พบเจอ
ทันทีที่พวกเขากลับมาถึงบ้าน เด็กสาวไม่พูดอะไรสักคำ เดินตรงเข้าห้องนอนแล้วล็อกประตูดัง แกร๊ก ราวกับกันโลกทั้งใบออกไปจากตัวเอง
ส่วนเขายืนค้างอยู่หน้าห้องอยู่เสี้ยววินาที รู้สึกเหมือนคำพูดของตัวเองเมื่อเย็นยังทิ่มแทงอยู่ในอก แต่เขาก็เลือกเงียบ…แล้วหันหลังเดินเข้าครัวไปเตรียมอาหารเย็นแทน
เสียงตะหลิวกระทบกระทะดังเบาๆในครัว กลิ่นอาหารค่อยๆลอยอบอวล แต่ความเงียบในบ้านกลับหนักกว่าทุกวัน
เขาปาดมือกับผ้ากันเปื้อน เดินไปหยุดหน้าประตูห้องลูกสาวแล้วเคาะเบาๆ
“ก๊อกๆ…ได้เวลาทานข้าวเย็นแล้วนะ”
ไม่มีเสียงตอบรับ
เขาถอนหายใจ แล้วเดินกลับไปนั่งรอที่โต๊ะอาหาร เขานั่งมองจานข้าวตรงหน้าอยู่พักใหญ่ ช้อนในมือค้างอยู่กลางอากาศ แต่ประตูห้องก็ยังเงียบเหมือนเดิม
ในที่สุดเขาก็ลุกขึ้นเดินไปเคาะประตูอีกครั้ง ครั้งนี้เสียงหนักกว่าเดิมเล็กน้อย
“ก๊อกๆๆ…เปิดประตูให้พ่อหน่อย”
ด้านในยังคงเงียบ เด็กสาวกำลังงอน…และตั้งใจจะงอนให้ถึงที่สุด
เขาหลับตาลงชั่วครู่ ก่อนหลุดประโยคที่เขารู้ดีว่ามัน “ได้ผล” เสมอ
“ถ้าไม่ออกมาทานข้าว…พ่อจะไม่พาไปเที่ยวต่างประเทศนะ”
เพียงไม่กี่วินาที เสียงกลอนประตูก็ดัง แกร๊ก ประตูเปิดออกอย่างรวดเร็ว แล้วร่างเล็กๆก็พุ่งเข้ามากอดเขาเต็มแรงเหมือนลืมความน้อยใจไปชั่วขณะ
“คุณพ่อจะพาเอวาไปเที่ยวต่างประเทศจริงๆหรอคะ!”
เขาชะงักไปนิดเดียว ก่อนยกมือขึ้นลูบหัวลูกสาวช้าๆ เหมือนกำลังไถ่โทษแบบเงียบๆ
“อันที่จริงพ่อไปทำงาน…แล้วกะจะเอาเอวาไปด้วย” เขามองตาลูก “แต่เอวาต้องสัญญากับพ่อก่อนนะว่าจะไม่งอแง”
เด็กสาวรีบพยักหน้าแรงๆ ดวงตาเป็นประกาย
“สัญญาค่ะ!”
“งั้นไปทานข้าวก่อน…พ่อหิวจะแย่อยู่แล้ว”
“ค่ะ”
และในคืนนั้น แม้คำว่า “ขอโทษ” จะยังไม่หลุดจากปากเขา แต่เขาก็ปล่อยให้ลูกสาวนั่งใกล้ๆ กินข้าวไปเงียบๆ พร้อมกับความรู้สึกผิดที่ค่อยๆร้าวอยู่ในอก
ไม่นาน…ก็มาถึงวันที่เขาต้องไปงานบวงสรวงละครเรื่องล่าสุด
เช้าวันนั้น เด็กสาวแต่งตัวสวยกว่าปกติ ผูกผมเรียบร้อย กอดแขนเขาไว้แน่นเหมือนกลัวพลาดคำสัญญา
“คุณพ่อคะ…เอวาอยากไปด้วย”
เขามองหน้าเธอ เหมือนลังเลว่าบรรยากาศแบบนั้นจะเหมาะกับเด็กไหม
“มันจะดีเหรอ”
“นะๆ…เอวาอยากไปด้วย”
ดวงตาอ้อนวอนคู่นั้นทำให้เขาแพ้แทบทุกครั้ง
เขาถอนหายใจแล้วพยักหน้า
“ไปก็ไป”
เด็กสาวฉีกยิ้มกว้างจนแก้มป่อง
“คุณพ่อน่ารักที่สุดเลย!”
สถานที่จัดงานคึกคักตั้งแต่ยังไม่เริ่มพิธี แสงแดดส่องแสบตา แฟลชจากกล้องนักข่าววูบวาบไม่หยุด เสียงเรียกชื่อเขาดังเป็นระยะ
ทันทีที่นักข่าวเห็นเขามาพร้อมเด็กสาว ทุกคนต่างรีบยกกล้องขึ้นเก็บภาพทันที ราวกับได้ “ประเด็น” ที่หอมหวานที่สุด
“คุณโอมครับ! น้องคือใครครับ!”
“คุณโอมคะ ขอรูปคู่หน่อยค่ะ!”
เขายิ้มอย่างมืออาชีพ แต่ก็ยังไม่ลืมก้มลงกระซิบกับลูก
“จับมือพ่อไว้แน่นๆนะ”
เด็กสาวพยักหน้า แล้วกอดมือเขาไว้เหมือนเป็นที่ปลอดภัยที่สุด
“คุณโอมคะ เชิญทางนี้ค่ะ ทุกคนรออยู่”
“ครับ”
เขาก้าวตามทีมงานไปไม่กี่ก้าว ก็มีเสียงเรียกเร่งๆดังขึ้นจากด้านหลัง
“โอมๆ! มานี่มา…พี่มีเรื่องสำคัญจะแจ้งให้ทราบ”
เขาหันไปหา “พี่กี้” ที่เดินมาหาด้วยสีหน้าเครียด
“เรื่องสำคัญ?”
“คือทางผู้ใหญ่เขาเปลี่ยนตัวนางเอกกระทันหันอ่ะ”
เขาขมวดคิ้วเล็กน้อย แต่ยังรักษาน้ำเสียงให้เรียบ
“ไม่เป็นไรครับ เรื่องแค่นี้ผมไม่ซีเรียส”
พี่กี้ถอนหายใจเหมือนโล่งอก
“ดีละที่โอมไม่ว่าอะไร เพราะตอนแรกพี่ก็แอบกลัวว่าโอมจะไม่โอเค”
เขาเงยหน้าถามต่ออย่างใจเย็นเกินจริง
“แล้วเปลี่ยนเป็นใครหรอครับ”
“พี่เองก็ยังไม่รู้เลย” พี่กี้ลดเสียงลง “แต่ได้ยินเขาซุบซิบกันว่าเป็นนางเอกหน้าใหม่…และหล่อนใช้เส้นเพื่อเข้ามาเป็นนักแสดงสังกัดเดียวกับเรา”
เขาพ่นลมหายใจเบาๆ ดวงตาคมขึ้นเล็กน้อย
“แล้วทางผู้ใหญ่เขาไม่ห่วงเรื่องฝีมือการแสดงเลยหรอครับ”
“ก็นั่นแหละ…”
เขาเหลือบมองไปทางพิธี เห็นทีมงานหลายคนยืนจับโทรศัพท์ สีหน้าร้อนรน
“แล้วตอนนี้เธออยู่ไหนครับ”
“ยังไม่มาเลยค่ะ ทีมงานกำลังโทรตามอยู่”
เขาหัวเราะในลำคออย่างเหนื่อยๆ
“แย่จังเลยนะครับ”
พี่กี้รีบทำตาเตือน
“อย่าไปพูดเสียงดัง”
“ก็มันจริงนี่ครับพี่”
เสียงทีมงานคนหนึ่งดังแทรกขึ้นมาเหมือนประกาศชัย
“นางเอกของเรามาแล้วค่ะ!”
ทันทีที่ผู้หญิงคนนั้นปรากฏตัว บรรยากาศทั้งงานเหมือนหยุดหายใจไปชั่ววินาที
นักข่าวยกกล้องพร้อมกัน เสียงแฟลชรัวเหมือนฝนตก
ทีมงานและนักแสดงคนอื่นๆต่างตะลึงกับความสวยและสง่าราศีของเธอ
ขณะที่ทุกคนกำลังชื่นชมกันไม่หยุด…เขากลับยืนนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยเหมือน “ไม่รู้สึกอะไร”
แต่ในอก…มันไม่ใช่แบบนั้นเลย
พี่กี้หันมามองเขา
“เป็นไงบ้างโอม”
เขาตอบทันทีเหมือนตัดสินใจมานานแล้ว
“ผมขอถอนตัวออกจากละครเรื่องนี้นะครับ”
พี่กี้หน้าเปลี่ยนทันที
“ไม่ได้นะโอม! เราเซ็นสัญญากับเขาแล้ว”
เขากัดฟันแน่น แววตาแข็งกร้าว
“แต่ว่าเขาผิดสัญญากับเราก่อนนี่ครับ เขาเปลี่ยนตัวนางเอกโดยที่ไม่แจ้งให้ผมทราบ”
“แต่เมื่อกี้โอมก็ไม่ได้ว่าอะไรนี่”
“ก็…ตอนนี้ผมเปลี่ยนใจแล้ว”
พี่กี้ลดเสียงลงจนแทบเป็นการขอร้อง
“ถ้าโอมถอนตัวกระทันหันแบบนี้ เราจะเสียหายนะ แล้วต่อไปก็จะไม่มีใครจ้างงานเรา”
เขาพูดเรียบๆ ราวกับไม่กลัวอะไรแล้ว
“ไม่เป็นไรครับ ผมไม่สน”
“แต่โอมมาไกลแล้วนะ!” พี่กี้เสียงสั่น “พี่เองก็เป็นคนดูแลโอม ถ้าโอมไม่มีงาน พี่ก็ไม่มีด้วย…ขอร้องนะโอม”
ยังไม่ทันที่เขาจะตอบ เสียงใสของเด็กสาวก็ดังขึ้นข้างตัว
“คุณพ่อรับปากแล้วไม่ใช่หรอคะ…ว่าจะพาเอวาไปด้วย”
พี่กี้รีบเสริมเหมือนคว้าไม้พยุงสุดท้าย
“นั่นสิโอม ไม่เห็นแก่พี่ก็เห็นแก่เอวา”
เขาหันไปมองลูกสาว เด็กสาวทำตาปริบๆ ใส่เขาด้วยความหวังเต็มเปี่ยม
ในวินาทีนั้น…ความเป็นพ่อชนะทุกอย่าง
เขาหลับตา สูดลมหายใจลึก แล้วพยักหน้าเหมือนยอมแพ้
“ก็ได้…”
เด็กสาวยิ้มกว้างทันที รอยยิ้มที่เขายอมแลกทุกอย่างเพื่อรักษาไว้
“มากันครบแล้วก็เริ่มพิธีกันเลยนะ!” ทีมงานประกาศ “ส่วนนางเอกพระเอกของเรา…มายืนตรงกลางนี่เลยค่ะ”
เขาก้าวไปยืนตามตำแหน่งที่ถูกจัดไว้
และเมื่อทั้งสองต้อง “เผชิญหน้า” กันในระยะใกล้—
เธอกลับเกร็งจนทำตัวไม่ถูก นิ้วมือที่จับพวงมาลัยธูปสั่นนิดๆ ราวกับรู้สึกผิดและกลัวพร้อมกัน
ส่วนเขา…ยืนสงบนิ่ง สีหน้าเรียบเฉยทำเหมือนไม่มีอะไรเกิดขึ้น
ทั้งที่ในใจนั้นหวั่นไหวจนแทบยืนไม่อยู่
แต่ความหวั่นไหว…ถูกกลืนด้วยความรู้สึกอีกอย่างที่หนักกว่า
ความโกรธแค้น
“ลุงกี้คะ…” เด็กสาวดึงชายเสื้อพี่กี้เบาๆ “เอวาอยากไปยืนกับคุณพ่อ”
พี่กี้ย่อตัวลงพูดกับเด็กสาวเสียงอ่อน
“นั่งตรงนี้ดีแล้ว จะได้ไม่โดนแดด”
เด็กสาวเม้มปากนิดหนึ่ง ก่อนพยักหน้าตาม
“ก็ได้ค่ะ…”
