่งชั่วยามต่อมา เสียงฝีเท้าม้าก็ดังขึ้นจากหน้าจวน เสิ่นอี้เหิงแทบไม่ได้เสียเวลาเปลี่ยนอาภรณ์ เขาเพิ่งกลับจากค่ายทหาร ยังสวมชุดฝึกสีเข้ม รองเท้าหนังมีฝุ่นเกาะอยู่ไม่น้อย ดาบประจำกายยังห้อยอยู่ข้างเอว
ทันทีที่ก้าวผ่านประตูใหญ่ เขาก็ถามขึ้น
“เวยเอ๋อร์อยู่ที่ใด”
“เรียนท่านแม่ทัพ คุณหนูใหญ่อยู่ที่เรือนรับรองกับคุณชายใหญ่ขอรับ”
เสิ่นอี้เหิงก้าวเร็วขึ้นทันที ใบหน้าคมเข้มของแม่ทัพใหญ่เต็มไปด้วยความโกรธ ระหว่างทางกลับจวน เขาได้รับรายงานเรื่องทั้งหมดแล้ว
