บทที่ 2
ฟีรัสตามยนตรชัยกลับไปที่กองสืบสวนเพื่อทำบันทึกปากคำ พอดีกับที่แพทย์นิติเวชถือรายงานผลตรวจเข้ามา
“ไม่เป็นไร ฟีรัสเป็นคนกันเอง รายงานได้เลย!”
แพทย์นิติเวชเอารายงานกับภาพจากที่เกิดเหตุไปติดบนกระดาน แล้วพูดกับฟีรัสด้วยความนับถือ “คุณหมอฟีรัสเก่งจริงๆ รายงานของเราสอดคล้องกับข้อสรุปที่คุณให้ไว้แทบทั้งหมดเลยครับ”
“ต่างกันอย่างเดียวคือ ตอนชันสูตรหัวใจของผู้ตาย เราพบว่ามีขดลวดค้ำยันอยู่ข้างใน”
ฟีรัสขมวดคิ้ว “แปลว่าตอนมีชีวิต ผู้ตายน่าจะเคยผ่าตัดใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดหัวใจมาก่อน”
ยนตรชัยได้ยินแล้วก็อดสบถไม่ได้ “งั้นคนร้ายคงฆ่าแบบเลือกเหยื่อสินะ? ตั้งใจหาเป้าหมายที่เคยใส่ขดลวดค้ำยัน แล้วควักหัวใจเธอออกมา…”
“เดี๋ยวก่อน!”
ด้วยสายตาเฉียบคมของฟีรัส เขาจับประเด็นสำคัญได้แทบจะทันที
“เมื่อกี้ผมบอกแล้ว ว่าเหตุผลมีได้แค่การแก้แค้น คนร้ายฆ่าคนที่เคยใส่ขดลวดค้ำยัน แล้วยังเสี่ยงเอาหัวใจไปวางไว้ในตู้แช่ของโรงพยาบาลเพื่อท้าทายหมอ…งั้นคนร้ายกับผู้ตาย มีโอกาสสูงมากที่จะเป็นคู่อาฆาตกัน”
“ขดลวดค้ำยันที่ถูกต้องตามมาตรฐานจะมีหมายเลขกำกับ แค่ใช้หมายเลขนั้นไปเช็กข้อมูลผู้ป่วยกับโรงพยาบาล ก็ยืนยันตัวตนผู้ตายได้!”
แพทย์นิติเวชพูดอย่างเสียดาย “พวกเราเช็กแล้วครับ ขดลวดในหัวใจดวงนี้…ไม่มีหมายเลข”
ทำไมถึงไม่มีหมายเลข?
ฟีรัสขมวดคิ้วแน่น จ้องภาพขดลวดค้ำยันในรูปถ่าย ดวงตาเย็นเฉียบจนชวนขนลุก
ฉันคิดว่าเขาน่าจะนึกอะไรบางอย่างขึ้นมาได้…ตอนนั้นฉันไปสอนหนังสืออาสาในพื้นที่ภูเขาห่างไกล ระหว่างนั้นเกิดอาการหัวใจกำเริบกะทันหัน จำเป็นต้องใส่ขดลวดค้ำยันหลอดเลือดหัวใจด่วน…
เป็นฟีรัสที่ติดต่อคุณหมอแผนกหัวใจของโรงพยาบาลใกล้ที่สุด ให้ช่วยให้คำแนะนำทางไกลแบบเรียลไทม์ตลอดการผ่าตัด
ขดลวดของโรงพยาบาลชุมชนไม่มีหมายเลขกำกับ
แต่ไม่นานฟีรัสก็ส่ายหน้า ปฏิเสธข้อสันนิษฐานของตัวเอง “ไม่มีหมายเลข…อย่างน้อยก็น่าจะมีบันทึกการผ่าตัดนะ ผมแนะนำให้พวกคุณแบ่งทีมไปไล่เช็กประวัติการรักษาตามโรงพยาบาล”
“ผู้หญิงอายุน้อยที่มีประวัติโรคหัวใจไม่ได้มีเยอะ ไม่นานก็น่าจะเจอ”
ฟีรัส…ทำไมคุณไม่กล้ายืนยันความคิดของตัวเอง?
ฉันโทรหาคุณแล้ว ฉันบอกว่าฉันใกล้จะตาย
น่าเสียดายที่คุณไม่เชื่อฉัน…คุณพลาดฉันไปอีกครั้ง
ยนตรชัยชวนฟีรัสให้เข้าร่วมการสืบสวนในฐานะแพทย์ที่ปรึกษาภายนอก และส่วนที่ฟีรัสรับผิดชอบก็คือแผนกหัวใจของโรงพยาบาลตัวเอง
พอกลับมาถึงโรงพยาบาลอีกที ก็เป็นเวลาห้าทุ่มแล้ว พยาบาลเวรดึกเห็นฟีรัสกลับมา ก็พูดด้วยความเป็นห่วงว่า “คุณหมอฟีรัส ช่วงสองวันนี้แผนกไม่ค่อยสงบเลยนะคะ คุณหมอบอกพี่สะใภ้อย่าเพิ่งเอาข้าวมาส่งอีกได้ไหมคะ ฉันกลัวว่าเธอจะไม่ปลอดภัย”
ฟีรัสสีหน้าไม่พอใจ “เธอมาด้วยเหรอ?”
หลังแต่งงาน ต่อให้ฟีรัสเข้าเวรดึก เมื่อไหร่ฉันก็จะเอาข้าวเย็นมาส่งให้เขาทุกคืน ไม่เคยขาด
จนช่วงก่อนจิราภากลับประเทศมารักษาตัว ฟีรัสทะเลาะกับฉันอย่างหนัก แล้วก็ย้ายออกจากบ้าน…หลังจากนั้นอีกหลายเดือน ฉันก็ไม่เคยมาส่งข้าวอีกเลย
แต่วันนี้ “ฉัน” กลับมาอีกครั้ง
ฉันตายไปแล้ว จะเป็นไปได้ยังไงที่ฉันจะเอาอาหารเย็นมาส่งให้ฟีรัส…หรือว่าจะเป็นคนนั้น…กำลังจะเล่นงานฟีรัสกันแน่?
ฉันมองฟีรัสอย่างเป็นห่วง กลัวว่าเขาจะเปิดกล่องข้าวแล้วเจออันตราย แต่ก็หวังให้เขารีบเปิดมัน เผื่อจะเจอเบาะแสใหม่
“ต่อไปของแบบนี้ให้เอาไปทิ้งแทนผมก็พอ” พูดจบฟีรัสก็หยิบกล่องข้าวขึ้นมาอย่างชำนาญ แล้วโยนลงถังขยะทันที
พอดีมีผู้หญิงคนหนึ่งสวมชุดนอนสีขาวเดินออกมาจากห้องผู้ป่วย ใบหน้าสวยคมแต่แฝงความซูบซีด ราวกับดอกบัวที่บอบบาง
เธอยิ้มให้ฟีรัส “คุณมาแล้ว”
ฟีรัสเห็นเข้าก็รีบเข้าไปประคองแขนจิราภา คิ้วตาเต็มไปด้วยความกังวล “คุณยังอยู่ช่วงพักฟื้น อย่าลุกเดินมากนักเลย ผมพาคุณกลับห้องนะ”
ตลอดสิบปีที่ฉันรู้จักฟีรัส แทบไม่เคยเห็นเขาร้อนใจเรื่องอาการป่วยของใครขนาดนี้
ตอนฉันพักฟื้นหลังผ่าตัด อยากอ้อนเขาบ้าง เขากลับพูดด้วยน้ำเสียงหมอแบบมืออาชีพว่า หลังผ่าตัดจะไม่เกิดอาการแบบนั้น
แต่จิราภาทั้งๆ ที่เป็นคนไข้ของแผนกโรคกระเพาะ เขายังใช้อิทธิพลย้ายเธอมาอยู่ห้องผู้ป่วยแผนกหัวใจ เพื่อดูแลใกล้ชิด
ที่แท้เขาไม่ได้ไม่รู้จักความรัก
เขาแค่ไม่รักฉันต่างหาก…
ในหัวใจของเขา ความผูกพันตลอดหลายปีของเรา…ยังสู้โทรศัพท์จากจิราภาแค่สายเดียวไม่ได้เลย
