บทที่ 1 ทะลุมิติเข้ามาถูกถอนหมั้นพอดี
เสียงพูดคุยภายในอุทยานหลวงเงียบสงัดลงอย่างกะทันหัน
เสิ่นจื่อเวยยืนอยู่ท่ามกลางสายตาของผู้คนมากมายด้วยความมึนงง
รอบกายของนางเต็มไปด้วยสตรีสูงศักดิ์และคุณหนูจากตระกูลขุนนาง บางคนมองนางด้วยความสงสาร บางคนมองด้วยความสมเพช ในขณะที่บางคนพยายามซ่อนรอยยิ้มเยาะเอาไว้หลังพัดในมือ
ท่ามกลางบรรยากาศอันน่าอึดอัดนั้น บุรุษหนุ่มผู้หนึ่งกำลังยืนอยู่ตรงหน้านาง เขาสวมอาภรณ์สีฟ้าอ่อน รูปร่างสูงโปร่ง ใบหน้าหล่อเหลาคมคาย มีบุคลิกสง่างามสมกับเป็นคุณชายจากตระกูลขุนนางชั้นสูง ทว่าสายตาที่เขาใช้มองนางกลับเต็มไปด้วยความเย็นชา
“เสิ่นจื่อเวย ข้าหวังว่าเจ้าจะเข้าใจ”
น้ำเสียงของบุรุษหนุ่มหนักแน่นราวกับกำลังประกาศเรื่องสำคัญที่ตนเองไตร่ตรองมาเป็นอย่างดีแล้ว
“ระหว่างพวกเรามีเพียงสัญญาหมั้นหมายที่ผู้ใหญ่เป็นคนกำหนด ข้าไม่เคยมีความรู้สึกฉันชู้สาวต่อเจ้าแม้แต่น้อย”
เขาหยุดเล็กน้อย ก่อนจะหันไปมองสตรีในชุดสีขาวที่ยืนอยู่ด้านหลัง สายตาเย็นชาพลันอ่อนโยนลงอย่างเห็นได้ชัด
“คนที่ข้ารักคือซีอิน และสตรีที่ข้าต้องการแต่งงานด้วยก็มีเพียงนางเท่านั้น”
สิ้นคำพูดนั้น เสียงฮือฮาก็ดังขึ้นรอบด้าน
“คุณชายซ่งกำลังขอถอนหมั้นกับคุณหนูใหญ่เสิ่นจริง ๆ หรือ”
“นั่นสิ! ทั้งสองหมั้นหมายกันมาตั้งแต่ยังเด็กมิใช่หรือ”
“น่าสงสารคุณหนูใหญ่เสิ่นยิ่งนัก ถูกคู่หมั้นทอดทิ้งต่อหน้าผู้คนมากมายเช่นนี้ ต่อไปนางจะเอาหน้าไปไว้ที่ใด”
“แต่คุณหนูหลินผู้นั้นมิใช่ญาติห่าง ๆ ที่อาศัยอยู่ในจวนแม่ทัพหรอกหรือ”
“ชู่! เบาเสียงลงหน่อย!”
เสียงกระซิบกระซาบดังขึ้นไม่ขาดสาย
เสิ่นจื่อเวยกลับไม่ได้สนใจคำพูดเหล่านั้น นางกำลังพยายามทำความเข้าใจกับสถานการณ์ตรงหน้าอย่างสุดความสามารถ
เสิ่นจื่อเวย...
คุณชายซ่ง...
ซีอิน...
ถอนหมั้นกลางงานเลี้ยงชมบุปผา...
เดี๋ยวก่อนนะ! เหตุใดเหตุการณ์เหล่านี้จึงฟังดูคุ้นเคยยิ่งนัก
เสิ่นจื่อเวยก้มลงมองมือตนเองอย่างรวดเร็ว มือคู่นี้ขาวเนียนเรียวยาว เล็บถูกตัดแต่งอย่างประณีต ข้อมือสวมกำไลหยกสีเขียวมรกตที่ดูแล้วมีราคาไม่น้อย
เมื่อก้มมองอาภรณ์บนร่าง นางก็พบว่าตนเองกำลังสวมชุดกระโปรงผ้าไหมสีม่วงอ่อน ปักลวดลายดอกไห่ถังด้วยดิ้นเงินอย่างประณีต นี่ไม่ใช่ร่างกายของนาง ความทรงจำมากมายที่ไม่ใช่ของตนเองพลันไหลบ่าเข้ามาในศีรษะ
เสิ่นจื่อเวย!
บุตรสาวคนโตของแม่ทัพใหญ่เสิ่น คู่หมั้นของซ่งเจียหมิง และสตรีที่กำลังยืนอยู่ด้านหลังเขาก็คือหลินซีอิน คุณหนูต่างสกุลผู้เข้ามาขอพึ่งใบบุญจวนแม่ทัพเมื่อหลายปีก่อน
บัดซบ! ข้าทะลุมิติเข้ามาอยู่ในนิยายจริง ๆ ด้วย
ยิ่งไปกว่านั้น นางยังไม่ได้ทะลุมิติมาเป็นนางเอกหรือแม้แต่ตัวประกอบที่มีชีวิตยืนยาว
แต่กลับทะลุมิติมาเป็นเสิ่นจื่อเวย!
ตัวประกอบหญิงผู้มีบทบาทเพียงไม่กี่ตอน ก่อนจะถูกกำจัดทิ้งเพื่อเปิดทางให้พระเอกกับนางเอกได้ครองรักกันอย่างสมหวัง
นิยายเรื่องนี้มีชื่อว่า “บุปผาเคียงหทัย”
เป็นนิยายรักย้อนยุคที่นางเคยอ่านเมื่อไม่นานมานี้ เรื่องราวกล่าวถึงหลินซีอิน คุณหนูตกอับผู้มีจิตใจงดงาม อ่อนโยน และเฉลียวฉลาด นางต้องอาศัยอยู่ภายใต้ชายคาของจวนแม่ทัพใหญ่เสิ่น ก่อนจะได้พบรักกับซ่งเจียหมิง คุณชายจากตระกูลขุนนางผู้มีอนาคตไกล
ทั้งสองรักกันอย่างลึกซึ้ง แต่กลับมีอุปสรรคสำคัญคือสัญญาหมั้นหมายระหว่างซ่งเจียหมิงกับเสิ่นจื่อเวย
เสิ่นจื่อเวยในนิยายต้นฉบับเป็นสตรีเอาแต่ใจ หึงหวง และไม่ยอมรับความจริง เมื่อนางรู้ว่าคู่หมั้นหลงรักหลินซีอิน นางจึงพยายามขัดขวางทุกวิถีทาง แต่สุดท้ายความรักอันบริสุทธิ์ของพระเอกกับนางเอกก็สามารถเอาชนะอุปสรรคทั้งหมดได้
ฟังดูเป็นเรื่องราวความรักที่งดงามใช่หรือไม่ แต่เมื่ออ่านรายละเอียดให้ดีแล้วกลับพบว่า... ความสุขของพระเอกกับนางเอกถูกสร้างขึ้นมาบนซากศพของคนตระกูลเสิ่นทั้งตระกูล
เสิ่นจื่อเวยจำได้แม่นยำว่า หลังจากเหตุการณ์ถอนหมั้นในงานเลี้ยงชมบุปผา ฮ่องเต้จะเสด็จมาพระราชทานสมรสให้นางกับอ๋องหกหลี่เฉิงอวิ๋น
เสิ่นจื่อเวยคนเดิมไม่ยอมรับ
นางคุกเข่าร้องไห้ ขอร้องให้ฮ่องเต้ทรงถอนพระราชโองการ เพราะยังคงมีใจให้ซ่งเจียหมิง
การกระทำดังกล่าวไม่เพียงทำให้ฮ่องเต้กริ้ว แต่ยังทำให้อ๋องหกหลี่เฉิงอวิ๋นถูกหักหน้าต่อหน้าผู้คน
และนั่นคือจุดเริ่มต้นของหายนะทั้งหมด
บิดาของนางถูกเรียกตัวกลับจากชายแดน พี่ชายถูกดึงเข้าไปเกี่ยวข้องกับความขัดแย้งในราชสำนัก ความสัมพันธ์ระหว่างตระกูลเสิ่นกับอ๋องหกเลวร้ายลงทุกที จนท้ายที่สุดตระกูลเสิ่นถูกกล่าวหาว่ามีใจคิดก่อกบฏ
แม่ทัพใหญ่เสิ่นถูกยึดตราบัญชาการทหาร
พี่ชายถูกขับออกจากสำนักฮั่นหลิน
ทรัพย์สินถูกยึด จวนแม่ทัพถูกปิดล้อม
และคนทั้งตระกูลก็ถูกตัดสินประหารชีวิต
ทว่าสิ่งที่เสิ่นจื่อเวยเพิ่งนึกขึ้นได้หลังจากความทรงจำทั้งหมดกลับคืนมา ก็คือนิยายเรื่องนี้ไม่ได้เอ่ยถึงความรักระหว่างชายหญิงเพียงอย่างเดียว เบื้องหลังยังมีการช่วงชิงอำนาจของราชสำนักซ่อนอยู่
อ๋องหกหลี่เฉิงอวิ๋น เขาคือพระอนุชาแท้ ๆ ของหลี่เฉิงหรงฮ่องเต้ แม้อายุเพียงยี่สิบสองปี แต่ชื่อเสียงของหลี่เฉิงอวิ๋นกลับทำให้แม่ทัพศัตรูหวาดหวั่นมากกว่าขุนศึกที่ผ่านศึกมาครึ่งชีวิตเสียอีก
เขาติดตามกองทัพออกสู่สนามรบตั้งแต่อายุสิบสี่ ผ่านสงครามน้อยใหญ่มานับครั้งไม่ถ้วน คมดาบในมือเคยอาบโลหิตศัตรูจนผู้คนขนานนามเขาว่า เทพสังหารแห่งแคว้นต้าหลี่
หากหลี่เฉิงหรงคือผู้ครองบัลลังก์มังกร หลี่เฉิงอวิ๋นก็คือดาบที่คมกริบที่สุดในพระหัตถ์ของพระองค์
ดาบที่ชี้ไปทางใด ศัตรูก็ต้องหวาดกลัว และเป็นดาบที่ฮ่องเต้ทรงไว้วางพระทัยมากที่สุดเช่นกัน
ด้วยเหตุนี้ ต่อให้เขาเป็นเพียงพระอนุชาของฮ่องเต้ บรรดาพระโอรสของหลี่เฉิงหรงกลับไม่มีผู้ใดกล้าดูแคลนพระอนุชาผู้นี้ แม้แต่องค์รัชทายาทก็ยังเกรงกลัวเขาอยู่หลายส่วน
เพราะทุกคนต่างรู้ว่า หากวันหนึ่งเมืองหลวงเกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นมา ทหารในมือของหลี่เฉิงอวิ๋นสามารถกลายเป็นตัวแปรที่สำคัญที่สุดของราชบัลลังก์ได้!
ยามนี้หลี่เฉิงหรงฮ่องเต้ยังมีพระพลานามัยแข็งแรง พระชนมายุยังไม่มาก ทว่าบรรดาพระโอรสกลับเติบใหญ่กันหมดแล้ว
เมื่อโตขึ้น ความทะเยอทะยานที่เคยซ่อนอยู่ก็ยิ่งยากจะปกปิด โดยเฉพาะองค์รัชทายาท เบื้องหลังองค์รัชทายาทมีตระกูลกู้ของกู้ฮองเฮาคอยสนับสนุน ขณะเดียวกันยังมีตระกูลซ่งของพระชายาองค์รัชทายาทเป็นกำลังสำคัญอีกฝ่าย
สองตระกูลใหญ่ หนึ่งฝ่ายมีรากฐานหยั่งลึกในราชสำนัก อีกฝ่ายมีขุนนางและเครือญาติกระจายอยู่ตามกรมกองต่าง ๆ
ยิ่งองค์รัชทายาทเติบใหญ่ ขุนนางที่เข้าหาก็ยิ่งมากขึ้น
ต่อให้หลี่เฉิงหรงยังคงประทับอยู่บนบัลลังก์อย่างมั่นคง แต่พระองค์จะไม่ทรงระแวดระวังได้อย่างไร ดังนั้นพระองค์จึงมีพระประสงค์จะเรียกพระอนุชาที่ไว้วางพระทัยที่สุดกลับเมืองหลวง
เพียงแต่หลี่เฉิงอวิ๋นกุมกองทัพอยู่ชายแดน หากเรียกตัวกลับมาโดยไม่มีเหตุผล ย่อมทำให้หลายฝ่ายจับตามอง แต่ถ้าเป็นเพราะพระราชทานสมรสเล่า
พระอนุชาจะกลับเมืองหลวงเพื่อแต่งพระชายา มีเหตุผลใดให้ผู้ใดคัดค้านได้ ยิ่งเจ้าสาวคือบุตรสาวคนโตของแม่ทัพใหญ่เสิ่นด้วยแล้ว... การแต่งงานครั้งนี้ยิ่งมีความหมายมากกว่าคำว่า “สมรสพระราชทาน”
หากจวนอ๋องหกกับจวนแม่ทัพใหญ่เกี่ยวดองกัน อำนาจทางทหารสองสายก็จะมีสายสัมพันธ์เชื่อมโยงถึงกัน
สำหรับฮ่องเต้ นั่นคือการเพิ่มกำลังให้แก่พระอนุชาที่พระองค์ไว้วางพระทัยแต่สำหรับองค์รัชทายาทและผู้สนับสนุน... นั่นคือดาบที่จ่ออยู่เหนือศีรษะ
และในนิยายต้นฉบับ ซ่งเจียหมิงกับหลินซีอินก็ฉวยโอกาสจากจุดนี้ได้อย่างแม่นยำ
พวกเขาไม่จำเป็นต้องเอาชนะหลี่เฉิงอวิ๋นในสนามรบ
ไม่จำเป็นต้องแย่งตราทัพจากแม่ทัพใหญ่เสิ่น
ขอเพียงทำให้คนสองฝ่ายที่ฮ่องเต้ต้องการผูกเข้าด้วยกัน กลายเป็นศัตรูกันเสียเองก็พอ
ส่วนหมากที่เหมาะสมที่สุด... ก็คือเสิ่นจื่อเวย!
