บทที่ 6 หยุดเสแสร้งเถิด
ซ่งเจียหมิง! เด็กหนุ่มที่เขาเห็นมาตั้งแต่ยังเล็ก คนที่เขาเคยคิดจะฝากฝังบุตรสาวเพียงคนเดียว กลับกล้าประกาศถอนหมั้นกับบุตรสาวของเขากลางงานเลี้ยง
ยิ่งไปกว่านั้น สตรีที่เด็กหนุ่มผู้นั้นประกาศว่ารักกลับเป็นหลินซีอินหลานสาวต่างสกุลที่เขารับเข้ามาเลี้ยงดูในบ้านด้วยความสงสาร เสิ่นอี้เหิงรู้สึกเหมือนถูกคนตบหน้าอย่างแรง
แต่เรื่องที่ทำให้เขากังวลยิ่งกว่านั้นคือพระราชทานสมรส อ๋องหกหลี่เฉิงอวิ๋น! บุรุษผู้นั้นไม่ใช่คนธรรมดา เขาคือพระอนุชาแท้ ๆ ของฮ่องเต้ คือแม่ทัพผู้มีอำนาจทางทหารมหาศาลและคือบุรุษที่ยามอยู่ในสนามรบเก่งกาจไม่แพ้ผู้ใด แม้แต่เสิ่นอี้เหิงเองยังต้องยอมรับในความสามารถ
เหตุใดฝ่าบาทจึงพระราชทานเสิ่นจื่อเวยให้เขา
เสิ่นอี้เหิงไม่เชื่อแม้แต่น้อยว่านั่นเป็นเพียงเพราะทรงสงสารบุตรสาวของตนที่ถูกถอนหมั้น
โอรสสวรรค์จะทรงทำสิ่งใดโดยไม่มีเหตุผลได้อย่างไร
ยิ่งเป็นเรื่องที่เกี่ยวข้องกับหลี่เฉิงอวิ๋น... ยิ่งไม่มีทาง!
ทันทีที่เสิ่นอี้เหิงก้าวเข้าไปในห้องโถง เขาก็เห็นบุตรสาวนั่งอยู่ข้างเสิ่นจื่อหยวน
“เวยเอ๋อร์!”
เสิ่นจื่อเวยหันกลับมา บุรุษวัยกลางคนรูปร่างสูงใหญ่กำลังเดินตรงมาหานาง จากความทรงจำของร่างเดิม ทำให้นางรู้ทันทีว่าเขาคือใคร
“ท่านพ่อ”
เพียงได้ยินบุตรสาวเรียก เสิ่นอี้เหิงก็รีบก้าวเข้ามาหา เขาจับไหล่นางแล้วมองสำรวจตั้งแต่ศีรษะจรดเท้า
“เจ้าเป็นอย่างไรบ้าง”
“ข้าสบายดีเจ้าค่ะ”
“ซ่งเจียหมิงรังแกเจ้าใช่หรือไม่”
เสิ่นจื่อเวยยังไม่ทันตอบ เสิ่นอี้เหิงก็สบถออกมา
“เจ้าลูกเต่านั่น! ตอนเด็กข้ายังเคยอุ้มมันอยู่เลย มันกลับกล้าทำกับบุตรสาวข้าเช่นนี้”
เสิ่นจื่อเวยเกือบหลุดหัวเราะ
“ท่านพ่อ...”
“พรุ่งนี้ข้าจะไปตระกูลซ่ง!”
“ท่านพ่อ”
เสิ่นจื่อหยวนเรียกอย่างจนใจ
“เรื่องนี้ต้องจัดการให้รอบคอบ”
“รอบคอบอะไร!”
เสิ่นอี้เหิงตบโต๊ะ
“น้องสาวเจ้าถูกถอนหมั้นกลางงานเลี้ยง เจ้าจะให้ข้าอดทนอดกลั้นอีกหรือ”
“ข้าไม่ได้บอกให้ท่านอดทนอดกลั้น”
เสิ่นจื่อหยวนตอบอย่างใจเย็น
“แต่ตอนนี้เรื่องที่สำคัญกว่าตระกูลซ่งคือการพระราชทานสมรส”
เสิ่นอี้เหิงเงียบลงทันทีความโกรธบนใบหน้าค่อย ๆ ถูกแทนที่ด้วยความเคร่งขรึมเขาหันมามองบุตรสาว
“เวยเอ๋อร์”
“เจ้าคะ”
“เจ้าบอกพ่อตามตรง”
เสิ่นอี้เหิงนั่งลงตรงหน้านาง
“เจ้าเต็มใจแต่งกับอ๋องหกหรือไม่”
คำถามนี้ทำให้ห้องทั้งห้องเงียบลง เสิ่นจื่อหยวนมองน้องสาว เสิ่นจื่อเวยเองก็มองบิดา นางรู้ดีว่า หากตอนนี้ตอบว่าไม่เต็มใจ บิดาผู้นี้อาจหาทางเข้าวังไปขอถอนพระราชโองการจริง ๆ และนั่นก็คือเส้นทางเดิมในนิยาย
ไม่ได้! นางจะปล่อยให้เรื่องกลับเข้าสู่เส้นทางเดิมไม่ได้เด็ดขาด
“ท่านพ่อ”
เสิ่นจื่อเวยเอ่ยอย่างจริงจัง
“ข้าเต็มใจเจ้าค่ะ”
เสิ่นอี้เหิงนิ่งงัน
เสิ่นจื่อหยวนเองก็หันขวับมามองนาง
“เวยเอ๋อร์”
“ข้าพูดจริง”
เสิ่นจื่อเวยสูดลมหายใจ
“ซ่งเจียหมิงไม่ต้องการข้า ข้าเองก็ไม่ต้องการเขาแล้ว”
“ส่วนท่านอ๋องหก...”
นางหยุดเล็กน้อย
“แม้ข้ายังไม่เคยพบ แต่เขาก็สร้างคุณูปการให้แผ่นดินมามากมาย อีกทั้งนี่ก็เป็นพระราชประสงค์ของฝ่าบาท ข้าไม่มีเหตุผลต้องปฏิเสธ”
เสิ่นอี้เหิงมองบุตรสาวด้วยสีหน้าซับซ้อน
“แต่เจ้าเคย... เคยชอบซ่งเจียหมิงไม่ใช่หรือ”
เสิ่นจื่อเวยยิ้ม
“ท่านพ่อ คนเราย่อมจะมีช่วงเวลาที่หลงผิดได้เจ้าค่ะ แต่เมื่อรู้ว่าผิดแล้วก็แค่รีบหยุดความคิดเอาไว้ วันหน้าจะได้ไม่ต้องเสียใจมากยิ่งขึ้นเจ้าค่ะ”
จะง่ายดายถึงเพียงนี้ได้อย่างไร ยิ่งคิดเสิ่นอี้เหิงก็ยิ่งรู้สึกเจ็บปวดในใจเขาคิดว่าบุตรสาวกำลังฝืนทำเข้มแข็ง เด็กคนนี้ชอบซ่งเจียหมิงมาหลายปี จะตัดใจภายในวันเดียวได้อย่างไร
คงเพียงไม่อยากให้บิดากับพี่ชายเป็นห่วงเท่านั้น ยิ่งคิด เขายิ่งรู้สึกผิด
“เวยเอ๋อร์...”
“ท่านพ่อ ข้าพูดจริง ๆ นะเจ้าคะ”
เสิ่นจื่อเวยแทบอยากกุมขมับ เหตุใดทุกคนจึงไม่เชื่อว่านางเลิกชอบซ่งเจียหมิงแล้วจริง ๆ หรือเสิ่นจื่อเวยคนเดิมคลั่งรักถึงเพียงนั้น ขณะที่นางกำลังคิดจะอธิบาย เสียงสาวใช้ก็ดังขึ้นจากด้านนอก
“นายท่านเจ้าคะ คุณหนูหลินมาขอพบเจ้าค่ะ”
บรรยากาศภายในห้องเปลี่ยนไปทันที ใบหน้าของเสิ่นอี้เหิงพลันเย็นชาลง เสิ่นจื่อหยวนยกถ้วยชาขึ้นจิบอย่างสงบ
ส่วนเสิ่นจื่อเวย... ดวงตาของนางกลับเป็นประกายขึ้นมาทันที
มาแล้วหรือ นางเอกผู้แสนบอบบางของเรา
เสิ่นอี้เหิงเงียบไปครู่หนึ่ง ก่อนกล่าว
“ให้นางเข้ามา”
ไม่นานนัก หลินซีอินก็เดินเข้ามา ดวงตาของนางยังคงบวมแดง ใบหน้าซีดขาวร่างบางสวมอาภรณ์สีขาว ยิ่งทำให้ดูบอบบางน่าสงสาร ทันทีที่เห็นเสิ่นอี้เหิง นางก็คุกเข่าลง
“ท่านลุงเขย!”
น้ำตาร่วงลงมาแทบจะในทันที
“ซีอินอกตัญญู ทำให้ท่านลุงเขยผิดหวังแล้วเจ้าค่ะ”
เสิ่นจื่อเวยยกถ้วยชาขึ้นจิบช้า ๆ ดวงตากลับเต็มไปด้วยความเย้ยหยัน
เอาล่ะ! ละครฉากใหม่เริ่มแล้ว ข้าอยากรู้นักว่า คราวนี้เจ้าจะร้องไห้จนสามารถพูดให้เรื่องแย่งคู่หมั้นบุตรสาวเจ้าของบ้าน กลายเป็นความผิดของคนตระกูลเสิ่นได้อย่างไร!
และที่สำคัญ... คราวนี้คนที่หลินซีอินต้องเผชิญไม่ใช่เสิ่นจื่อเวยคนเดิม
แต่เป็นนาง!
เสิ่นจื่อเวยวางถ้วยชาลงเบา ๆ มุมปากยกขึ้นเป็นรอยยิ้มจาง ๆ อยากเล่นบทดอกบัวขาวหรือ เช่นนั้นก็ลองดูว่า วันนี้ผู้ใดจะร้องไห้ได้น่าสงสารกว่ากัน
เสิ่นอี้เหิงนั่งนิ่งอยู่บนเก้าอี้ สีหน้าที่เคยอ่อนโยนยามมองหลานสาวต่างสกุลกลับเย็นชาลงอย่างเห็นได้ชัด
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เขาปฏิบัติต่อหลินซีอินไม่เลวเลย หลังจากญาติฝ่ายภรรยาผู้ล่วงลับของเขาประสบเคราะห์ หลินซีอินต้องกลายเป็นเด็กกำพร้าไร้ที่พึ่ง เขาเห็นแก่ความสัมพันธ์ในอดีตจึงรับเด็กหญิงคนนี้เข้ามาอุปการะในจวนแม่ทัพ
เสื้อผ้า อาหาร ที่พัก หรือแม้แต่อาจารย์ที่เชิญมาสั่งสอน เขาไม่เคยให้นางด้อยกว่าบุตรสาวตระกูลขุนนางทั่วไป
แม้จะไม่ได้รักเหมือนบุตรสาวแท้ ๆ แต่ก็ถือว่าเลี้ยงดูด้วยความเมตตามาโดยตลอด
ทว่าเด็กที่ตระกูลเสิ่นเลี้ยงดูมาหลายปี กลับลอบมีใจกับคู่หมั้นของบุตรสาวเขา หากทั้งสองเพียงมีใจให้กันแล้วมาบอกกล่าวอย่างตรงไปตรงมา เสิ่นอี้เหิงอาจโกรธ แต่คงไม่ถึงกับไม่ยอมถอนหมั้น
เขามีบุตรสาวเพียงคนเดียว มีหรือจะยอมบังคับให้นางแต่งกับบุรุษที่ไม่มีใจให้นาง แต่ซ่งเจียหมิงกลับเลือกประกาศถอนหมั้นกลางงานเลี้ยงชมบุปผา
ส่วนหลินซีอิน... กลับปล่อยให้เรื่องดำเนินมาถึงขั้นนี้โดยไม่เคยเอ่ยปากกับคนในตระกูลเสิ่นแม้แต่คำเดียว
เสิ่นอี้เหิงจึงถามเสียงเข้ม
“เจ้ากับซ่งเจียหมิงเริ่มมีใจให้กันตั้งแต่เมื่อใด”
ร่างของหลินซีอินสั่นสะท้าน
“ท่านลุงเขย...”
“ตอบข้า”
หลินซีอินเม้มริมฝีปาก
“ประมาณ...ครึ่งปีที่แล้วเจ้าค่ะ”
ปัง! ฝ่ามือของเสิ่นอี้เหิงกระแทกลงบนโต๊ะ
“ครึ่งปี!”
หลินซีอินสะดุ้งสุดตัว
“หมายความว่าตลอดครึ่งปีที่ผ่านมา เจ้ารู้ทั้งรู้ว่าซ่งเจียหมิงมีสัญญาหมั้นหมายกับเวยเอ๋อร์ แต่ยังคงไปมาหาสู่กับเขาอย่างนั้นหรือ”
“ไม่ใช่นะเจ้าคะ!”
หลินซีอินรีบเงยหน้าขึ้น
“ข้ากับเจียหมิงไม่เคยทำเรื่องผิดประเพณี เราเพียง...เพียงไม่อาจห้ามความรู้สึกของตนเองได้”
“ความรู้สึกห้ามไม่ได้ แต่การกระทำห้ามได้”
เสียงเรียบ ๆ ดังขึ้นจากด้านข้าง หลินซีอินหันไปมอง เสิ่นจื่อเวยกำลังยกถ้วยชาขึ้นจิบด้วยท่าทางสงบนิ่ง
“หากวันแรกที่เจ้ารู้ว่าตนเองมีใจให้คู่หมั้นของข้า แล้วเจ้ามาบอกข้าตรง ๆ เรื่องวันนี้ก็คงไม่เกิดขึ้น”
เสิ่นจื่อเวยวางถ้วยชาลง
“หรือหากซ่งเจียหมิงมาบอกท่านพ่ออย่างตรงไปตรงมาว่าเขารักเจ้า ไม่ต้องการแต่งกับข้า ท่านพ่อก็ไม่ได้ไร้เหตุผลจนถึงขั้นต้องใช้ดาบบังคับให้เขาเข้าห้องหอกับข้าเสียหน่อย”
เสิ่นอี้เหิงที่กำลังโกรธถึงกับชะงัก เขาหันไปมองบุตรสาว เหตุใดคำพูดประโยคนี้พอได้ฟังแล้วจึงรู้สึกแปลกๆ ยิ่งนัก
เสิ่นจื่อหยวนยกมือขึ้นปิดมุมปาก คล้ายกำลังกลั้นหัวเราะ
เสิ่นจื่อเวยทำเป็นไม่เห็น
“แต่พวกเจ้าสองคนเลือกปิดบัง”
นางมองหลินซีอินตรง ๆ
“ปิดบังอยู่นานถึงครึ่งปี”
“จากนั้นคนหนึ่งก็เลือกประกาศถอนหมั้นกลางงานเลี้ยงของฮองเฮา ส่วนอีกคนก็ยืนร้องไห้อยู่ด้านหลังราวกับตนเองเป็นผู้ได้รับความไม่เป็นธรรมที่สุด”
หลินซีอินหน้าซีด
“พี่จื่อเวย ข้าไม่เคยคิดจะทำร้ายท่านจริง ๆ”
“หยุดเสแสร้งเถิด”
เสิ่นจื่อเวยตอบทันที หลินซีอินชะงัก แม้แต่เสิ่นจื่อหยวนยังหันมามองน้องสาว เสิ่นจื่อเวยกลับยิ้ม
“ข้าไม่เชื่อว่าเจ้าไม่ได้ คิด จะทำร้ายข้า”
นางเน้นคำว่า ‘คิด’ อย่างชัดเจน
“เพราะทุกการกระทำของเจ้าทำร้ายข้าไปแล้ว”
“...”
“ดังนั้นอย่าได้เสแสร้งอีกเลย”
