บทที่ 1 สัมพันธ์แรกพบ (4)
“หัวเราะนานแล้ว พอใจหรือยังครับคุณบัวหอม” เขายิ้มให้และทำตาดุใส่ บัวหอมเลยหยุดหัวเราะแค่นั้นก่อนจะอมยิ้มแล้วยัดเครปเข้าปากกัดไปคำใหญ่
ท่าทางของบัวหอมทำให้เตชินยิ้มอีกและลูบผมให้ ผมที่เขาเผลอขยี้แรงไปจนหัวยุ่ง เจ้าตัวก็ไม่ทันได้รู้หรอกว่าหัวยุ่งแค่ไหน เขายังได้เห็นสายตาบัวหอมที่มองลอกแลกแล้วแก้มนวลแดงปลั่งขึ้นมา ดูท่าทางยังคงไม่ชินกับการที่ถูกเขาแตะเนื้อต้องตัวเท่าไร
“ไปนั่งร้านริมคลองดีกว่า” เขาจูงมือบัวหอมเดินลึกเข้าไป จุดหมายคือร้านอาหารท้ายตลาด มีโต๊ะวางอยู่ริมขอบคันกั้นน้ำ ให้แสงสว่างด้วยเทียนหอมที่ลอยน้ำอยู่ในแก้วทรงสูงวางอยู่บนโต๊ะทุกตัว ลูกค้าก็เกือบจะเต็มร้าน
ทั้งสองนั่งฝั่งตรงข้ามกัน ลมหนาวยามดึกพัดผ่านจนบัวหอมต้องห่อไหล่ ขนกายลุกชัน
“หนาวเหรอ?”
“นิดหน่อยค่ะ”
“กินอะไรร้อนๆ หน่อยจะได้หายหนาว” เตชินหันไปหาเด็กร้าน “เอาซุปปลาสองที่”
เด็กร้านรับคำแล้วเดินกลับไป ก่อนจะมาอีกรอบพร้อมกาน้ำชาและแก้วทรงกระบอบสองใบ
“ที่นี่เขาเสิร์ฟชาแทนน้ำ” เตชินเทชาอุ่นๆ ลงแก้วแล้วส่งให้บัวหอมก่อน
“พี่โตมาที่นี่บ่อยหรือคะ?” แม้จะคุยเล่นอยู่กับเขาก็ยังคงกินเครปต่อไป
“อือ ส่วนมากจะแวะมากับเด็กๆ ที่ร้าน เป็นร้านประจำเวลาหิวดึกๆ น่ะ” เตชินยกชาขึ้นจิบมองบัวหอมอร่อยอยู่กับเครปเพลิน
เพียงไม่นานซุปปลาสองถ้วยมาวางลงตรงหน้าแล้ว เป็นซุปน้ำใสและชิ้นปลาโตๆ โรยหน้าด้วยต้นหอมกับผักชี กลิ่นหอมกำลังส่งควันลอยมาแตะจมูก “พี่โตกินแค่นี้จะอิ่มหรือคะ?”
“เดี๋ยวค่อยสั่งเพิ่ม ลองกินดูสิ ของขึ้นชื่อของร้านนี้เลยนะ” เตชินตักซุปปลากิน บัวหอมเลยเอาบ้าง กลิ่นหอมเนื้อปลานุ่มละลายในปาก
“เป็นไง?”
บัวหอมเงยหน้าขึ้นมายิ้ม แล้วตักชิ้นปลาเข้าปากอีก “อร่อยค่ะ”
เตชินยิ้มตอบ ดีใจที่บัวหอมชอบ “ไม่อ้วนด้วย”
“บัวไม่กลัวอ้วนหรอกค่ะ ทำงานเหนื่อยทุกวัน ไม่มีเวลาอ้วนหรอก”
“ถ้ากลัวอ้วนคงไม่กินเครปช็อกโกแลตตอนตีหนึ่งหรอก” เตชินล้อและมองไปทางกระดาษใส่เครปที่ว่างเปล่าไปแล้ว
เตชินสั่งอาหารมาอีกสองสามอย่าง แต่เขากินคนเดียวเพราะบัวหอมอิ่มแปล้ไปแล้วหลังจากฟาดซุปปลาไปจนเกลี้ยง เขาก็ไม่ได้ว่าอะไร และกินอาหารทุกอย่างหมดเช่นกัน บัวหอมรินชาเต็มแก้วและส่งให้เขาบ้าง
“ค่อยยังชั่ว ท้องกิ่วคงหลับไม่ลง” เตชินลูบท้องหลังจากจัดการอาหารทุกอย่างจนพอใจ
“แล้วที่บ้าน?”
“หลับหมดแล้ว กฎของบ้านพี่ถ้าใครไม่กลับไปกินพร้อมกันตอนทุ่มหนึ่งก็อด ส่วนมากจะเป็นพี่ที่อด บางทีน้องสาวแอบเก็บไว้ให้บ้าง”
“พี่โตมีพี่น้องกี่คนหรอกคะ?” ลืมคิดไปว่าความอยากรู้ของตัวเองอาจจะละลาบละล้วงเรื่องส่วนตัวเขาไป แต่เตชินไม่ได้คิดมากและดีใจเสียอีกที่บัวหอมก็สนใจเรื่องของเขา
“มีน้องสาวอีกสองคน คนหนึ่งแต่งงานแยกออกไปแล้ว ส่วนอีกคนกำลังเรียนปริญญาโท ยังแบมือขอเงินพี่อยู่เลย”
“ดีจังค่ะ” บัวหอมยิ้มแล้วยกแก้วชาขึ้นจิบ แต่เตชินเห็นรอยยิ้มนั้นเฝื่อนไป ไม่รู้หรอกว่าเพราะอะไร เอาไว้รู้จักกันมากขึ้นเขาคงได้รู้ ตอนนี้เขาเลยเปลี่ยนเรื่องคุย
“เรียนปีไหนน่ะเรา”
“ปีสามค่ะ”
“ช่วงนี้สอบใช่ไหม จะหยุดหรือเปล่า?”
“บัวสอบเสร็จแล้วค่ะ อาทิตย์หน้าก็ปิดเทอมแล้ว”
“ก็ดีนะจะได้พัก แล้วหยุดงานวันไหน”
“วันจันทร์ค่ะ”
“งั้นวันอาทิตย์มาหาอะไรกินกันอีกดีไหม จะพาไปกินอีกร้าน อยู่คนละฝั่งกับร้านนี้”
“พี่โตจะหลอกบัวด้วยของกินเหรอ บัวไม่ได้เห็นแก่กินหรอกค่ะ” บัวหอมหัวเราะ เตชินเลยยิ้มให้
“จะไปไหม?” เตชินเอียงหน้าถาม แสงเทียนกระทบจนแววตานั้นเป็นประกาย
“ก็ได้ค่ะ”
“งั้นกลับเลยดีกว่านะ ดึกมากแล้ว”
เตชินมองนาฬิกาข้อมือแล้วเรียกเด็กร้านมาคิดเงิน บัวหอมคว้ากระเป๋ามาช่วยจ่ายแต่เตชินไม่ยอม ยังทำหน้ายักษ์ใส่เธออีก เอาเป็นว่าค่อยขอเลี้ยงเขาคราวหน้าก็แล้วกัน
ทั้งสองเดินออกมาขึ้นรถ ผู้คนยังมาหาของกินยามดึกกันมาก น้ำค้างลงแล้ว อากาศก็ยิ่งหนาวเข้าไปอีก เมื่อเข้ามานั่งในรถเตชินเลยเอาเสื้อคลุมตัวใหญ่ของเขามาคลุมให้
“หน้าหนาวปีนี้ยาวหน่อย” สองมืออุ่นๆ ของเขานาบแก้มเธอ รู้ได้ทันทีว่าผิวแก้มเนียนนุ่มนั้นเย็นชืด
ตาสองคู่สบประสานกันอยู่ในมุมสลัว เตชินขยับเข้ามาใกล้จนได้กลิ่นลมหายใจหอมสะอาด เขายิ้มและแตะริมฝีปากหนักๆ ที่หน้าผากมน บัวหอมหน้าแดงอีกแล้วก่อนจะก้มหน้าหลบตาเขา
“จริงๆ เป็นคนขี้อายนี่นา แล้วทำไมไปทำพีจีได้”
บัวหอมไม่ตอบเพราะมัวแต่กำลังนั่งตัวแข็ง ยังคงหลบตาเตชินอยู่ เขาเลยหัวเราะและขยับไปนั่งตรงก่อนจะสตาร์ทรถและพาออกไป
เตชินขับรถเร็วและพารถมาจอดอยู่หน้าหอพักของบัวหอมในเวลาไม่นานนัก เป็นหอพักที่มีแค่สี่ชั้น ลานจอดรถพอมีให้รถยนต์จอดไม่ถึงสิบคัน “เข้าซอยมาลึกมากเลยนะ”
“เกือบท้ายซอยค่ะ” บัวหอมคว้ากระเป๋ามาสะพายไหล่ แล้วยกมือไหว้เตชิน “ขอบคุณพี่โตค่ะ”
“พี่ไปส่ง ขอขึ้นไปดูห้องหน่อย” เตชินดับเครื่องยนต์และปลดเข็มขัดนิรภัยออก
“มะ... ไม่มีอะไรให้ดูหรอกค่ะ ห้องบัวเล็กนิดเดียว” บัวหอมตกใจและรีบปฏิเสธไปด้วยความเคยชิน
เตชินชะงักไป “มีเพื่อนอยู่ด้วยเหรอ?”
“บัวอยู่คนเดียว”
เขายิ้ม “แค่ไปส่งให้ถึงห้อง”
บัวหอมไม่รู้จะปฏิเสธเขายังไงเลยพยักหน้าและพากันลงจากรถ บัวหอมเดินนำไปก่อน ใช้คีย์การ์ดแตะประตูและเปิดกว้างพยักหน้าให้เตชินตามเข้ามา
“ยังดีที่มีระบบคีย์การ์ด” เสียงเขาพึมพำแผ่วเบา
บัวหอมพาเขาขึ้นบันไดไปถึงชั้นสี่ “ที่นี่ไม่มีลิฟต์ค่ะ อยู่ในซอยลึกด้วยก็เลยไม่ค่อยมีคนอยู่ ชั้นสี่พักกันแค่ห้าห้องเองค่ะ แต่ก็ดีเหมือนกัน มันเงียบดีด้วย”
ทั้งที่บัวหอมเดินขึ้นลงประจำทุกวันยังเหนื่อย แต่เตชินกลับไม่มีอาการสักนิด เขาช่วยไขกุญแจห้องแล้วผลักประตูให้บัวหอมเข้าไปก่อน ห้องมืดแต่มีกลิ่นหอมลอยออกมา บัวหอมควานมือไปเปิดไฟแล้วเดินเข้าไปก่อน
เตชินตามเข้าไปสำรวจห้อง เล็กแต่ก็เป็นระเบียบ มีเตียงที่ดูจะเด่นตาสักหน่อยเพราะเป็นเตียงขนาดหกฟุต ผ้าปูที่นอนสีหวานลายดอกไม้ใหญ่ ตู้เสื้อผ้าติดกับโต๊ะเครื่องแป้ง โต๊ะและเก้าอี้เข้าชุด เหมือนจะใช้งานอเนกประสงค์ทั้งกินข้าวและอ่านหนังสือ
“ถึงจะเล็กไปสักหน่อยแต่ก็น่าอยู่ดีนี่นา”
“สู้อยู่บ้านไม่ได้หรอกค่ะ”
เตชินพยักหน้า “พักเถอะ พี่จะกลับแล้ว”
“บัวไปส่งค่ะ”
เตชินแตะไหล่เธอแล้วส่ายหน้า “พี่ไปเอง ไว้เจอกันนะ”
บัวหอมส่งเขาที่หน้าประตู เตชินหันมาโบกมือให้ก่อนจะลงบันไดไป บัวหอมเลยเข้าห้องปิดประตูลงกลอนแน่นหนาอย่างเช่นเคย
ร่างบางผ่อนลมหายใจแล้วนั่งลงที่ปลายเตียง หันมองนาฬิกาตั้งโต๊ะตัวเล็ก ตีสองแล้ว แม้เหนื่อยล้าเพียงใดแต่ก็ยังสงบใจนอนไม่ได้ ก็เพราะเตชินนั่นแหละ เขาจะรู้บ้างไหมว่าเข้ามากวนหัวใจเธอจนกระเจิดกระเจิงไปไกลโขแล้ว ต่อไปจะเป็นยังไงก็ไม่กล้าจะคิด เอาไว้ให้เวลาเป็นเครื่องพิสูจน์ก็แล้วกัน
