ตอนที่6 l ชื่อของเขา(สำคัญ)
มันใช่เวลามองซะเมื่อไหร่ ต้องรีบหนีก่อน
เขาไม่ไป...งั้นฉันไปเอง ว่าแล้วก็หยัดกายลุกจากเตียง แม้จะลำบากจากการปวดระบม แต่ฉันก็ฝืนทนยืน จังหวะนั้นดวงตาคู่สวยเหลือบไปเห็นพวกถุงยางที่ใช้แล้วบนพื้นเข้า ตกใจในจำนวนของมัน ไม่นึกว่ามากมายถึงขนาดนั้นแถมบางอันยังมีร่องรอยคราบน้ำขาวขุ่นด้วย
ไอ้ตาบ้านี่! เชื้อดีน่าดู
ฉันเลือกทิ้งเรื่องสะพรึงไว้แค่นั้น ประคองร่างเปลือยเปล่าไปหยิบชุดเดรสของตัวเองจากพื้นมาสวมใส่ ก่อนจะเดินประคองท้องไปหยิบกระเป๋าสะพายที่กองอยู่หน้าประตูห้อง
วินาทีที่จับลูกบิด ฉันกลับฉุกคิดได้ว่าไม่ควรทิ้งเขาอย่างไร้มารยาท เพราะเมื่อคืนชายคนนั้นอ่อนโยนกับตนมาก ว่าแล้วก็ล้วงเงินเยนในกระเป๋าสตางค์ที่เหลืออยู่หลายสิบใบออกมา เดินกลับไปวางไว้ข้างกายคนบนเตียง ก่อนจะมองใบหน้าหล่อเหลาด้วยสายตาอิ่มเอิบใจ
ใช่! เขาคือผู้ชายคนแรกของฉัน...แต่คงไม่เจอกันอีกแล้ว
ไม่รู้อะไรดลใจให้คนปวดไปทั้งตัวค่อย ๆ โน้มใบหน้าเข้าหาคนบนเตียง ฉันเพียงแค่อยากหอมแก้มเขาส่งท้าย แต่ในจังหวะที่ห่างกันนิดเดียวคนหลับอยู่ดันพลิกตัวนอนหงาย บังเอิญริมฝีปากอวบอิ่มแตะไปโดนริมฝีปากหนาเข้า ฉันดีดตัวยืนเต็มความสูงอัตโนมัติ จ้องเขม็งใส่ใบหน้าคมคิดว่าคนบนเตียงตื่นแล้ว แต่เปล่าเลย...เขายังคงหลับสนิทเฉกเช่นเดิม จึงตัดสินใจเดินออกมาจากตรงนั้น
และเมื่อเสียงประตูปิดลง...คนที่แกล้งหลับอยู่ก็พลันรู้สึกตัว สิ่งแรกที่เขาทำหลังจากลืมตา คือระบายยิ้มกับเหตุการณ์ที่เพิ่งเกิดขึ้นหมาด ๆ
ชายหนุ่มหยัดกายลุกขึ้นนั่ง เห็นเงินเยนหลายใบวางอยู่ใกล้มือ จึงหยิบมันมา พร้อมกับก่นบ่นเบา ๆ “หึ! โฮสต์...น่าสนใจเหมือนกันแฮะ”
อีกด้านหนึ่ง
ฉันเพิ่งเคยมาญี่ปุ่นครั้งแรกรีบต่อสายหาเพื่อนรัก ขณะที่เดินหนีบขาเหมือนเป็ดเพื่อข่มความเจ็บปวด ดีที่คนญี่ปุ่นมีนิสัยโลกส่วนตัวสูงไม่ยุ่งเรื่องชาวบ้าน ไม่งั้นฉันต้องมาตอบคำถามน่าอับอาย หรือไม่ก็สายตาที่มองมาด้วยความสงสัย
เพื่อนกะเทยบอกให้เรียกแท็กซี่มาส่งโรงแรมที่เพิ่งส่งโลเคชันให้ พอมาถึงฉันก็โทรเรียกเพื่อนมาจ่ายค่าแท็กซี่ เพราะเงินในตัวไม่เหลือสักเยน
“เมื่อวานกูเห็นมึงแลกเงินเยนหลายใบไปไหนหมด”
“จ่ายหมดแล้ว” ฉันตอบในขณะที่เดินนำเพื่อนเข้ามาในโรงแรม
แม้จะพยายามเดินให้ปกติที่สุด แต่เพื่อนก็ยังสังเกตเห็นการผิดแปลกอยู่ดี คนเจ้าเล่ห์อย่างบาร์บี้มีเหรอที่จะไม่รู้ว่าเพื่อนรักใช้งานหอยมาอย่างหนักหน่วง จึงมองตามหลังพร้อมกับส่ายหัวไปมา
ฉันเห็นสีหน้าและแววตาของเพื่อนที่มองมา ผ่านเงาสะท้อนตรงประตูลิฟต์ที่กำลังรออยู่ ราวกับมันจะมองทะลุทะลวงเข้าไปถึงใจให้ได้ แต่ฉันก็ได้แต่เมินสายตานั้น ไม่ยอมสบตาตรง ๆ เพราะกลัวว่าหากอีกฝ่ายได้ถามความจริงออกมา ฉันอาจจะเผลอหลุดปากเล่าเรื่องที่ควรเก็บไว้เป็นความลับก็เป็นได้
ตึ้ง!
ทันทีที่ลิฟต์เปิด ฉันเป็นคนแรกที่ก้าวเข้าไป “ตกลงมึงไม่ไปใช่ไหมอีตุ๊ด”
“ไปดิ รอคนสวยด้วยอีน้ำแข็ง”
@ในห้องพัก
ร่างสะบักสะบอมทิ้งตัวลงบนเตียงอย่างเหนื่อยล้า ฉันไม่เคยโหยหาความนิ่มจากฟูกเท่านี้มาก่อนเลย
“ดอก...ไม่คิดจะอาบน้ำก่อนเหรอ”
“ไม่ล่ะมึง กูอยากนอนมากกว่า”
“หนักสิมึง”
“อื้ม ๆ กูจะพัก มึงไปเห่าไกล ๆ เลย”
“นังชะนีแล้วที่นัดกันว่าจะไปช้อปก่อนกลับวันพรุ่งนี้?”
“กูขอบาย กูเหนื่อย กูไม่เหลือเงินแล้ว”
“เพราะอเล็กซ์สินะ”
ฉันผงกศีรษะหันขวับไปหาเพื่อนอย่างไว “อเล็กซ์ไหน”
“หา! อย่าบอกนะว่ามึงไม่รู้ชื่อโฮสต์ที่นอนด้วย”
ไม่รู้จักจริง ๆ แหละ คุยกันคนละภาษา อย่าว่าแต่ชื่อเลย คำทักทายก็ยังไม่มี ฉันพยักหน้ารับเบา ๆ บาร์บี้จึงรีบสาวเท้ามานั่งข้างๆ “กูสืบมาให้แล้วว่าเขาชื่ออเล็กซ์”
ชื่อออกฝรั่ง ผิดกับหน้าตาเลยแฮะ! อเล็กซ์เหรอ? ก็เพราะดี
“แล้วเรื่องอื่นล่ะ” น้ำแข็งถามต่อ
“ไม่รู้ดิ ไม่มีใครพูดอะไร”
“มึงไม่ได้เรื่อง”
“งั้นคืนนี้ไปหาเขาอีกไหม”
“ไม่ล่ะ กูอยากพัก” ฉันเอ่ยจบพลิกตัวไปนอนคว่ำ ความจริงไม่กล้าไปเจอเขา ไม่รู้จะทำหน้ายังไงกับผู้ชายที่เปิดซิงตัวเอง แถมฉันก็จูบบอกลาเขาแล้วด้วย...ไม่จำเป็นต้องเจอกันอีก
“ตามใจ”
ฉันเอาแต่นอนในห้องพักทั้งวันอย่างที่บอกเพื่อน ยอมทิ้งเวลาไปเสียเปล่าที่อุตส่าห์ถ่อมาเที่ยวถึงญี่ปุ่น แต่จะให้ทำยังไงได้ในเมื่อร่างกายโดนของหนักมา อย่าว่าแต่เดินช้อปเลย เดินเข้าห้องน้ำใกล้ ๆ ยังแทบไม่ไหว
ส่วนเพื่อนรักน่ะเหรอ? ไม่มีฉันนางก็ไม่เป็นไร ดูรูปที่ส่งมาอวดสิ ที่บอกไปเที่ยวคนเดียวไม่ใช่เรื่องจริงหรอก หล่อนใช้บริการเช่าแฟนไปเดต แต่ละอย่างของนาง...ทุกวินาทีจะขาดผู้ชายไม่ได้ กะเอาให้คุ้ม แถมยังอัปรูปรัว ๆ ลงไอจีกลัวคนอื่นไม่รู้มั้งมาเที่ยวญี่ปุ่น
ทริปสี่วันสามคืนในญี่ปุ่นผ่านไปเร็วอย่างกับผายลมในความคิดของบาร์บี้ แต่สำหรับฉัน...อยากกลับไวไวมากกว่า เพราะเมื่อครู่มีการติดต่อจากตำรวจเข้ามา อยากรู้ว่าเรื่องนั้นคืบหน้าไปถึงไหนแล้ว
@สนามบินสุวรรณภูมิ
ฉันและเพื่อนรักกำลังยืนรอกระเป๋าเดินทางที่กำลังเคลื่อนผ่านสายพานมาช้า ๆ เมื่อได้สัมภาระแล้วบาร์บี้ก็หันมาถามด้วยความห่วงใย เพราะหลังจากรับสายเมื่อครู่ ฉันกลับมาห่อเหี่ยวอีกครั้ง
“เป็นไงบ้างมึง”
“พรุ่งนี้กูต้องไปเซ็นเอกสารที่สถานีตำรวจ”
“ให้กูไปเป็นเพื่อนไหม”
“พรุ่งนี้มึงต้องทำงาน กูไปเองได้”
“โอเค มีเรื่องอะไรโทรมาบอกกูด้วยเข้าใจไหม”
“เออรู้แล้วหน่า กูมีมึงกับรินดาเป็นเพื่อนสนิทแค่สองคนนี่แหละ”
“เออ ๆ”
เราสองคนนั่งรถเก๋งออกมาจากตัวอาคาร โดยมีบาร์บี้เป็นคนขับ เพราะนั่นเป็นรถของหล่อนที่มาจอดทิ้งไว้ในสนามบิน และเพื่อทำลายความเศร้าสร้อยของฉัน คนขับจึงต่อสายหาเพื่อนอีกคน ให้พูดคุยด้วย และได้ผล! ฉันกลับมามีชีวิตชีวา พูดเล่าพฤติกรรมของเพื่อนรักอย่างสนุกปาก แต่เรื่องตัวเองกลับปิดเงียบ ทำเอาคนขับต้องหันมาเบะปากใส่ด้วยความหมั่นไส้ แต่กระนั้นก็ไม่พูดแทรกเพราะอยากให้ฉันได้ระบายความสนุกออกมา
สามคนคุยกันเป็นชั่วโมง จนกระทั่งรถมาจอดยังหน้าคอนโดมิเนียนมของฉัน ตึกสีเทาเบื้องหน้าทำให้ความจำเก่า ๆ ผุดขึ้นมา คิดว่าทริปเที่ยวญี่ปุ่นจะเยียวยาจิตใจได้ แต่ไม่เลย...พอกลับมาสถานที่เดิมก็ยังคงตอกย้ำอยู่ดี
“ให้กูนอนเป็นเพื่อนไหม” บาร์บี้ถามด้วยความเป็นห่วง
“ไม่เป็นไรมึง ขอบใจมากทริปญี่ปุ่นนี้กูสนุก ไว้พวกเราว่าง ๆ ค่อยไปกันอีก”
จังหวะนั้นสมาร์ตโฟนของฉันก็ดังพอดี ล้วงมันออกมาจากกระเป๋าสะพาย หน้าจอบอกชื่อบิดาโทรเข้ามา
“พ่อกูโทรมา มึงถึงบ้านแล้วโทรบอกกูด้วย”
“ได้ ๆ ห่วงยิ่งกว่าผัวกูอีก”
“เป็นผัวมึงให้ เอาไหมนังกะเทย”
“ผัวไรมีหอย จะมาใช้กรวยกู กูไม่ให้หรอกนะ”
“เออ ๆ กลับไปได้แล้ว กูจะรับสายพ่อ”
“มึงอย่าคิดมากนะน้ำแข็ง โทรหากูได้ทุกเมื่อ”
“ขอบใจมากมึง”
ฉันเปิดประตูรถออกไป ขณะนั้นกดรับสายของพ่อ ไม่ใช่ได้ยินแค่เสียง แต่ปลายสายโทรมาเป็นวิดีโอคอล กดรับปุ๊บหน้าบุพการีทั้งพ่อแม่ก็โชว์หราในจอสี่เหลี่ยม นี่แหละคือเครื่องชาร์ตแบตของฉัน แค่เห็นทั้งคู่ก็ทำให้ใจชื้นขึ้นมา
“ถึงห้องยังลูก” มารดาถาม ส่วนบิดาก็พยายามแทรกหน้าเข้ามาใกล้ เพ่งมองลูกสาวคนนี้ให้เต็มตาว่ากลับมาจากญี่ปุ่นสึกหรอตรงไหนบ้าง ระหว่างนั้นบาร์บี้ก็ลงมาช่วยยกระเป๋าเดินทางให้ อาศัยแรงผู้ชายยกได้อย่างง่ายดาย
“ถึงแล้วค่ะ แทน แด๊น...” ฉันส่งยิ้มพร้อมกับผายมือไปยังตึก เป็นจังหวะเดียวกับที่บาร์บี้เข็นกระเป๋ามาให้ เจ้าตัวก็รีบโบกมือลา ส่วนฉันก็คุยโทรศัพท์ไปด้วยระหว่างที่เดินเข้าอาคาร
