1
“เอ้อ... แก เย็นนี้แกว่างป่ะ? ฉันอยากกินหมูกะทะอะ” ฉันถามด้วยน้ำเสียงเจื้อยแจ้ว แค่นึกถึงกลิ่นเนื้อย่างหอม ๆ น้ำลายก็แตกฟองแล้ว
คนที่นั่งอยู่ตรงข้ามหรี่ตามองท่าทีเอือมระอา “ไหนบอกว่าลดหุ่นไง แล้วแกยังจะชวนฉันกินหมูกะทะเนี่ยนะ?”
“แหม...” ฉันทำเสียงอ่อยเมื่อถูกจี้ใจดำ “ก็คุมอาหารมาตั้งหลายวันแล้ว เย็นนี้ของเป็น Cheat Meal ไง”
“หาข้ออ้าไปเรื่อยนะแก” อีกฝ่ายส่ายหน้าใส่ฉัน ก่อนพูดให้ฉันรู้สึกผิดต่อ “แล้วไอ้คุมอาหารมาหลายวันที่แกว่าน่ะ มันแค่สามวันเองนะ อย่างนี้เมื่อไหร่จะผอม? เห็นบอกว่าจะลดมาตั้งแต่ปีหนึ่งจนตอนนี้ปีสี่แล้วนะ”
“เออน่า... รับรองว่าคราวนี้ผอมแน่ ๆ” ฉันยืนยันหนักแน่น ยังไงฉันก็ต้องลดน้ำหนักให้ทันวันรับปริญญา
“อย่างเธอเนี่ยนะจะลดน้ำหนัก?” เสียงเยาะเย้ยนั้นไม่ได้มาจากเพื่อนรักของฉัน แต่กลับเป็นเสียงทุ้มฟังคุ้นหู ฉันรีบหันกลับไปมองต้นเสียง และพบว่าเป็นหนุ่มรูปร่างกำยำเพราะเป็นพวกชอบออกกำลังกายสร้างกล้ามเนื้อ รูปร่างหน้าตาหล่อจัดแบบร้าย ๆ เหมือนหนุ่ม Bad Boy แต่เชื่อฉันเถอะว่า ไม่ใช่บุคลิกของเขาเท่านั้นหรอกที่ดูร้ายกาจ แต่ฝีปากของเขาก็ร้ายพอกัน โดยเฉพาะเวลาที่พูดกับฉัน “ฝันไปสักสิบชาติเถอะ ยัยอ้วน!”
“นายนี่มันปากไม่ดีจริง ๆ นะ!” ไม่ใช่ฉันหรอกที่เป็นเดือดเป็นแค้น แต่เป็นเพื่อนฉันต่างหากที่ทนฟังน้ำเสียงดูถูกและคำพูดร้าย ๆ ของชายหนุ่มไม่ไหว
“ฉันพูดกับเธอรึไง?” คราวนี้เขาเปลี่ยนเป้าหมายโจมตีไปยังเพื่อนของฉันแทน ฉันรู้สึกเป็นกังวลขึ้นมาทันที กระสับกระส่ายจะเอ่ยปากห้ามทัพเพราะรู้แน่ ๆ ว่าจะเกิดสงครามขึ้นกลางโรงอาหารของคณะ แต่กลับพูดไม่ออกเอาเสียเลย
“นายไม่ได้พูดกับฉัน แต่นายกำลังดูถูกเพื่อนฉันอยู่!” เพื่อนรักของฉันตอบโต้อย่างเผ็ดร้อนพอกัน “แล้วคำพูดของนายมันไม่ให้เกียรติคนอื่น ซึ่งมันส่อถึงระดับจิตใจของนายเอง”
“ปากดีนักนะเธอ เก็บปากสวย ๆ เอาไว้ประจบอาจารย์เถอะ” เขาเองก็ดูจะไม่ยอมแพ้ง่าย ๆ เหมือนกัน
ฉันมองเพื่อนรักขยับปากจะตอบโต้อีกครั้ง และฉันก็รู้เลยว่าสงครามน้ำลายครั้งนี้คงไม่จบลงง่าย ๆ แน่ จึงต้องรีบหย่าศึกเสียก่อน และแน่นอนว่าคนที่ฉันห้ามคือเพื่อนของฉัน เพราะใจไม่กล้าพอที่จะห้ามฝ่ายชาย “ทิวา... ขอร้อง พอเถอะนะ”
“แกนี่มัน...” เพื่อนของฉันชักสีหน้าหงุดหงิดใส่ แต่ก็ยังยอมทำตามที่ฉันขอร้อง “ก็ได้”
“ขอบใจ” ฉันบอกกับเพื่อน ก่อนหันไปถามชายหนุ่มด้วยน้ำเสียงแผ่วเบาตามแบบฉบับของตัวเอง “คุณมีธุระอะไรกับฉันหรือคะ?”
“ฉันจะคุยกับคนรับใช้จำเป็นต้องมีธุระด้วยเหรอ?” เขาเลิกคิ้วถามด้วยท่าทีกวนโมโหจนเพื่อนของฉันขยับปากจะตอบโต้แทนฉันอีกรอบ แต่ฉันเร็วกว่ารีบแตะแขนเพื่อนเอาไว้เพื่อเตือนสติ คนอย่างชายหนุ่มไม่เคยมีคำว่ายอมแพ้อยู่ในสมอง ดังนั้นยิ่งตอบโต้ด้วยคำพูดมากเท่าไหร่ ก็ยิ่งเป็นการต่อความยาวสาวความยืดมากเท่านั้น
“คุณมีอะไรจะให้ฉันรับใช้คะ?” ฉันเปลี่ยนคำถามใหม่ ดูเหมือนเขาจะชอบใจเหลือเกินกับสถานะเจ้านาย ฉันจึงพูดในสิ่งที่เขาอยากได้ยิน
มือเรียวของเขาโยนกระดาษที่อยู่ในมือลงบนโต๊ะม้าหินอ่อนตรงหน้าฉัน “ฝากทำให้ด้วย ฉันต้องส่งพรุ่งนี้ ทำให้ดีล่ะ ถ้าฉันได้คะแนนน้อยล่ะก็ เธอเดือดร้อนแน่!”
“ค่ะ” ฉันทำได้เพียงตอบรับเบา ๆ มองเห็นเขากระตุกยิ้มอย่างพึงพอใจ ก่อนเดินจากไป ฉันทำได้เพียงถอนหายใจอย่างหนักหน่วงและเหนื่อยหน่าย แม้จะไม่ค่อยชอบใจกับการที่ถูกอีกฝ่ายวางอำนาจเหนือกว่า แต่ก็ทำได้เพียงก้มหน้ารับคำสั่งอย่างไม่มีปากไม่มีเสียงเหมือนที่เคยชินมาทั้งชีวิต
“แกจะไปยอมนายนั่นทำไมนักหนานะยัยเพลง!?” พอพ้นร่างสูง เพื่อนรักก็เปลี่ยนมาโจมตีฉันอย่างไม่ชอบใจกับการที่ฉันไม่รู้จักปกป้องตัวเอง
“แกก็รู้ว่าฉันเป็นคนรับใช้บ้านของเขา เขามีฐานะเป็นเจ้านาย ฉันก็ต้องทำตามคำสั่งของเขานั่นแหละ” ฉันถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย พลางท่องจำความจริงระหว่างฉันกับผู้ชายคนนั้น คนฟังได้แต่ถอนหายใจอย่างเหนื่อยหน่าย พอ ๆ กันกับที่ฉันรู้สึก
ฉันชื่อเพลงดาว สินธุรักษ์ แม่บอกว่าชื่อของฉันตั้งตามคืนแห่งความรักของพ่อกับแม่ คืนที่ฉันก่อกำเนิดในท้องของแม่ที่กระจ่างไปด้วยแสงดาวพราวระยับทั่วท้องฟ้ายามราตรี ค่ำคืนแห่งรักเพียงค่ำคืนแรกและค่ำคืนเดียวที่แม่มีร่วมกันกับพ่อ กลับกลายเป็นค่ำคืนที่มอบของขวัญสุดพิเศษที่สุดให้กับแม่
แต่ถ้าถามว่าฉันคุ้นเคยกับพ่อมากแค่ไหน บอกได้เลยว่าฉันไม่เคยเห็นหน้าท่านเลยสักครั้ง แม่เล่าให้ฟังว่าพ่อของฉันเป็นหนุ่มอังกฤษที่มาทำงานอาสากับองค์กรเพื่อการกุศลองค์กรหนึ่ง ซึ่งฉันไม่มีข้อสงสัยในเรื่องนั้น เพราะ DNA ของพ่อก็ชัดเจนอยู่บนหน้าของฉัน ที่ดูไม่ใช่คนไทยแท้ร้อยเปอร์เซ็นต์
พ่อกับแม่พบรักกันตอนที่พ่อต้องมาใช้ชีวิตและพักที่หมู่บ้านซึ่งคุณตาของฉันเป็นผู้นำหมู่บ้านอยู่ พ่อของฉันใช้ชีวิตในฐานะอาสาสมัครอยู่เกือบหกเดือน และคืนก่อนที่พ่อจะต้องกลับนั้นเองที่เป็นค่ำคืนที่ทำให้แม่มีฉัน พ่อสัญญาว่าจะมารับแม่ทันทีที่ไปจัดการธุระที่บ้านเกิดของตนเองเรียบร้อยแล้ว แน่นอนว่าแม่ฉันตั้งตารอด้วยความหวังและความรักที่มีอยู่เต็มหัวใจ
แต่เมื่อสามเดือนผ่านไป แม่ก็รู้ตัวว่ามีฉัน และไม่มีทีท่าว่าพ่อจะติดต่อกลับมา แม่จึงตัดสินใจหอบฉันหนีออกจากบ้านมา เพราะสังคมบ้านเกิดของแม่ยังคงเป็นสังคมที่มีความหัวโบราณอยู่มาก การที่บ้านไหนมีลูกสาวที่ท้องก่อนแต่งย่อมเป็นเรื่องที่น่าอับอาย โดยเฉพาะลูกสาวของผู้นำหมู่บ้าน แม่เลยตัดสินใจมาตายเอาดาบหน้า
โชคดีที่แม่ได้งานเป็นแม่บ้านของบ้านศักดิ์พาณิชย์ หลังจากที่ตระเวนทำงานเป็นแม่บ้านที่บริษัทของครอบครัวนี้มาได้สี่เดือน แล้วคุณไพโรจน์และราตรี ศักดิ์พาณิชย์ สองสามีภรรยาผู้เป็นผู้นำของตระกูลศักดิ์พาณิชย์ ณ ขณะนั้น ให้ความเมตตาแม่ของฉัน เนื่องจากแม่เป็นคนทำงานเก่งและนอบน้อม จึงได้ชวนให้แม่มาทำงานที่บ้านแทนที่บริษัท เนื่องจากตอนนั้นแม่ตั้งท้องฉันได้เกือบแปดเดือนแล้ว
แม้ในคืนที่ฉันคลอดก่อนกำหนดซึ่งเป็นคืนเดียวกันกับที่คุณวิไลวรรณ ลูกสาวคนเดียวของผู้มีพระคุณต่อแม่และฉัน ก็ให้กำเนิดลูกชายหัวแก้วหัวแหวนนามว่า ‘ขุนพล ศักดิ์พาณิชย์’ และแม้ในฐานะแม่บ้านซึ่งถือเป็นเพียงคนรับใช้ในบ้าน คุณท่านทั้งสองก็ยังเมตตาให้พาแม่ของฉันส่งโรงพยาบาลเดียวกันกับลูกสาวของท่าน และสั่งให้นายแพทย์ที่รู้จักมักคุ้นช่วยดูแลแม่และเด็กทารกอย่างฉันเป็นอย่างดี
นั่นเป็นเหตุผลว่าทำไมแม่ของฉันถึงได้ซาบซึ้งบุญคุณของคุณท่านทั้งสองนัก และฉันเองก็เช่นกัน แต่ดูเหมือนคุณวิไลวรรณจะมีความคิดที่แตกต่างออกไป ฉันไม่ค่อยเข้าใจนักหรอกว่าทำไมคุณวิไลวรรณถึงได้ดูจงเกลียดจงชังฉันกับแม่นัก อาจเพราะคิดว่าคุณท่านทั้งสองให้ความเมตตาแม่และฉันจนถึงขั้นให้คลอดที่โรงพยาบาลเดียวกันล่ะมั้ง ฉันคิดว่า
แม่พร่ำสอนฉันเสมอให้รักและเคารพทุก ๆ คนในครอบครัวศักดิ์พาณิชย์ แม้ว่าหลังจากที่คุณไพโรจน์และภรรยาล่วงลับไปแล้ว ทั้งคุณวิไลวรรณและขุนพลจะชอบตั้งแง่รังเกียจและหาเรื่องเหน็บแนมฉันกับแม่ต่าง ๆ นานาก็ตาม ยังนับว่าคุณท่านทั้งสองมีความเมตตาให้ฉันกับแม่อย่างล้นพ้น เพราะแม้ในวันที่ท่านจากไปแล้ว คุณราตรียังอุตส่าห์เขียนพินัยกรรมระบุให้คุณวิไลวรรณให้ทุนการศึกษาแก่ฉันจนจบปริญญาตรี แน่นอนว่าคุณวิไลวรรณไม่ได้เต็มใจจะส่งเสียฉันนักหรอก เธอออกจะเป็นคนชอบแบ่งแยกวรรณะพอ ๆ กับลูกชายของเธอนั่นแหละ แต่ก็ไม่อาจขัดคำสั่งเสียของผู้เป็นแม่ได้
จริง ๆ ต้องบอกว่าคุณราตรีและคุณไพโรจน์ให้ความช่วยเหลือด้านการศึกษาของฉันมาโดยตลอด พวกท่านส่งเสียฉันให้เรียนโรงเรียนเดียวกันกับทายาทคนเดียวของตระกูลอย่างขุนพล โดยมีข้อแลกเปลี่ยนว่าฉันต้องคอยสอดส่องดูแลและรายงานพฤติกรรมของหลานชายให้พวกท่านทราบ นั่นคงเป็นอีกเหตุผลหนึ่งที่ทำให้ขุนพลไม่ค่อยชอบหน้าฉันนัก แถมยังหาเรื่องจิกกัดและกลั่นแกล้งทุกครั้งที่มีโอกาส เพราะฉันคอยรายงานพฤติกรรมแสนเกเรให้คุณตาคุณยายของเขาฟังเสมอ ฉันไม่ได้อยากจะยุ่งกับการกระทำของเขานักหรอก หากว่าไม่ถูกคุณท่านทั้งสองขอร้องแกมบังคับด้วยบุญคุณที่มอบให้
นอกจากจะชอบเหน็บแนมฉันเรื่องรูปร่างแล้ว คุณหนูน้อยของบ้านยังชอบใช้ให้ฉันทำการบ้านให้อีกต่างหาก มันเป็นอย่างนี้เสมอตั้งแต่ประถมแล้ว และฉันก็ปฏิเสธไม่ได้ด้วยสิ
ฉันไม่ได้ใช่คนสวยโดดเด่นอะไร เมื่อเทียบกับทิวาเพื่อนรักตั้งแต่สมัยเด็ก ๆ เรียกได้ว่าตรงกันข้ามด้วยซ้ำ ทิวาเป็นดาวคณะ หญิงสาวผู้งดงามอ่อนหวานและแต่งตัวมีสไตล์อยู่เสมอ ขณะที่ฉันเป็นผู้หญิงธรรมดา ๆ ที่เรียกได้ว่าไม่มีตัวตนในสายตาของใครด้วยซ้ำ ถ้าเกิดไม่ใช่เพื่อนของทิวา การแต่งตัวก็ดูเชยสะบัด เพราะฉันเน้นชุดที่จะช่วยพรางรูปร่างอวบ ๆ ของฉันให้พ้นจากคำครหานินทาของคนอื่น ฉันอาจจะไม่ได้อ้วนจนแทบจะกลิ้งได้ แต่รูปร่างของฉันก็ไม่ใช่รูปร่างแบบสมัยนิยมอยู่ดี และขุนพลก็ยังเป็นสาเหตุสำคัญที่ทำให้ฉันไม่เคยมั่นใจในรูปร่างของตัวเองเลยสักครั้ง เพราะเขาน่ะ ชอบหยิบยกปมด้อยเรื่องนี้ของฉันมาทับถมอยู่เรื่อย
