5
“อยู่นิ่ง ๆ” เสียงนั้นออกคำสั่งกับฉันอีกรอบ ฉันจึงต้องนอนนิ่ง ๆ ให้ใครคนนั้นช่วยประคบเย็นให้ ซึ่งมันก็ทำให้ฉันรู้สึกดีขึ้นมากพอที่จะสามารถลืมตาขึ้นมามองผู้มีพระคุณได้
“คุณ!” ฉันสะดุ้งและดีดตัวจะลุกขึ้นนั่งทันทีที่เห็นได้ชัดว่าคนที่อุ้มฉันออกมาและยังอุตส่าห์มีน้ำใจมานั่งประคบเย็นให้คือใคร แต่กลับถูกฝ่ามือแข็ง ๆ ข้างที่ว่างจะการประคบเย็นให้กับฉันกดไหล่เอาไว้จนต้องนอนลงที่เดิม “ฉะ...ฉันทำเองได้ค่ะ”
มือของฉันเลื่อนขึ้นไปพยายามจะยื้อแย่งเอาผ้าห่อน้ำแข็งนั้นมาประคบเอง แต่กลับถูกอีกฝ่ายมองลงมาด้วยสายตาดุดันราวกับเป็นการกำราบฉันด้วยสายตาว่าอย่าได้บังอาจดื้อกับเขาในเวลานี้ “ก็บอกให้อยู่นิ่ง ๆ ไงล่ะ!”
“แต่... แต่ฉันทำเองได้จริง ๆ นะคะ ไม่รบกวนคุณหรอก” ฉันพยายามบอก การมานอนให้คนอย่างเขามาคอยปรนนิบัติน่ะ มันไม่ใช่สิ่งที่ฉันคุ้นชินและคิดจะทำเลยสักนิด
“ฉันสั่งให้เธออยู่นิ่ง ๆ ในฐานะเจ้านาย!” ขุนพลออกคำสั่งด้วยน้ำเสียงที่เข้มขึ้น และนั่นทำให้ฉันไม่กล้าต่อกรกับเขาเหมือนอย่างที่เป็นมาเสมอนั่นแหละ และฉันก็จำยอมนอนนิ่ง ๆ ชนิดที่เรียกได้ว่าแทบจะกลั้นหายใจเพื่อให้เขาได้ประคบเย็นให้อย่างที่ชายหนุ่มต้องการ
“น่าจะดีขึ้นแล้วล่ะ” ขุนพลเปรยเสียงเรียบเหมือนพูดกับตัวเองมากกว่าจะคุยกับฉัน ร่างสูงที่ชุ่มเหงื่อขยับออกไปห่างเล็กน้อย ส่งผลให้ฉันมีระยะห่างพอที่จะลุกขึ้นนั่ง ขณะที่ยื่นมือไปรับผ้าขนหนูผืนนั้นมาถือเอาไว้เอง “ไปทำอีท่าไหนให้หน้าฟาดลู่วิ่งอย่างนั้น?”
“ก็...ก็ฉันไม่รู้ว่ามันใช้งานยังไงนี่คะ” ฉันก้มหน้าลงมองมือที่ถือผ้าขนหนูเย็น ๆ เอาไว้ รู้สึกเหมือนตัวเองตัวเล็กจ้อยเป็นเด็กที่ทำผิดและกำลังถูกผู้ปกครองดุก็ไม่ปาน
“ซุ่มซ่าม!” ฉันได้ยินเสียงเขาแจะปากแล้วตำหนิออกมา นั่นทำให้ต่อมความดื้อดึงของฉันที่นาน ๆ จะทำงานทีเริ่มทำหน้าที่ของมัน
ปลายคางของฉันเชิดขึ้นก่อนจะเริ่มแก้ตัว “ไม่ได้ซุ่มซ่ามนะคะ ก็แค่ไม่เคยออกกำลังกายด้วยลู่วิ่งอย่างนั้นมาก่อน เลยตั้งตัวไม่ทันก็เท่านั้น”
“เธอนี่มันเหลือทนจริง ๆ” ฉันหน้างอกับคำบริภาษนั้น ไม่ได้ขอร้องให้เขามาทนสักหน่อย ฉันมาที่นี่ก็มาเอง และตัดสินใจมาออกกำลังกายเอง ไม่ได้ขอร้องให้เขาต้องมานั่งเสียเวลาด้วยสักหน่อยหนึ่ง!
“ขอโทษแล้วกันค่ะที่ทำให้คุณเสียเวลา” ไม่รู้ว่าตัวเองเป็นอะไรเหมือนกัน แต่ความรู้สึกเจ็บจี๊ด ๆ ในใจทำให้ฉันกล้าที่จะประชดออกไปทั้งที่ไม่เคยทำอย่างนี้มาก่อน เพราะรู้ตัวดีว่าเขาอยู่สถานะอะไร และฉันอยู่ในสถานะอะไร
ขุนพลหรี่ตามาฉันเหมือนจะหาเรื่องกัน “นี่! ไม่ต้องมาประชดเลยนะ รู้ไหมว่าการที่เธอล้มกลางฟิตเนสอย่างนั้นมันน่าอับอายแค่ไหน?”
“คนที่ต้องอายคือฉันต่างหาก ไม่ใช่คุณ” ฉันแก้ไขคำพูดให้กับชายหนุ่ม แต่อีกฝ่ายส่ายหน้าเบา ๆ อย่างไม่เห็นด้วย
“ใครบอกล่ะ ฉันก็ต้องมาขายหน้าเพราะเธอด้วยเหมือนกัน”
ฉันรู้สึกร้อนที่หัวตา นี่การที่เขาแสร้งทำเป็นคนดีมีน้ำใจและอุ้มฉันออกมา มันทำให้เขาขายหน้าคนอื่นมากขนาดนั้นเลยเหรอ? “ฉันไม่เห็นว่าคุณมีอะไรที่ต้องอายสักหน่อย คนที่ล้มหน้าฟาดมันคือฉันนะคะ”
“ทำไมจะไม่อายล่ะ? ในเมื่อหลาย ๆ คนในนั้นก็รู้ว่าเธอเป็นคนของฉัน เจ้าชายแห่งฟิตเนสตัวพ่อ ที่มีสาว ๆ หลายคนต่อคิวรอมาให้ฉันเป็นเทรนเนอร์ให้ แต่กลับไม่มีปัญญาเทรนคนของตัวเองซะงั้น” ขุนพลบ่น
ก็จริงอย่างเขาว่า เขาน่ะได้รับฉายา ‘เจ้าชายแห่งฟิตเนส’ ไม่ใช่เพราะใบหน้าที่หล่อเหลาดูใสราวกับหนุ่มเกาหลี แต่ก็มีความคมเข้มแฝงอยู่เท่านั้นหรอก แต่เป็นเพราะรูปร่างของเขาที่ถูกเทรนมาอย่างดีจนมีรูปร่างที่งดงาม ค่อนไปทางสมบูรณ์แบบ ไม่ได้ใหญ่โตเทอะทะ แต่ก็ไม่ได้ผอมแห้งเหมือนจะปลิวไปกับลมได้ทุกเมื่อ และถึงแม้ว่าเขาจะมีครอบครัวที่ร่ำรวยซึ่งเขาจะนอนถลุงเงินเล่นเป็นสิบ ๆ ชาติก็ไม่หมด แต่เขาก็มักจะรับจ๊อบพิเศษด้วยการเป็นเทรนเนอร์ส่วนตัวให้กับลูกค้าซึ่งส่วนใหญ่เป็นสาว ๆ และแน่นอนว่าคนอย่างชายหนุ่มน่ะเป็นคนเลือกลูกค้าเอง ไม่ใช่ว่ามีเงินแล้วก็จะจ้างเขาได้หรอกนะ ถ้าเขาไม่พอใจทำให้ ขุนพลก็ปฏิเสธอย่างไม่ใยดีเหมือนกัน
ที่ฉันรู้ก็เพราะอีตานี่เป็นหนุ่มฮอตคนหนึ่งของมหาวิทยาลัยที่เราเรียนอยู่ ทำให้ทุก ๆ กิจกรรมของเขาเป็นที่สนอกสนใจของคนอื่น ๆ ในมหาวิทยาลัยน่ะสิ
“เอาล่ะ! ฉันตัดสินใจแล้วว่าฉันจะเทรนเธอด้วยตัวเอง”
“อะไรนะคะ?” ฉันย้อนถามเสียงสูง ไม่ได้หูฝาดไปใช่ไหม? ขุนพลบอกว่าจะเป็นเทรนเนอร์ให้ฉันอย่างนั้นเหรอ? “แต่คุณเพิ่มพนันกับฉันเรื่องการลดน้ำหนัก แล้วคุณจะมาเป็นเทรนเนอร์ให้ฉันเนี่ยนะคะ?”
“ก็ไม่เห็นเป็นไรนี่ เพราะการจะลดได้หรือมไม่ได้มันไม่ได้ขึ้นกับฉัน แต่มันขึ้นกับตัวเธอเองต่างหาก”
ฉันเอียงคอมองคนที่อยู่ ๆ ก็นึกจะใจดีขึ้นมา ก่อนสรุปเอาเองว่าอีกฝ่ายคงมีเจตนาอื่นแอบแฝงอยู่แน่ ๆ “คุณคงไม่คิดที่จะเล่นสกปรกใช่ไหมคะ?”
“เล่นสกปรก?” ใบหน้าหล่อ ๆ ของเขามีแววงุนงง
“ก็เช่น... แกล้งฝึกฉันแบบมั่ว ๆ เพื่อให้ฉันแพ้พนันคุณไงคะ” ฉันว่าใช่... ต้องใช่แน่ ๆ เลย! คนอย่างเขาไม่เคยทำดีกับใครโดยไม่หวังผลหรอก!
“เธอนี่มองฉันในแง่ลบจังเลยนะ” ฉันจับจ้องใบหน้าของเขาเมื่อคิดว่าตัวเองได้ยินน้ำเสียงหม่น ๆ นั่น แต่คนอย่างเขาน่ะหรือจะเสียใจเป็นเพียงเพราะคำพูดของฉัน? ท่าจะหูเพี้ยนล่ะมั้งเพลงดาว!
“แล้วคุณมีแง่ดีให้ฉันมองเหรอคะ?”
“เดี๋ยวเถอะยัยนี่! ใจดีเข้าหน่อยมาทำเป็นต่อปากต่อคำ!” ฉันคอหดกับเสียงขู่เข็ญของเขา ทำให้ฉันเริ่มรู้ตัวว่าชักจะปีกกล้าขาแข็งเกินไปแล้ว! “ฉันไม่คิดจะเล่นนอกเกมอย่างนั้นหรอกน่ะ บอกว่าจะช่วยเทรนให้ก็คือจะช่วย ลดได้ไม่ได้มันขึ้นอยู่กับความตั้งใจของเธอ ถ้าเธอไม่ตั้งใจ... ฉันก็ชนะ”
“แต่ถ้าฉันตั้งใจและลดได้ขึ้นมา คุณก็ต้องแพ้พนันและเสียหน้านะคะ” ฉันเตือน จริง ๆ แล้วอยากให้เขาล้มเลิกความคิดที่จะเป็นครูฝึกส่วนตัวให้ฉันน่ะแหละ
“คนอย่างเธอน่ะ ต่อให้มีเทรนเนอร์ฝีมือดีอย่างฉันอยู่ ก็ลดไม่ได้หรอก” ดูเขาพูดเอาเถอะ ไม่ดูถูกกันสักวันนี่มันจะขาดใจตายไหมเนี่ย!? “ตกลงตามนี้แล้วกัน”
“ฉันปฏิเสธไม่ได้เลยเหรอคะ?” ฉันถามอย่างมีหวัง ไม่อยากอยู่ใกล้ขุนพลไปมากกว่านี้ เพราะเท่านี้ก็ต้องมานั่งฟังคำดูแคลนของเขาอยู่ทุกเมื่อเชื่อวันอยู่แล้ว
“ไม่!” และนั่นคือคำขาด ฉันไม่สิทธิอุทธรณ์ใด ๆ ได้เลย “และเธอต้องรับการเทรนที่บ้านฉันด้วย”
“อะไรนะคะ?” ฉันถามเสียงสูงลิบยิ่งกว่าตึกสิบแปดชั้นอีกครั้งเมื่อได้ยินเงื่อนไขนั้น “ทำไมเราไม่ฝึกกันที่ฟิตเนสล่ะคะ?”
“หลังจากที่เธอล้มหน้าฟาดให้คนอื่นหัววเราะเยาะงั้นเหรอ? ไม่ล่ะ! ขืนเธอซุ่มซ่ามต่อหน้าทุกคนอีก ฉันก็อับอายแย่” ร่างสูงถอนหายใจเมื่อเขาขยับไปยืนเท้าสะเอวค้ำหัวฉัน และลดสายตามองลงมา “ไปฝึกที่บ้านฉันน่ะดีแล้ว ถ้าเธอทำอะไรน่าอายอีก จะไม่ได้ไม่มีคนเห็นไง”
“แต่...”
“ห้ามปฏิเสธ!” ย้ำเพียงเท่านั้นขุนพลก็เดินจากไป ทิ้งให้ฉันจมอยู่กับความหนักใจที่ว่า ฉันจะเข้มแข็งพอที่จะฟังคำดุด่าดูถูกจากเขาในทุก ๆ วันได้จริง ๆ น่ะหรือ?
‘บ้าน’ ที่เขาหมายถึงไม่ใช่บ้านใหญ่อันเป็นพำนักของตระกูลศักดิพาณิชย์หรอก แต่เป็นบ้านหลังโตโอ่อ่าที่คุณยายของเขาซื้อไว้เพื่อเป็นของขวัญวันเกิดอายุครบสิบแปดของหลานชาย และดูเหมือนว่าขุนพลจะย้ายตัวเองมาพำนักอยู่ที่นั่นทันทีที่เรียนมหาวิทยาลัย ฉันมีหน้าที่ต้องไปช่วยทำความสะอาดให้เขาอาทิตย์ละครั้งพร้อมกับแม่บ้านอีกสองคน
บ้านหลังใหญ่ที่มีหลายห้องให้ใช้ แต่ขุนพลกลับเลือกที่จะอยู่ตามลำพัง อาจมีบ้างที่เพื่อน ๆ แวะไปค้างด้วยยามที่เขาจัดปาร์ตี้กันโต้รุ่ง นอกนั้นฉันกับคนงานคนอื่นก็แค่แวะเวียนไปทำความสะอาดอาทิตย์ละครั้ง ครั้งละไม่กี่ชั่วโมงเท่านั้น ถ้าให้ฉันนิยาม... คงต้องบอกว่าบ้านหลังนั้นน่ะ มัน ‘รังอสูร’ ดี ๆ นี่เอง!
และหลังจากนี้ ฉันก็คงต้องเข้าไปที่รังอสูรเกือบทุกวัน วันละไม่ต่ำกว่าชั่วโมงเพื่อให้เขาเทรนให้ โดยที่ไม่ได้ยินยอมเองน่ะเหรอ?
ฉันต้องโดนอสูรขย้ำตายแน่ ๆ!
