ตอนที่ 2
ตกเย็นของวันที่สาม เสียงฝีเท้าม้าควบตะบึงดังกึกก้องมาจากหน้าประตูจวน บ่าวไพร่ต่างวิ่งวุ่นแจ้งข่าวกันจ้าละหวั่นว่า หนิงหย่วนโหวเดินทางกลับมาจากค่ายทหารแล้ว
หลี่มู่หรงที่เพิ่งจะอาบน้ำเปลี่ยนอาภรณ์เสร็จ กำลังนั่งจิบชาด้วยท่วงท่าสง่างาม นางอยู่ในชุดผ้าไหมสีฟ้าอ่อน ปักลวดลายกล้วยไม้ที่ชายกระโปรง เส้นผมดำขลับดุจน้ำหมึกถูกเกล้าขึ้นครึ่งศีรษะ ปักด้วยปิ่นหยกขาวเรียบง่าย ดวงตาหงส์ทอดมองออกไปนอกหน้าต่าง รอคอยการมาเยือนของบุคคลที่นางเตรียมจะสลัดทิ้ง
ไม่นานนัก เสียงฝีเท้าหนักหน่วงและมั่นคงก็ดังขึ้นที่หน้าเรือนอวิ๋นลั่ว บานประตูไม้ถูกผลักออกพร้อมกับร่างสูงใหญ่ของบุรุษผู้หนึ่งที่ก้าวเข้ามาภายในห้อง
เซี่ยอวิ๋นเจิงอยู่ในชุดเกราะอ่อนสีดำขลับที่ยังไม่ได้ผลัดเปลี่ยน รูปร่างของเขาสูงตระหง่านดุจขุนเขา ไหล่กว้างผึ่งผาย ใบหน้าคมเข้มหล่อเหลา ทว่ากลับแฝงไปด้วยกลิ่นอายสังหารที่ดุดัน ดวงตาเรียวยาวดั่งเหยี่ยวทอดมองมาที่นางด้วยประกายลึกล้ำยากจะคาดเดา
ทันทีที่เขาก้าวเข้ามา กลิ่นอำพันทะเลอันเป็นเอกลักษณ์ประจำกายของเขาผสมผสานกับความเย็นของสายฝนที่เพิ่งโปรยปรายนอกจวน ก็พัดพาเอาความหอมของเปลือกส้มในห้องให้แตกซ่าน บรรยากาศภายในห้องคล้ายจะถูกกดทับด้วยอำนาจบารมีของแม่ทัพผู้ผ่านศึกสงครามมานับไม่ถ้วน
ด้านหลังของเขามี เล่อซาน คนสนิทผู้มีใบหน้ายิ้มแย้มเดินตามเข้ามา ทว่าเมื่อเห็นบรรยากาศตึงเครียดระหว่างสามีภรรยา เล่อซานก็รีบก้มหน้าถอยไปยืนรอที่หน้าประตูอย่างรู้หน้าที่
"ได้ยินว่าเจ้าป่วย" น้ำเสียงทุ้มต่ำและราบเรียบเอ่ยทำลายความเงียบ เซี่ยอวิ๋นเจิงเดินเข้ามาหยุดยืนอยู่เบื้องหน้าโต๊ะน้ำชา สายตาหลุบมองสตรีที่นั่งนิ่งไม่ไหวติง ปกติแล้วทุกครั้งที่เขากลับจวน นางมักจะรีบปรี่เข้ามารินชาและถามไถ่ด้วยความเอาใจใส่ ทว่าวันนี้หลี่มู่หรงกลับนั่งตัวตรงหลังแข็ง ซ้ำยังมองเขาด้วยแววตาที่ว่างเปล่าราวกับมองก้อนหินริมทาง
"ขอบพระคุณท่านโหวที่ห่วงใย อาการไข้ของข้าทุเลาลงมากแล้วเจ้าค่ะ" หลี่มู่หรงตอบกลับด้วยน้ำเสียงราบเรียบไม่แพ้กัน นางค่อยๆ ลุกขึ้นยืน หยิบสมุดบัญชีปึกหนาและกระดาษแผ่นหนึ่งที่ถูกเขียนด้วยลายมือบรรจงยื่นไปตรงหน้าเขา
"นี่คือสิ่งใด" เซี่ยอวิ๋นเจิงขมวดคิ้วมุ่น ไม่ยอมรับของที่นางยื่นให้
"สมุดบัญชีของจวนตลอดสามเดือนที่ผ่านมาเจ้าค่ะ ข้าได้ตรวจสอบและสะสางให้เรียบร้อยแล้ว รายรับรายจ่าย รอยรั่วไหล รวมถึงรายชื่อบ่าวไพร่ที่แอบยักยอกเงินทอง ข้าจดบันทึกไว้หมดสิ้น" หลี่มู่หรงแย้มยิ้มบางเบา เป็นรอยยิ้มการค้าที่นางมักใช้เจรจาธุรกิจในชาติก่อน "และแผ่นกระดาษบนสุดคือ หนังสือขอลาออก เจ้าค่ะ"
"ลาออก?" คิ้วกระบี่ของแม่ทัพหนุ่มขมวดเข้าหากันแน่นยิ่งกว่าเดิม "เจ้าพูดจาเหลวไหลอันใด ตำแหน่งฮูหยินหาใช่หน้าที่ของขุนนาง ไฉนจึงมีคำว่าลาออกเล่า"
"หากท่านโหวไม่คุ้นชินกับคำศัพท์นี้ ข้าขออนุญาตอธิบายให้ฟังอย่างช้า ๆ เจ้าค่ะ" หลี่มู่หรงกอดอก เชิดหน้าขึ้นเล็กน้อย "ลาออก หมายถึง ข้าขอสละตำแหน่งฮูหยินเอกแห่งจวนหนิงหย่วนโหว ขอหย่าขาดจากท่านโดยสมบูรณ์ และขอเรียกคืนสินเดิมทั้งหมดของสกุลหลี่กลับคืนมา ข้าได้ร่างหนังสือหย่าไว้พร้อมแล้ว เพียงแค่ท่านโหวจรดพู่กันลงนาม เราสองคนก็ถือว่าขาดจากกัน ท่านสามารถไปรับแม่นางดอกบัว... เอ่อ รับสตรีในดวงใจของท่านเข้ามาเชิดหน้าชูตาในจวนได้อย่างเปิดเผย โดยไม่ต้องมีตัวเกะกะเช่นข้าคอยขวางหูขวางตาอีกต่อไป"
ความเงียบโรยตัวลงปกคลุมห้องทั้งห้องจนแทบจะได้ยินเสียงลมหายใจ เล่อซานที่ยืนอยู่หน้าประตูถึงกับอ้าปากค้าง จวี๋หว่านที่แอบฟังอยู่หลังฉากกั้นแทบจะทรุดลงไปกองกับพื้นอีกรอบ
เซี่ยอวิ๋นเจิงยืนนิ่งงันไปชั่วขณะ สมองของแม่ทัพผู้ปราดเปรื่องในการจัดทัพจับศึกกำลังพยายามประมวลคำพูดของภรรยา เขาจ้องมองใบหน้างดงามที่ดูดื้อรั้นของนาง ก่อนจะถอนหายใจออกมาอย่างแผ่วเบา
"มู่หรง" เขาเอ่ยด้วยน้ำเสียงที่อ่อนลงเล็กน้อย "ช่วงนี้ข้าต้องประจำอยู่ที่ค่ายทหารเพื่อเตรียมความพร้อมของกองทัพฉีหลิน จึงละเลยเจ้าไป ปล่อยให้เจ้าต้องเหน็ดเหนื่อยกับการจัดการเรื่องราวในจวนเพียงลำพังจนล้มป่วย เจ้าคงจะเหนื่อยล้ามากสินะ"
“ฮะ ?” นางเพิ่งพูดเรื่องหย่าขาด แต่เหตุใดสมองของมนุษย์โบราณผู้นี้จึงตีความไปว่านางบ่นเรื่องงานบ้านงานเรือนเล่า!
"ท่านโหว ข้ามิได้บ่นว่าเหนื่อย ข้ากำลังบอกว่าข้าจะ..."
"หากเจ้าเหนื่อยล้ากับการดูแลบัญชีนัก ก็พักผ่อนเสียเถิด" เซี่ยอวิ๋นเจิงเอ่ยแทรกขึ้นมาหน้าตาเฉย "งานจุกจิกพวกนี้ ข้าจะสั่งให้พ่อบ้านรับช่วงต่อจากเจ้าเอง เจ้าเพิ่งฟื้นไข้ ควรจะดูแลสุขภาพให้ดี อยากไปเดินเล่นที่ตลาด หรืออยากได้เครื่องประดับชิ้นใด ก็ให้เล่อซานไปเบิกเบี้ยหวัดของข้าที่ห้องบัญชีมาซื้อได้ตามใจชอบ"
พูดจบ เขาก็เอื้อมมือไปหยิบสมุดบัญชีจากมือนาง ทว่ากลับปัดกระดาษ 'ใบลาออก' ของนางตกลงไปที่พื้นอย่างไม่ไยดี ก่อนจะหมุนตัวเดินออกจากห้องไป ทิ้งไว้เพียงกลิ่นอำพันทะเลที่ลอยคลุ้งอยู่เบื้องหลัง
"อ้อ..." เซี่ยอวิ๋นเจิงชะงักฝีเท้าที่หน้าประตู หันหน้ากลับมามองสตรีที่ยืนกำหมัดแน่นด้วยความงุนงง "สตรีในดวงใจอันใดกัน ข้าไม่เคยมีความคิดที่จะแต่งอนุภรรยาหรือรับผู้ใดเข้ามาในจวน เจ้าเป็นฮูหยินของข้า ก็จงทำหน้าที่ของเจ้าต่อไปให้ดี อย่าได้คิดฟุ้งซ่านอะไรอีก"
ปัง!
บานประตูไม้ถูกปิดลง พร้อมกับเสียงฝีเท้าของแม่ทัพใหญ่ที่เดินจากไปอย่างองอาจ ทิ้งให้หลี่มู่หรงยืนเบิกตากว้าง อ้าปากค้างอยู่กลางห้อง
"ไอ้... ไอ้แม่ทัพทึ่มเอ๊ย!"
หลี่มู่หรงสบถออกมาอย่างเหลืออด นางก้มลงเก็บใบลาออกที่ถูกทิ้งขว้างขึ้นมาปัดฝุ่นด้วยความโมโห
"ฟังภาษาคนไม่รู้เรื่องหรืออย่างไร ข้าบอกว่าข้าจะหย่า! ข้าจะลาออก! ไม่ได้เรียกร้องความสนใจเพื่อขอเครื่องประดับสักหน่อย!" นางกระทืบเท้าด้วยความหงุดหงิด "ได้... ในเมื่อพูดจาดีๆ แล้วไม่ยอมอนุมัติใบลาออกนี้ ข้าก็จะหาวิธีป่วนจวนของท่านให้วุ่นวายจนท่านต้องเป็นฝ่ายคุกเข่าขอร้องให้ข้าหย่าเอง!"
จวี๋หว่านรีบวิ่งออกมาจากหลังฉากกั้น มองผู้เป็นนายที่กำลังฟาดงวงฟาดงาด้วยแววตาหวาดหวั่น "ฮูหยินเจ้าคะ บ่าวว่าท่านโหวทรงดีกับท่านมากเลยนะเจ้าคะ ถึงกับยอมให้ท่านเบิกเบี้ยหวัดไปซื้อเครื่องประดับตามใจชอบ เหตุใดท่านจึงต้องดึงดันจะหย่าให้ได้เล่า"
"เจ้าเด็กโง่!" หลี่มู่หรงหันไปดีดหน้าผากสาวใช้ตัวน้อยเบาๆ หนึ่งที "คนอย่างข้า หาเงินเองได้ ไฉนต้องง้อเศษเงินของเขาด้วย ข้าต้องการอิสระ! อิสระในการเป็นเศรษฐีนีอันดับหนึ่งแห่งเมืองรุ่ยอานต่างหาก!"
