ตอนที่3
หลังจบรายการ เขาถูกดึงไปสัมภาษณ์ต่ออีกสองสามสื่อ ก่อนจะได้หลุดออกมาหายใจเต็มปอดในโถงทางเดินหลังสตูดิโอ
เสียงผู้คนยังดังอื้ออึงอยู่ไกลๆ แต่เขาเริ่มคิดถึงอย่างเดียวเวลารับลูกสาว
“โอม”
เสียงเรียกที่คุ้นเคยดังขึ้นด้านหลัง เขาหันกลับไปเห็นชายคนหนึ่งยืนพิงผนัง ถือโทรศัพท์และแฟ้มงานในมือ สีหน้าดูจริงจังกว่าตอนอยู่หน้ากล้อง
“ว่าไงครับพี่กี้”
“เรื่องงานอ่ะ…โอมตัดสินใจได้หรือยัง”
เขาชะงักไปเสี้ยววินาที ก่อนยิ้มตามมารยาท ทั้งที่ในใจยังหนักอึ้ง
“ผมขอกลับไปคิดทบทวนดูก่อนนะครับ”
พี่กี้ย่นคิ้วเล็กน้อย ก่อนพูดเสียงหนักแน่นเหมือนพยายามดันประตูให้เปิด
“แต่พี่ว่าโอมควรรับเล่นละครเรื่องนี้นะ”
“ทำไมหรอครับ”
“ก็พี่คิดว่าละครเรื่องนี้…อาจจะทำให้โอมดังเป็นพลุแตก”
คำว่า “ดัง” สำหรับใครหลายคนอาจเท่ากับความสุข แต่สำหรับเขา มันเท่ากับ “เวลาที่ถูกขโมย” จากลูก
เขาหลุบตาลงนิดหนึ่ง ก่อนตอบตรงๆ
“ก็ผมไม่อยากห่างลูกนี่ครับ”
พี่กี้เงียบไปครู่ เหมือนคิดทางออก แล้วพูดขึ้นเหมือนมันเป็นเรื่องง่ายที่สุดในโลก
“งั้นก็เอาลูกไปด้วย”
เขาเงยหน้าขึ้นทันที
“ได้หรอครับ?”
“พี่คิดว่าน่าจะได้แหละ” อีกฝ่ายยิ้มบางๆ “แต่โอมต้องรับผิดชอบค่าใช้จ่ายในส่วนของเอวาเองนะ”
เขาพยักหน้าแทบจะทันที เหมือนคนที่รอมาทั้งชีวิตกับประโยคที่เปิดทางให้ “งาน” กับ “ลูก” ไปพร้อมกันได้
“ไม่มีปัญหาครับพี่”
“งั้นพี่จะลองคุยกับผู้กำกับให้”
“ครับพี่”
พี่กี้จ้องหน้าเขาเหมือนจะเอาคำตอบให้ชัด
“ถ้าเขาโอเค โอมจะยอมรับเล่นละครเรื่องนี้ใช่ไหม”
“แน่นอนครับพี่”
“ชัวร์นะ”
เขาตอบทันทีโดยไม่ลังเล
“ร้อยเปอร์เซ็นครับ”
“ดีมาก”
เขายิ้ม แต่ลึกๆยังคงรู้สึกเหมือนกำลังเดินอยู่บนเชือกเส้นเล็ก ระหว่างความฝันกับความเป็นพ่อ
“ผมขอตัวไปรับลูกที่โรงเรียนก่อนนะครับพี่”
“ถึงบ้านแล้วอย่าลืมรายงานพี่นะ” พี่กี้ตบไหล่เขาเบาๆ “ไม่ใช่ไรหรอก…เป็นห่วง”
“รับทราบครับ”
จากนั้นทั้งสองก็แยกย้ายกันไปขึ้นรถของตัวเอง
หน้าโรงเรียนช่วงเย็นเต็มไปด้วยผู้ปกครอง รถจอดเรียงยาว เสียงเด็กๆเจี๊ยวจ๊าวปะปนกับเสียงครูบอกลา เขาจอดรถแล้วรีบลงไปยืนรอด้วยหัวใจที่เบาขึ้นทุกครั้งที่ได้มารับลูก
“เอวา”
เด็กสาวหันมาทันทีเมื่อได้ยินเสียงเรียก ก่อนก้าวมาหาเขาอย่างว่าง่าย แต่ดวงตากลับไม่สดใสเหมือนทุกวัน
“คุณพ่อ…”
เขาสังเกตได้ในวินาทีแรกรอยยิ้มที่เคยกว้างหายไป เหลือเพียงมุมปากที่ฝืนยกขึ้นบางๆ
“ทำไมทำหน้าแบบนั้นคะ” เขาก้มลงมองให้ชัดขึ้น “ไม่ดีใจเหรอที่พ่อมารับ”
เด็กสาวพยักหน้าเร็วๆเหมือนกลัวเขาจะคิดไปไกล
“ดีใจค่ะ”
“ถ้าดีใจก็ต้องยิ้มสิ”
เด็กสาวเม้มปากแน่น มือเล็กกำชายกระโปรงนักเรียนไว้เหมือนกำลังรวบรวมความกล้า
“พ่อคะ…”
“ว่าไงคะ”
เธอเงยหน้าขึ้น น้ำตาคลอทันทีเหมือนคำถามนั้นหนักเกินจะเก็บไว้คนเดียวอีกต่อไป
“แม่อยู่ไหน…แม่เอวาเป็นใคร…แล้วทำไมเอวาไม่มีแม่เหมือนคนอื่นๆ”
เสียงเธอสั่น น้ำตาเริ่มไหลทีละหยด เหมือนความน้อยใจสะสมมานานกำลังแตกออก
เขาชะงัก มือที่กำลังจะจับมือเธอหยุดค้าง ความเจ็บวูบขึ้นมา แต่ความกลัวกลับพุ่งขึ้นมากกว่า—กลัวคำถาม กลัวความจริง กลัวอดีตที่เขาไม่อยากให้ลูกแตะต้อง
“มีใครพูดอะไรให้ลูกหรือเปล่า”
เด็กสาวส่ายหน้าเร็วๆ
“ไม่มีค่ะ”
เขาจ้องตาลูกนิ่ง รู้ว่าคำตอบนั้นไม่จริง
“พ่อรู้นะว่าเอวากำลังโกหก”
เธอก้มหน้าลง น้ำตาหยดลงบนรองเท้านักเรียน
“เพื่อนค่ะ…เพื่อนล้อเอวา”
หัวใจเขาเหมือนถูกบีบ แต่เขายังพยายามทำเสียงให้มั่นคง
“ล้อว่ายังไงคะ”
“เพื่อนๆถามถึงแม่…แต่เอวาไม่รู้จะตอบยังไง” เธอสะอื้น “เพราะเอวาก็ไม่รู้…ว่าเอวามีแม่ไหม”
เขาสูดลมหายใจลึก เหมือนต้องกลืนความปวดทั้งหมดลงคอ ก่อนตัดสินใจเลือกคำตอบที่ง่ายที่สุด—คำตอบที่ไม่ต้องเปิดแผลของเขาเอง
“ถ้าเพื่อนๆถามอีก…เอวาก็ตอบพวกเขาไปนะคะว่าแม่ของเอวาอยู่บนสวรรค์”
เด็กสาวเงยหน้าขึ้น น้ำตายังเต็มแก้ม
“เรื่องจริงหรอคะ…แล้วทำไมคุณพ่อไม่เคยเล่าเรื่องเกี่ยวกับแม่”
คำถามนั้นเหมือนคมมีด เขารู้สึกเหมือนถูกบังคับให้มองอดีต ทั้งที่ใช้เวลาหลายปีพยายามหลบมัน
และแทนที่จะตอบ…เขากลับเผลอเลือก “ความโกรธ” มาบังความเจ็บ
“แล้วทำไมเอวาต้องถามหาแม่ตลอด!” เสียงเขาหลุดดังขึ้นกว่าที่ตั้งใจ “หรือเอวาอยู่กับพ่อแล้วไม่มีความสุข หรือยังไง?!”
เด็กสาวสะดุ้ง เหมือนถูกตบด้วยคำพูด น้ำตาไหลหนักกว่าเดิม
“คุณพ่อ…”
เสียงเรียกนั้นเล็กและสั่นจนเขาควรจะหยุด…ควรจะกอด…ควรจะขอโทษ
แต่เขากลับกดความรู้สึกทั้งหมดลง แล้วพูดสั้นๆเหมือนปิดประตูใส่หัวใจของลูก
“พ่อตอบคำถามเอวาไปแล้วนะ ทีนี้ก็ไม่ต้องถามหาแม่อีก”
เขาพาลูกขึ้นรถ คาดเข็มขัดให้เธออย่างเงียบๆ แล้วขึ้นไปนั่งหลังพวงมาลัย
รถเคลื่อนออกจากหน้าโรงเรียนไปช้าๆ
ด้านข้าง เขาได้ยินเพียงเสียงสะอื้นเบาๆของเด็กสาวที่พยายามกลั้นไม่ให้พ่อได้ยิน
แต่เขากลับขับรถต่อไปเรื่อยๆ…โดยไม่คิดแม้แต่จะปลอบลูก
