บทที่ 2 ดอกบัวขาวข้าก็เป็นได้
เสิ่นจื่อเวยหลงรักซ่งเจียหมิงจนไม่ยอมแต่งงานกับชายอื่น สตรีผู้นี้มีนิสัยเอาแต่ใจและถูกยั่วยุได้ง่าย สตรีผู้เป็นทั้งบุตรสาวของแม่ทัพใหญ่และว่าที่พระชายาของอ๋องหก
เพียงผลักนางเบา ๆ นางก็พร้อมจะวิ่งไปชนกำแพงด้วยตนเอง จากนั้นความผิดทั้งหมดก็สามารถโยนให้หลี่เฉิงอวิ๋นได้อย่างง่ายดาย ตระกูลเสิ่นย่อมเชื่อว่าบุตรสาวของตนถูกอ๋องหกบีบบังคับ หลี่เฉิงอวิ๋นย่อมมองว่าตระกูลเสิ่นดูหมิ่นพระเกียรติของเขา
ฮ่องเต้ย่อมกริ้วที่ตระกูลเสิ่นปฏิเสธพระราชโองการครั้งแล้วครั้งเล่า และเมื่อทั้งสามฝ่ายเกิดรอยร้าวขึ้น... ผู้ที่ได้รับประโยชน์มากที่สุดย่อมไม่ใช่ใครอื่น เสิ่นจื่อเวยสูดลมหายใจเข้าลึก ๆ
ที่แท้เสิ่นจื่อเวยในนิยายก็ไม่ใช่เพียงตัวประกอบหญิงร้ายกาจที่ขัดขวางความรักของพระเอกกับนางเอก นางคือหมากตัวหนึ่งที่ถูกใช้ทำลายพันธมิตรของฮ่องเต้ต่างหาก!
ยิ่งคิด นางยิ่งรู้สึกหนาวเย็นไปถึงแผ่นหลัง หากยังทำทุกอย่างเหมือนเสิ่นจื่อเวยคนเดิม... นางไม่ได้กำลังฆ่าตัวเองเพียงคนเดียว แต่กำลังลากบิดา พี่ชาย และคนทั้งตระกูลลงหลุมไปพร้อมกันกับนางด้วย
ไม่มีทาง! ในเมื่อข้ามาอยู่ในร่างนี้แล้ว เรื่องเช่นนั้นจะไม่มีวันเกิดขึ้นอีก!
“จื่อเวย!”
เสียงเรียกของซ่งเจียหมิงทำให้นางหลุดออกจากภวังค์
“เจ้าฟังที่ข้าพูดอยู่หรือไม่”
เสิ่นจื่อเวยเงยหน้าขึ้น เมื่อสบสายตากับบุรุษตรงหน้า นางก็พลันรู้สึกขัดใจอย่างบอกไม่ถูก
คนผู้นี้คือพระเอกของเรื่องจริง ๆ หรือ?
หน้าตาก็ดีอยู่หรอก แต่สมองกลับดูเหมือนจะมีปัญหาไม่น้อย
งานเลี้ยงชมบุปผาของฮองเฮาเป็นงานที่รวมบรรดาสตรีสูงศักดิ์และขุนนางชั้นสูงเอาไว้มากมาย การประกาศถอนหมั้นกลางงานเลี้ยงเช่นนี้ไม่ต่างอะไรกับการเหยียบย่ำศักดิ์ศรีของคู่หมั้นต่อหน้าผู้คน
หากเขามีความจริงใจแม้เพียงน้อยนิด ก็ควรส่งผู้ใหญ่ไปเจรจากับตระกูลเสิ่นเป็นการส่วนตัว ไม่ใช่ทำให้นางกลายเป็นตัวตลกเช่นนี้
แต่ถึงอย่างนั้น เสิ่นจื่อเวยก็ไม่ได้แสดงความไม่พอใจออกมา นางเพียงกะพริบตาเล็กน้อย ก่อนจะเอ่ยด้วยน้ำเสียงนุ่มนวล
“ข้าได้ยินแล้ว”
ซ่งเจียหมิงชะงักไปเล็กน้อย เขาคาดคิดเอาไว้แล้วว่าเสิ่นจื่อเวยจะต้องโวยวาย นางเป็นสตรีที่มีนิสัยเอาแต่ใจมาตั้งแต่เด็ก ทั้งยังยึดติดกับสัญญาหมั้นหมายระหว่างพวกเขาอย่างยิ่ง เขามั่นใจว่าวันนี้นางจะต้องตีโพยตีพายก่อเรื่องใหญ่แน่
แต่เหตุใดวันนี้นางจึงดูสงบผิดปกติ?
“เช่นนั้นเจ้าก็ควรเข้าใจว่าข้า...”
“ข้าเข้าใจแล้ว”
เสิ่นจื่อเวยเอ่ยขัดอย่างสุภาพ
“คุณชายซ่งไม่จำเป็นต้องอธิบายซ้ำอีก”
นางยิ้มบาง ๆ
“เรื่องความรักไม่อาจบังคับกันได้ ในเมื่อท่านกับคุณหนูหลินมีใจให้กัน ข้าก็ไม่คิดจะขัดขวาง”
คำพูดนี้ทำให้ผู้คนรอบด้านเงียบลงทันที แม้แต่ซ่งเจียหมิงก็ยังแสดงสีหน้าประหลาดใจ ส่วนหลินซีอินที่ยืนอยู่ด้านหลังเขาพลันเงยหน้าขึ้นอย่างไม่อยากเชื่อ
“พี่จื่อเวย...”
เสียงของนางสั่นเครือ
“ท่าน...ท่านไม่โกรธข้าจริง ๆ หรือ”
เสิ่นจื่อเวยหันไปมองอีกฝ่าย
หลินซีอินเป็นสตรีที่งดงามมากจริง ๆ ใบหน้ารูปไข่ ดวงตากลมโต ผิวขาวละเอียด ริมฝีปากสีชมพูอ่อน
ยามเมื่อหลินซีอินขมวดคิ้วแล้วหลั่งน้ำตาออกมาเล็กน้อยก็ดูราวกับดอกสาลี่ต้องสายฝน ช่างเป็นรูปลักษณ์ที่ชวนให้บุรุษเกิดความรู้สึกอยากปกป้องเสียจริง
เสิ่นจื่อเวยพลันยิ้มกว้างขึ้น
“เหตุใดข้าต้องโกรธเจ้าด้วยเล่า”
หลินซีอินนิ่งงัน
“เจ้าอาศัยอยู่ในจวนแม่ทัพมาหลายปี ข้าปฏิบัติต่อเจ้าราวกับน้องสาวแท้ ๆ มาโดยตลอด ทั้งเสื้อผ้าและเครื่องประดับ ขอเพียงเจ้าบอกว่าอยากได้ ข้าก็ยินดีจะยกให้”
นางเหลือบมองซ่งเจียหมิงตั้งแต่ศีรษะจรดปลายเท้า ก่อนจะยิ้มอ่อนโยนกว่าเดิม
“นับประสาอันใดกับบุรุษจิตใจโลเลผู้นี้ หากเจ้าอยากได้ก็เอาไปเถอะ”
รอบด้านเงียบกริบ
ซ่งเจียหมิงถึงกับหน้าเปลี่ยนสี
เสิ่นจื่อเวยกลับยังคงยิ้มราวกับพระโพธิสัตว์ผู้เปี่ยมด้วยเมตตา
“ในเมื่อเจ้ากับคุณชายซ่งมีใจให้กัน ข้าย่อมจะต้องยินดีกับพวกเจ้า”
นางหยุดเล็กน้อย ก่อนจะถอนหายใจเบา ๆ
“เพียงแต่...”
“เพียงแต่อะไร”
ซ่งเจียหมิงขมวดคิ้วมุ่น
เสิ่นจื่อเวยก้มหน้าลง
“เพียงแต่หากพวกเจ้าบอกข้าก่อนหน้านี้สักหน่อยก็คงดี”
น้ำเสียงของนางแผ่วเบาลงอย่างเห็นได้ชัด
“ข้าจะได้ให้ท่านพ่อส่งคนไปเจรจาเรื่องถอนหมั้นกับตระกูลซ่งอย่างเป็นทางการ”
นางเงยหน้าขึ้น ดวงตาแดงเรื่อราวกับกำลังจะหลั่งน้ำตาออกมาได้ทุกเมื่อ
“หากท่านบอกข้าเร็วกว่านี้ ข้าก็คงไม่ต้องทนแบกรับความอับอาย แล้วทำให้ทุกคนต้องมารับรู้เรื่องน่าสมเพชของข้าเช่นนี้”
สิ้นคำพูดนั้น เสียงกระซิบกระซาบก็ดังขึ้นอีกครั้ง
“นั่นสิ คุณหนูใหญ่เสิ่นพูดถูก”
“เรื่องถอนหมั้นควรให้ผู้ใหญ่เจรจากันมิใช่หรือ”
“คุณชายซ่งทำเช่นนี้ออกจะไม่เหมาะสมอยู่บ้าง”
ใบหน้าของซ่งเจียหมิงพลันแข็งค้าง
ส่วนหลินซีอินก็เริ่มมีสีหน้าไม่สู้ดี เดิมทีนางคิดว่าเสิ่นจื่อเวยจะต้องโวยวาย ด่าทอ และกล่าวหาว่านางแย่งคู่หมั้น นางจะได้เสแสร้งบีบน้ำตาทำให้ตนเองกลายเป็นคุณหนูญาติผู้น้องต่างสกุลที่ถูกรังแก
แต่ตอนนี้อีกฝ่ายกลับยอมรับเรื่องทั้งหมดอย่างสงบ อีกทั้งยังพูดราวกับว่าตนเองเป็นฝ่ายถูกกระทำเสียเอง
“พี่จื่อเวย ข้าไม่ได้ตั้งใจ...”
หลินซีอินพูดพลางน้ำตาคลอเบ้า
“ข้าไม่เคยคิดจะแย่งคุณชายซ่งไปจากท่านจริง ๆ”
เสิ่นจื่อเวยเบิกตากว้างกว่าเดิม สีหน้าดูน่าสงสารขึ้นอีกหลายส่วน
“ข้าก็ไม่ได้กล่าวว่าเจ้าแย่งเขาไปนี่นา”
หลินซีอินชะงัก
“ข้าก็แค่พูดว่า เหตุใดพวกเจ้าจึงไม่บอกข้าให้เร็วกว่านี้ ไม่ใช่มาพูดจาหักหน้าข้าท่ามกลางสายตาผู้คนมากมายเช่นนี้”
“...”
“อย่าทำตัวราวกับตนเองถูกข้ารังแกเช่นนี้สิ”
เสิ่นจื่อเวยยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหางตา
“คนที่ถูกรังแกในยามนี้คือข้าต่างหาก”
หลินซีอินรีบส่ายหน้า
“ไม่ใช่นะเจ้าคะ ข้า...”
“ช่างเถิด ในเมื่อเรื่องมาถึงขั้นนี้แล้ว”
เสิ่นจื่อเวยยิ้มอย่างโล่งอก
“ข้าเองก็ไม่อยากให้ผู้ใดเข้าใจเจ้าผิด”
นางหันไปมองบรรดาคุณหนูโดยรอบ
“ข้ากับคุณหนูหลินเติบโตมาด้วยกัน แม้จะไม่ได้มีสายเลือดเดียวกัน แต่ข้าก็มองนางเป็นน้องสาวเสมอ หากนางมีความสุข ข้าย่อมยินดี”
พูดจบ นางก็ยกผ้าเช็ดหน้าขึ้นซับหางตาเบา ๆ
“เพียงแต่เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้กะทันหันเกินไป ข้าจึงยังตั้งตัวไม่ทัน”
บรรดาคุณหนูที่ได้ยินต่างพากันถอนหายใจ บางคนถึงกับมองหลินซีอินด้วยสายตาที่เปลี่ยนไป
เสิ่นจื่อเวยลอบยิ้มในใจ
อ้อ! นี่สินะ สีหน้าของคนที่ถูกดอกบัวขาวเล่นงาน
ในเมื่อเจ้าชอบใช้ความเสแสร้งแกล้งทำเป็นใสซื่อบริสุทธิ์ อ่อนแอเรียกร้องความสงสารนัก ข้าก็จะใช้วิธีเดียวกันกับเจ้าเสียเลย
“พอได้แล้ว!”
เสียงทรงอำนาจดังขึ้นจากตำแหน่งประธานของงานเลี้ยง ทุกคนรีบสงบปากสงบคำทันที
