บทที่ 4 พี่ชายของตัวประกอบ
หลี่เฉิงหรงกลับทรงพระสรวลออกมา
“ดี! สมแล้วที่เป็นบุตรสาวของเสิ่นอี้เหิง”
จากนั้นจึงหันไปสั่งขันทีคนสนิท
“ส่งพระราชโองการไปยังชายแดน เรียกอ๋องหกกลับเมืองหลวง!”
เพียงประโยคเดียวทำให้หัวใจของผู้ที่เข้าใจการเมืองราชสำนักสั่นสะท้านในที่สุดเหตุผลที่แท้จริงก็เผยออกมาแล้ว การแต่งงานเป็นเพียงหนึ่งในเหตุผลสิ่งที่ฮ่องเต้ทรงต้องการจริง ๆ คือ... เรียกเทพสังหารแห่งแคว้นต้าหลี่กลับเมืองหลวง!
“ส่วนกรมพิธีการและหอดารา ให้ร่วมกันเลือกฤกษ์มงคลสำหรับพิธีสมรส เมื่ออ๋องหกกลับถึงเมืองหลวงแล้วค่อยหารือกำหนดการอีกครั้ง”
“พ่ะย่ะค่ะ!”
เสิ่นจื่อเวยก้มหน้าลง หัวใจกลับหนักอึ้งกว่าเดิม นางเพิ่งเข้าใจอย่างถ่องแท้ในตอนนี้เองว่า การแต่งงานครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของชายหญิงสองคนตั้งแต่แรก
ฮ่องเต้กำลังวางหมาก
องค์รัชทายาทกำลังวางหมาก
ตระกูลกู้ ตระกูลซ่ง หรือแม้แต่ตระกูลเสิ่น ต่างก็อยู่บนกระดานเดียวกัน
ส่วนนาง... ในนิยายต้นฉบับคือหมากตัวแรกที่ถูกสังเวย
แต่คราวนี้ไม่เหมือนเดิมแล้ว
เสิ่นจื่อเวยกำมือใต้แขนเสื้อแน่น
อยากใช้ข้าเป็นหมากหรือ ได้! แต่หมากตัวนี้จะไม่ยอมเดินไปตามทางที่พวกเจ้าขีดเอาไว้อีกแล้ว
ในเมื่อพวกเจ้าต้องการให้ข้าทำลายความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเสิ่นกับหลี่เฉิงอวิ๋น... ข้าก็จะไม่ทำ!
อยากให้ข้าร้องไห้โวยวายเพราะซ่งเจียหมิงหรือ... ฝันไปเถอะ!
อยากให้ข้าทำให้อ๋องหกเกลียดตระกูลเสิ่นหรือ... ยิ่งไม่มีทาง!
เสิ่นจื่อเวยเงยหน้าขึ้นเล็กน้อย สายตาบังเอิญสบเข้ากับหลินซีอินที่กำลังจ้องมองนางอยู่
อีกฝ่ายรีบหลบสายตา เสิ่นจื่อเวยยกมุมปากขึ้นบาง ๆ
หลินซีอิน ซ่งเจียหมิง...
นิยายต้นฉบับบอกว่าพวกเจ้าเป็นพระเอกนางเอกแล้วอย่างไร
ในเมื่อข้ามาแล้ว บทเดิมก็ถึงเวลาต้องเปลี่ยนแปลง
หลังจากเสิ่นจื่อเวยได้รับพระราชทานสมรสแล้วนางรั้งอยู่ภายในงานครู่หนึ่งแล้วจึงกลับจวนพร้อมกับเสิ่นจื่อหยวนผู้เป็นพี่ชาย โดยมีหลินซีอินและซ่งเจียหมิงนั่งรถม้าอีกคันติดตามกลับมาด้วย
บรรยากาศภายในจวนแม่ทัพใหญ่วันนี้อึมครึมผิดปกติข่าวที่เกิดขึ้นในงานเลี้ยงชมบุปผาของกู้ฮองเฮาแพร่กระจายเร็วยิ่งกว่าสายลม
คุณชายซ่งเจียหมิงประกาศถอนหมั้นกับคุณหนูใหญ่เสิ่นจื่อเวยกลางงานเลี้ยงต่อหน้าสตรีสูงศักดิ์และคุณหนูจากตระกูลขุนนางมากมาย ทั้งยังประกาศอย่างเปิดเผยว่าสตรีที่เขารักคือหลินซีอิน คุณหนูต่างสกุลที่อาศัยอยู่ในจวนแม่ทัพมาหลายปี
เรื่องแรกยังไม่ทันสงบ เรื่องที่สองก็ตามมาติด ๆ หลี่เฉิงหรงฮ่องเต้เสด็จมายังงานเลี้ยงด้วยพระองค์เอง และทรงพระราชทานสมรสให้เสิ่นจื่อเวยกับอ๋องหกหลี่เฉิงอวิ๋น พระอนุชาที่พระองค์ทรงไว้วางพระทัยที่สุด!
เรื่องใหญ่สองเรื่องเกิดขึ้นในเวลาไล่เลี่ยกัน
ต่อให้คนในจวนแม่ทัพอยากทำเป็นไม่รู้ไม่เห็นก็คงเป็นไปไม่ได้
ยามที่รถม้าของจวนแม่ทัพเคลื่อนผ่านประตูใหญ่เข้ามา บ่าวรับใช้ที่รออยู่ต่างก้มหน้าก้มตา ไม่มีผู้ใดกล้าพูดจาเสียงดัง
ภายในรถม้าคันแรก เสิ่นจื่อเวยนั่งพิงผนังรถอย่างสงบนิ่ง ส่วนเสิ่นจื่อหยวนผู้เป็นพี่ชายมีสีหน้าอึมครึมมาตลอดทาง
ตรงกันข้ามกับหลินซีอินซึ่งนั่งอยู่ในรถม้าอีกคัน เสียงสะอื้นของนางแทบไม่เคยหยุดลงเลยตั้งแต่ออกจากวัง
เสิ่นจื่อเวยหลับตาพลางนึกถึงเหตุการณ์ก่อนขึ้นรถม้าเมื่อครู่ หลังงานเลี้ยงสิ้นสุดลง ซ่งเจียหมิงติดตามพวกนางมาจนถึงบริเวณที่จอดรถม้า
ตอนนั้นหลินซีอินยืนอยู่ข้างรถม้าของจวนแม่ทัพ ดวงตาแดงก่ำ ใบหน้างดงามเต็มไปด้วยคราบน้ำตา ซ่งเจียหมิงมองนางด้วยความสงสาร ก่อนจะหันมามองสองพี่น้องตระกูลเสิ่น
“ซีอินจำเป็นต้องกลับไปเก็บของที่จวนแม่ทัพก่อน”
น้ำเสียงของเขาเย็นชาอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าหวังว่าพวกเจ้าจะไม่ทำให้นางลำบากใจ”
เสิ่นจื่อหยวนหรี่ตาลง
เสิ่นจื่อเวยเองก็เลิกคิ้ว
ซ่งเจียหมิงกลับก้าวมาข้างหน้าหนึ่งก้าว
“หากข้ารู้ว่าพวกเจ้ารังแกนางเพราะเรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้...”
สายตาของเขากวาดผ่านสองพี่น้อง
“ข้าจะทำให้คนตระกูลเสิ่นทั้งตระกูลต้องเสียใจ”
เสิ่นจื่อเวยแทบหัวเราะออกมา
โอ้โห!
พระเอกช่างยิ่งใหญ่เสียจริง!
เพิ่งประกาศถอนหมั้นกับบุตรสาวเจ้าของบ้าน แล้วยังกล้าข่มขู่พี่ชายของนางต่อหน้าประตูวังอีกหรือ
นางกำลังจะอ้าปาก เสิ่นจื่อหยวนกลับยกมือขึ้นเล็กน้อยเป็นเชิงห้าม เสิ่นจื่อเวยจึงหุบปาก นางหันไปมองพี่ชายคนของตนอย่างสนใจ
เสิ่นจื่อหยวนอายุยี่สิบต้น ๆ รูปร่างสูงโปร่ง หน้าตาหล่อเหลาคมคายคล้ายบิดาหลายส่วน ทว่าบุคลิกกลับแตกต่างจากบิดาที่เป็นแม่ทัพอย่างสิ้นเชิง
เขาเป็นขุนนางฝ่ายบุ๋น อายุยังน้อยแต่สามารถเข้าสำนักฮั่นหลินได้ด้วยความสามารถของตนเอง นิสัยสุขุม รอบคอบ และไม่ชอบแสดงอารมณ์ออกทางสีหน้า
หากเปรียบเสิ่นจื่อเวยคนเดิมเป็นไฟที่พร้อมลุกโชนทุกเมื่อ
เสิ่นจื่อหยวนก็คือน้ำลึกที่ยากจะมองเห็นก้นบึ้ง
แม้ถูกซ่งเจียหมิงข่มขู่ต่อหน้า เขาก็ไม่ได้แสดงอาการโกรธเกรี้ยวออกมา
เพียงแต่รอยยิ้มที่ปรากฏขึ้นตรงมุมปากกลับเย็นเยียบจนเสิ่นจื่อเวยรู้สึกว่าพี่ชายผู้นี้คงไม่ใช่คนใจดีอย่างที่หน้าตาแสดงออกเสียแล้ว
“คุณชายซ่งโปรดวางใจ”
เสิ่นจื่อหยวนเอ่ยอย่างสุภาพ
“สกุลเสิ่นของข้าดูแลน้องสาวญาติผู้น้องอย่างดีมานานหลายปี อบรมเลี้ยงดูไม่ต่างจากคุณหนูตระกูลใหญ่คนอื่น ๆ”
เขาเหลือบมองหลินซีอินเพียงเล็กน้อย
“เสื้อผ้า อาหาร เครื่องประดับ หรือแม้แต่อาจารย์ที่เชิญมาสอนเวยเอ๋อร์ ตระกูลเสิ่นก็ไม่เคยขาดส่วนของนาง”
ใบหน้าของหลินซีอินซีดลงเล็กน้อย
เสิ่นจื่อหยวนยังคงยิ้ม
“แม้ว่ายามนี้นางจะทำตัวน่าขายหน้าสักเพียงใด ตระกูลเสิ่นที่เลี้ยงดูนางด้วยความเมตตามานานหลายปีก็ไม่มีทางทำให้นางลำบากใจ เพียงเพราะนางแย่งคู่หมั้นของน้องสาวข้าอย่างแน่นอน”
“พี่ใหญ่!”
หลินซีอินร้องเรียกเสียงสั่น
น้ำตาที่คลออยู่ในดวงตาร่วงหล่นลงมาทันที
เสิ่นจื่อหยวนเลิกคิ้ว
“คุณหนูหลินเรียกผิดไปแล้ว”
หลินซีอินชะงัก
“ข้าเป็นบุตรชายคนโตของตระกูลเสิ่น เจ้าเป็นหลานสาวต่างสกุลที่ท่านพ่อรับมาอุปการะ แม้ที่ผ่านมาเวยเอ๋อร์จะเรียกเจ้าเป็นพี่เป็นน้องเพราะเห็นแก่ความผูกพัน แต่เมื่อเกิดเรื่องเช่นวันนี้ขึ้นแล้ว...”
เขาหยุดไปเล็กน้อย
“เพื่อหลีกเลี่ยงคำครหาจากภายนอก ต่อไปเรียกข้าว่าคุณชายเสิ่นเถิด”
ใบหน้าของหลินซีอินขาวซีด
“ข้า...”
ซ่งเจียหมิงก้าวออกมาข้างหน้า
“เสิ่นจื่อหยวน! เจ้าอย่าให้มันมากเกินไปนัก!”
“มากเกินไปหรือ”
เสิ่นจื่อหยวนหัวเราะเบา ๆ
“คุณชายซ่งประกาศต่อหน้าผู้คนมากมายว่าต้องการแต่งงานกับคุณหนูหลิน หากนางยังเรียกข้าว่าพี่ใหญ่ เรียกเวยเอ๋อร์ว่าพี่สาวน้องสาวเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น แล้วผู้อื่นจะมองตระกูลเสิ่นอย่างไร”
“หรือคุณชายซ่งคิดว่า หลังจากแย่งคู่หมั้นของน้องสาวข้าไปแล้ว นางยังควรอยู่ในจวนแม่ทัพต่อไปในฐานะคุณหนูของตระกูลเสิ่น เพื่อให้คนภายนอกหัวเราะเยาะสกุลเสิ่นของข้าอีกอย่างนั้นหรือ”
ซ่งเจียหมิงพูดไม่ออกไปชั่วขณะ
เสิ่นจื่อเวยที่ยืนอยู่ข้างพี่ชายแทบอยากปรบมือให้
ยอดเยี่ยม! สมแล้วที่อยู่สำนักฮั่นหลิน ด่าโดยไม่ต้องใช้คำหยาบสักคำ
หลินซีอินเม้มริมฝีปากแน่น จากนั้นจึงหันไปมองซ่งเจียหมิงด้วยดวงตาแดงก่ำ
“เจียหมิง ท่านไม่ต้องพูดแล้ว”
น้ำเสียงของนางอ่อนโยนและสั่นเครือ
“ถึงอย่างไรท่านลุงเขยก็เลี้ยงดูข้าอย่างดีมานานหลายปี”
“ข้าขอกลับไปคารวะอำลาท่านลุงเขยก่อน แล้วจึงจะย้ายออกมา”
นางสูดลมหายใจเบา ๆ ก่อนฝืนยิ้มออกมา
“ท่านไม่ต้องกังวล ท่านลุงเขยเป็นคนมีเมตตา ไม่มีทางทำร้ายหลานสาวกำพร้าไร้ที่พึ่งพาเช่นข้าแน่”
เสิ่นจื่อเวยที่กำลังดูละครสนุก ๆ อยู่พลันหรี่ตาลง
โอ้... ประโยคนี้น่าสนใจ
ฟังเผิน ๆ เหมือนหลินซีอินกำลังพูดแทนตระกูลเสิ่น แต่หากคิดให้ดีอีกชั้น ความหมายกลับแตกต่างออกไปอย่างสิ้นเชิง
นางเป็น “หลานสาวกำพร้าไร้ที่พึ่ง” ส่วนเสิ่นอี้เหิงเป็นแม่ทัพใหญ่ผู้มีอำนาจ หากหลังจากวันนี้หลินซีอินเกิดเรื่องแม้เพียงเล็กน้อย ผู้คนย่อมจะต้องคิดว่าตระกูลเสิ่นโกรธแค้นที่นางแย่งคู่หมั้นของเสิ่นจื่อเวย จึงอาศัยอำนาจรังแกเด็กกำพร้าที่เคยเข้ามาพึ่งพา
ดีจริง ๆ ยังไม่ทันกลับถึงจวน นางก็สร้างเกราะคุ้มกันให้ตัวเองเรียบร้อยแล้ว
เสิ่นจื่อเวยหัวเราะออกมาเบา ๆ
“หึ!”
หลินซีอินหันมามองนาง
“พี่จื่อเวย...”
“อยากกลับบ้านตระกูลเสิ่น เจ้าก็ควรหุบปากของตนเองเอาไว้”
เสิ่นจื่อเวยพูดด้วยสีหน้าเบื่อหน่าย
“วันนี้ข้าอุตส่าห์ทำตัวเป็นคนดีมีน้ำใจ ไม่เอาเรื่องที่เจ้ากับคู่หมั้นของข้าแอบมีใจให้กันลับหลังข้า”
นางยกมุมปาก
“โอกาสดี ๆ เช่นนี้ เจ้าก็ควรรีบคว้าเอาไว้”
“เพราะวันหน้าอาจไม่มีอีกแล้วนะ”
