ตอนที่2 l คนที่ถูกเลือก
นั่นเป็นชายหนุ่มรูปร่างสูงอยู่ในเสื้อเชิ้ตสีมินต์ครีมแขนยาวมีราคา แม้จะไม่แตกต่างจากโฮสต์คนอื่น แต่เขากลับโดดเด่นที่สุดในสายตาของฉัน ไม่ว่าจะเป็นเสี้ยวใบหน้าคมเอย กลุ่มผมสีดำขลับที่ถูกเสยในสไตล์ทันสมัยเอย ท่วงท่าการเดินอันสง่าเอย ทุกอย่างดึงดูดให้ละสายตาไม่ได้ แม้จะมีม่านบาง ๆ สีดำบดบังให้เห็นไม่ชัดก็เถอะ เขาก็ยังหล่อ...หล่อลากดินก็ว่าได้
ฉันมองตามจนกระทั่งเขาไปหยุดอยู่ยืนต่อหน้ามาม่าซัง
“กูเลือกคนนั้น”
“ฮะ!!” เสียงอุทานของเพื่อน ทำให้ฉันได้สติ รีบยกมือบางตะครุบปากตัวเองในวินาทีต่อมา ก่อนจะค่อย ๆ หันกลับมามองเจ้าของเสียงในขณะที่หล่อนมองตอบอย่างประหลาดใจ
อะไรทำให้พูดไปแบบนั้นวะ? ฉันเองยังไม่เชื่อตัวเองเลย
“มึงว่าอะไรนะ” เพื่อนถามกลับ
“เปล่า” แม้ฉันจะบอกปฏิเสธ แต่ไอ้เจ้าสายตากลับควบคุมไม่ได้ มันหันไปมองชายคนนั้นอีกครั้งอย่างกับโดนเสน่ห์ของเขาตกเข้าเต็มเปา ไอ้สิบกว่าคนที่มาให้เลือกก่อนหน้านี้ไม่มีใครสู้ความหล่อของเขาได้เลย
เพราะมัวแต่เหม่อ มารู้สึกตัวอีกทีก็ตอนที่เพื่อนรักสั่นกระดิ่งเรียกมาม่าซังแล้ว คนถูกเรียกเดินมาทางพวกเรา แต่สายตาของฉันก็ยังเอาแต่จับจ้องเขา จังหวะนั้นจู่ ๆ ชายหนุ่มก็หันมาสบตาด้วย ทำฉันสะดุ้งเล็กน้อยรีบหันหน้าหนีอัตโนมัติ
“ฉันเอาโฮสต์คนนั้นค่ะมาม่าซัง” นั่นไม่ใช่เสียงของฉัน แต่เป็นเพื่อนกะเทยที่รู้ใจไปซะทุกเรื่อง สั่งผู้ชายมาไม่ปรึกษากันเลย ดีไม่ดีหล่อนอาจจะหมายตาคนหล่อเหมือนกัน ฉันจึงไม่ห้าม
“อย่าดีกว่าค่ะ” มาม่าซังเอ่ยต่อ พร้อมกับหันไปมองชายคนนั้นด้วยสีหน้าซีด ดวงตาเลิ่กลั่กอย่างกับมีเงื่อนงำ ท่าทางของหล่อนทำฉันอดสงสัยไม่ได้
“ทำไมเหรอคะ”
และยังไม่ทันได้คำตอบจากมาม่าซัง การสนทนาก็เป็นอันหยุดชะงัก เมื่อจู่ ๆ คนที่ถูกพูดถึงเดินมาหยุดอยู่หน้าโต๊ะของพวกเรา ฉันหันไปมองเขาทันที เห็นความหล่อในระยะใกล้ หัวใจของฉันพลันเต้นระรัว ลืมไปเลยว่าเมื่อครู่ถามอะไรกับมาม่าซังไว้
น่าแปลกพอเขาเดินมา บรรยากาศรอบตัวเหมือนถูกแช่แข็งในเสี้ยววินาที ความเงียบงันปกคลุมทุกอย่างราวกับเสียงเพลงที่เปิดคลอถูกปิดกะทันหัน ไฟสลัวในคลับที่เคยอบอุ่นกลับให้ความรู้สึกเย็นยะเยือกจนขนลุก
คนมาใหม่พยักพเยิดกับมาม่าซัง ก่อนที่หล่อนจะหันมาส่งยิ้มกับฉันอีกรอบ พร้อมทั้งเอ่ย “ขอให้สนุกนะ” ก่อนจะหมุนตัวเดินจากไป ปล่อยบรรยากาศกลับมาตึงเครียดอีกครั้ง
ส่วนสองหนุ่มโฮสต์หันมามองตาปริบ ๆ หน้าถอดสีอย่างเห็นได้ชัด ทำปากบุ้ยใบ้ราวกับต้องการพูดอะไรสักอย่าง และเป็นบาร์บี้ที่ทำลายความอึดอัดโดยการกลับไปนั่งระหว่างกลางสองหนุ่มเหมือนเดิม
ฉันมองตามการกระทำของเพื่อน จู่ ๆ เบาะข้างกันก็ยุบฮวบลงไปด้วยน้ำหนักของใครบางคน ดึงความสนใจให้หันขวับไปมองทันที จะเป็นใครล่ะถ้าไม่ใช่เขา
ก้อนเนื้อในอกข้างซ้ายเต้นหนักหน่วงกว่าเดิมเสียอีก ใครจะไปคิดว่าจะใกล้ชิดกันขนาดนี้ ยังไม่ทันเตรียมใจเลยนะ...
เขาไม่พูดอะไรสักคำ ทั้งที่ปกติอาชีพโฮสต์ต้องเป็นฝ่ายเอนเทอร์เทนลูกค้า กลิ่นน้ำหอมจาง ๆ จากตัวเขาลอยมากระทบจมูก ฉันก็ยิ่งประหม่าสิ ครั้งแรกเลยที่มาเที่ยวสถานที่แบบนี้ แถมต้องนั่งข้างคนหล่อ
เอาล่ะ! ฉันต้องทักทายเขาก่อนสินะ เพื่อทำให้บรรยากาศผ่อนคลาย คำมากมายผุดขึ้นในหัว ถ้าใช้ภาษาไทย เขาก็คงฟังไม่ออก ใช้ภาษาญี่ปุ่นในหัวก็ผุดแค่คำว่า อายิโนะโมะโต๊ะ ชื่อผลิตภัณฑ์ที่คุ้นเคย ดังนั้นจึงต้องใช้ภาษาสากล นั่นคือ...
“Good morning” พระเจ้า!! ฉันพูดอะไรออกไปวะ มอนิ่งบ้านพ่อบ้านแม่สิ ตอนนี้กลางคืนเว้ย ขายหน้าชะมัด...
ฉันเหลือบไปมองคนข้าง ๆ ด้วยความอาย เขาทำหน้าเฉยแสดงว่าเมื่อครู่ไม่ได้ยินที่ฉันพูดสินะ ค่อยเบาใจหน่อย
“W...What is your name?” คำนี้แหละที่ฉันพูดออกไปเสียงดังฟังชัด และหันไปมองเขาประกอบ เพื่อรอคำตอบว่าตกลงแล้วคนหล่อชื่ออะไร
‘ปังคุง’ คำนี้ผุดขึ้นในหัว เพราะส่วนมากชื่อญี่ปุ่นก็มีแต่ซ้ำ ๆ กัน แถมยังลงท้ายด้วย ‘คุง’ ฟังแล้วก็ดูน่ารักดี
แต่ทว่า...ฉันกลับต้องผิดหวัง เพราะชายหนุ่มไม่ตอบคำถามเลย แถมยังขมวดคิ้วหนานิด ๆ เหมือนสงสัยว่าฉันพูดอะไร
ให้ตาย! เขาฟังภาษาอังกฤษไม่ออกเหรอ ยังมีคนแบบนี้ในโลกอยู่อีก...
“แค่ประโยคภาษาอังกฤษง่าย ๆ ก็ไม่รู้ ชิ!” สายตาคู่สวยที่เคยชื่นชมกลับแปรเปลี่ยนเป็นดูถูก ในเมื่อเขาฟังไม่ออก งั้นฉันก็คงต้องพึ่งยัยบาร์บี้
แต่พอหันไปมองเพื่อน ฉันกลับเบิกกว้างทันควัน ก็เพราะนังกะเทยกำลังนัวเนียกับผู้ชาย โดยการจูบปากแลกลิ้นกับคนหนึ่ง ส่วนชายหนุ่มอีกคนก็ขยำหน้าอกปลอมของหล่อนไปพลาง ทั้งสามทำกันอย่างไม่อายฟ้าอายดิน ถ้ามีอะไรกันตรงนี้ได้คงจะทำไปแล้ว
จะบ้าตาย! ไม่เกรงใจเพื่อนเลยหรือไง
ทันใดนั้น!!
หมับ!
จู่ ๆ ฉันก็สัมผัสได้ว่ามีมือของใครจับหน้าอกตัวเองอย่างไม่ทันตั้งตัว ความตกใจแล่นวาบไปทั่วร่าง ก่อนจะหลุบมามองบนหน้าอก ไม่รอช้ารีบปัดมันทิ้ง ก่อนจะหันมองคนหยาบช้าด้วยสายตาโกรธจัด
เห็นฉันตัวเล็ก ๆ บอบบาง แต่บอกเลยไม่ยอมให้ใครลวนลามได้ง่าย ๆ
“ไอ้ ๆ”
“เคียวหนิว” [นมใหญ่]
“หนิวพ่อง หนิวแม่งมึงสิ” เมื่อไหร่ที่ฉันโกรธก็มักจะลืมตัวใช้คำหยาบทุกที แม้เขาจะหล่อแต่พฤติกรรมมือไวฉันไม่ให้อภัยหรอกนะ อยากจะเอาขวดแคมเปญฟาดให้หัวแตก
แล้วดูสิ...มันยังทำหน้าเรียบเฉยไร้อารมณ์ ไม่รู้จักสำนึกผิดหรือละอายกับการกระทำของตัวเองเลย ราวกับเป็นพฤติกรรมเคยชินที่ไม่ต้องใส่ใจ
“ไอ้...สัปดน” คำเดียวที่นึกออกในตอนนี้ แต่เดาจากสีหน้าแล้ว ด่าไปก็คงไม่มีประโยชน์เพราะเขาคงฟังไม่ออกสักคำ
“กูอยากจะบ้าตาย” ขอถอนคำพูดก็แล้วกันที่บอกว่าไอ้นายนี่หล่อ...ความจริงน่ะเป็นพวกลามกต่างหาก
ฉันโกรธจนแทบจะระเบิด หันไปฟ้องเพื่อน กลับยิ่งโมโหกว่าเดิม นังตุ๊ดไม่สนใจฉันยังพอเข้าใจได้ แต่ยังจะมีหน้านัวกันถึงพริกถึงขิงกับโฮสต์อีก ฉันล่ะอยากจะหนีกลับไทยซะตอนนี้ให้รู้แล้วรู้รอด
“ไม่ไปเปิดห้องเอากันเลยล่ะยะอีบาร์บี้!!” ฉันอดไม่ได้ที่จะเอ่ยเสียงแดกดัน เพราะโฮสต์คนหนึ่งนั่งคุกเข่ากับพื้น ยกขายัยบาร์บี้ตั้งชันซุกหน้าลงไปตรงหว่างขา ส่วนอีกคนไปยืนหลังโซฟาโน้มตัวจูบไซ้คอนังเพื่อนตัวดี
ไอ้คนที่พูดย้ำแล้วย้ำอีกว่า ‘จะไม่ทิ้งกันเด็ดขาด’ ดูตอนนี้สิเจอผู้ชายหน่อย ถึงขนาดทิ้งเพื่อนให้นั่งหัวโด่อย่างกับไร้ตัวตน
“ได้ งั้นกูไปเปิดห้อง” บาร์บี้หันมาตอบหลังจากละจูบอันแสนหวาน และไม่เอ่ยเปล่าแต่ทั้งสามคนพากันลุกขึ้นยืน
“กูประชด”
“เสียใจนังชะนี กูคิดจริงค่ะ” บาร์บี้ควงแขนหนุ่มสะบัดหน้าพรืดใส่เพื่อน ทิ้งขว้างฉันอย่างไม่ใยดีไว้กับคนแปลกหน้า ทว่า! พอพ้นแผ่นหลังของคนพวกนั้น จู่ ๆ ก็
หมับ!
“ว้าย...”
