ครั้งสุดท้าย
“แม่...หน้าตาแม่ซีดๆ ยาหมดหรือยังจ๊ะ อาทิตย์ที่แล้วแม่ไม่ยอมไปหาหมอ”
เสียงของบุตรสาวบ่น ทำให้รสรินจำต้องฝืนยิ้มทำสดใสส่งให้กับเธอ ทั้งที่เริ่มมีอาการบ้านหมุน
“ยังไม่หมดจ้ะ แม่ไม่เป็นอะไรหรอก แค่นอนดึกนิดหน่อยน่ะ เมื่อคืนฝันว่านอนไม่หลับ”
คำตอบของมารดา ทำให้ลูกสาวทำปากยื่น แล้วหัวเราะ
“แม่ยังจะมาตลกอีกนะ หนูเป็นห่วงนะ แม่คิดมากเรื่องที่เมื่อวานนายหัวเรียกไปว่าเหรอ”
“เขาไม่ได้ว่าอะไรแม่ เกี่ยวกับเรื่องโรงเรียนของหนูเลย”
ออกตัวแรงเพราะระแวงไว้แล้วว่าลูกจะต้องมาถาม ชาริยิ้มปลอบโยนส่งให้ท่าน สาวน้อยเดินมายืนข้างๆ รสริน ที่กำลังเตรียมอาหารใส่บาตรอยู่
“แม่...หนูไม่ต้องเรียนสูงแบบนั้นก็ได้จ้ะ เรียนแค่ปวช. ก็พอแล้ว จบออกมาจะได้มาช่วยงานนายหัว มีวุฒิติดตัวแค่นั้นก็พอจะหางานทำได้ ถ้าเกิดว่า...มันเกิดอะไรขึ้น”
“หนูหมายความว่ายังไงชาริ ที่ว่าเกิดอะไรขึ้น”
คิ้วของรสรินขมวดมุ่น จริงๆ เมื่อวานเธอถูกนายหัวเรียกไปต่อว่า ที่จะให้รสรินเรียนต่อมัธยมปลาย เขาบอกมาเลยว่าไม่มีเงินให้เรียนปริญญาหรอกนะ แล้วที่นี่ก็อยู่ไกลจากมหาวิทยาลัย ไหนจะค่าหอพัก ค่ากินอยู่อีก มีปัญญาก็ออกเองก็แล้วกัน พร้อมกับทำหน้าหมิ่นใส่ ไม่พอต่อว่าแขวะมาสารพัด เกี่ยวกับเรื่องที่เธอกับลูกเป็นกาฝาก แล้วถ้าเกิดว่าทนายจรัญมีอันเป็นไป มรดกอาจจะไม่ต้องหารสองให้วุ่นวาย เพราะเขาจะยื่นศาลเป็นผู้จัดการมรดก
นั่นมันทำให้รสรินเครียดมาก เธอห่วงทนายจรัญ คนอย่างนายหัวชัชพงศ์ทำได้ทุกอย่าง เธอกลัวเขาจะเป็นอันตราย ไหนจะคิดมากเรื่องลูก ปวดใจเรื่องโดนแขวะว่า ทำให้เธอนอนไม่หลับทั้งคืน จนบ้านหมุน คิดกลับไปกลับมาว่า จะทำอย่างไรดี
จริงอยู่การกลับมาอยู่ที่นี่เพื่อรอรับมรดกและสิทธิ์ของตัวเอง เป็นเรื่องดีต่อชาริ อนาคตของชาริควรได้เป็นเจ้าของในสิ่งที่ลูกได้รับมาอย่างถูกต้อง ตามความต้องการของผู้เป็นพ่อ
แต่...
นายหัวชัชพงศ์จะยอมง่ายๆ ไหมนะ
เขาเกลียดเธอและลูกสาวมาก
ตอนนี้ดีตรงที่ใครต่อใครเอ็นดูลูกสาวของเธอ โดยเฉพาะทนายจรัญกับลุงทมหัวหน้าคนงาน สองคนนี้คือเกราะอย่างดี ให้นายหัวไม่กล้าที่จะระรานราวีชาริ
“เผื่อเราอาจจะเจรจากับเขา...ขอออกไปจากที่นี่”
เธอเม้มริมฝีปาก ชาริตอนนี้อายุสิบเจ็ดปี มีความคิดเกินวัยของตนอยู่มาก การต้องดิ้นรนเอาตัวรอดทำให้เธอรู้จักที่เรียนรู้คำว่ามนุษย์ โดยเฉพาะมนุษย์อย่างนายหัวชัชพงศ์
“เราจะไม่ขอออกไปจากที่นี่ ที่นี่เป็นของหนูครึ่งหนึ่ง”
มารดาค้าน ชาริเม้มปากน้อยๆ
“แต่แม่ต้องอยู่แบบนี้ หนูไม่สบายใจเลย หนูกลัวเขาจะทำอะไรแม่อีก แล้ว...หนูสารภาพว่าหนูกลัวเขามาก”
“เขาเคยทำอะไรชาริหรือเปล่า”
รสรินหน้าซีด นายหัวชัชพงศ์มีผู้หญิงมาก เขาเจ้าชู้มาก ยังไม่แต่งงานมีเมียเป็นตัวเป็นตน มีเลี้ยงดูบ้างแต่ไม่ได้รับใครมาเป็นนายหญิงของที่นี่ แต่เขาไม่เคยทำใครท้อง เขาเคร่งครัดมากเรื่องลูก ไม่มีผู้หญิงคนไหนของเขามีทายาท เขาหวงชีวิตโสดมาก
เธอเคยเห็นสายตาของนายหัวที่บางหนมองลูกสาวของเธอ...เธอจึงระแวงไม่ไว้วางใจ ชาริเป็นเด็กสาวหน้าตาดีคนหนึ่ง คนไม่มีศีลธรรมในใจอย่างนายหัวนั้น อาจจะทำอะไรก็ได้
“ไม่เคย”
เหมือนชาริจะรู้ถึงความกังวลของมารดาจึงเอ่ยให้ท่านเบาใจ เธอจับมือท่านมาบีบเบาๆ
“หนูไม่เคยถูกเขาทำอะไร เขาเกลียดหนูเหมือนไส้เดือนกิ้งกือจ้ะ แม่ไม่ต้องเป็นห่วงเรื่องนั้น หนูมีลุงทมคอยดูแล แกรักหนูเหมือนลูกสาวคนหนึ่ง”
“ดีแล้ว ถ้าแบบนั้นแม่ก็เบาใจ”
“ที่หนูกลัวเขา หนูกลัวว่าเขาจะ...”
เธอเม้มปาก เธอเคยได้ยินเขาผรุสวาทออกมายามที่มีคู่แข่งทางธุรกิจ ว่าจะสั่งจัดการทางนั้นแบบไหน เขาติดต่อพวกนักเลงหัวไม้ ใช้พวกเขาไปทำงานไม่ดี เธอเชื่อลึกๆ ว่านายหัวชัชพงศ์อาจจะทำงานผิดกฎหมายอยู่ด้วย นอกเหนือจากการทำสวนปาล์ม
“กลัวเขาอาจจะฆ่าหนูหมกสวนปาล์ม”
“ชาริ”
นี่มันยิ่งกว่าการกังวลเรื่องชาริน้อยโดนลวนลาม ข่มขืนเสียอีก ชาริถอนใจ เธอตัดสินใจคุยเรื่องนี้ เพราะไม่อยากอยู่ที่นี่เลยจริงๆ
“แม่...เราย้ายออกกันไหม หนูว่าจะคุยกับเขา เสนอทางให้เขาว่า เราจะไม่เอาที่นี่ครึ่งหนึ่ง ขอแค่เงินไปลงทุนพอแล้ว บ้านของพวกเราก็ยังไม่ได้ขาย”
“ใครบอกให้หนูคิดแบบนี้”
“หนูคิดเอง เขาอาจจะชอบที่ไม่ต้องเสียที่นี่ให้เรา”
“ชาริ”
มารดานั้นดึงเธอมากอดไว้
“เราต้องอยู่ที่นี่ หนูต้องอยู่ที่นี่ มันคือที่ของเรา หนูมีสิทธิ์ทุกอย่าง แม่ทำให้หนูลำบากมานานแล้ว หนูควรจะได้รับสิ่งดีๆ ที่มาเกิดเป็นลูกสาวเมียน้อยอย่างแม่บ้าง ชาริ รับปากแม่ หนูจะอยู่ที่นี่จนกว่าจะถึงอายุในพินัยกรรม ลุงทนายและลุงทม ทุกคนจะดูแลหนูกับแม่”
ชาริเพียงแค่ถอนใจ มารดาประคองหน้านั้นไว้แล้วเอ่ยย้ำ
“ชาริ รับปากแม่ หนูจะไม่ทิ้งที่นี่ไปไหน ที่นี่คือของรักของนายท่าน แม่...คิดว่าหนูจะดูแลพวกมันได้ดีกว่าพี่ชายของหนู”
“ค่ะ แม่”
จำต้องรับปาก ให้ท่านสบายใจ มารดาดึงเธอไปกอดไว้แน่น แล้วชวนบุตรสาวให้ออกไปตักบาตรด้วยกัน วันนี้เธออยากทำบุญตักบาตร อยากฟังพระท่านให้ศีลให้พร
ชาริขี่จักรยาน มีมารดาซ้อนออกไปที่หมู่บ้าน ซึ่งอยู่ไกลจากสวนปาล์มพอสมควร สองแม่ลูกคุยกันไป ชี้ชวนกันชมนกชมไม้ไปเรื่อยๆ วันนี้มารดาดูมีความสุข และคุยแต่เรื่องดีๆ เล่าถึงเรื่องของนายท่านหรือบิดาให้เธอฟังมากกว่าทุกวัน
เธอได้รับรู้เรื่องหนึ่งว่า มารดานั้นรักชัยยศไม่น้อย และท่านรู้สึกเสียดายที่ให้อภัยเขาช้าไป เพราะรสรินกับชัยยศไม่ค่อยมีความทรงจำร่วมกันที่ดีสักเท่าไหร่
รักที่เริ่มต้นด้วยความผิด จบลงด้วยการพรากจากทั้งที่ไม่เคยได้มีความทรงจำดีๆ ต่อกัน มันช่างน่าเศร้า
มารดาและเธอยืนรอตักบาตร มีพระมาเดินบิณฑบาตสามรูป รสรินทำอาหารมาใส่บาตรเอง เป็นความตั้งใจของเธอที่แน่วแน่มาก
“สาธุ”
เธอยกมือที่พนมขึ้นจรดหน้าผาก เมื่อพระท่านให้ศีลให้พรเสร็จ ใจเย็นชื่นอย่างบอกไม่ถูก หลับตานั่งแบบนั้นสักพัก ขณะที่ชาริลุกขึ้นก่อนเธอและเอาของใส่หน้ารถจักรยาน เตรียมกลับไปที่สวนปาล์ม ตั้งใจจะชวนท่านแวะเดินเล่นตลาด เธอไม่ค่อยได้มาในหมู่บ้านนัก ส่วนมากจะหมกตัวกันอยู่ในสวนปาล์ม คนรู้ว่านายหัวมีน้องสาวแทบจะนับคนได้ เขาไม่ได้ประกาศสถานะของเธอและมารดากับสังคม และสั่งให้อย่าปากมากเที่ยวโวว่าเป็นใคร ใช้นามสกุลอะไร ไม่ต้องบอกชาริกับมารดาก็ไม่คิดจะอวดโอ่อยู่แล้ว มารดาของเธอยังรู้สึกผิดจนถึงตอนนี้ ที่เป็นเมียน้อยของชัยยศ แถมยังคิดทุกวันว่าตัวเองทำให้คุณสาริณีตรอมใจตาย เลยอับอายผู้คนที่นี่ หนีไปอยู่จังหวัดอื่นจนถูกตามตัวกลับมานี่แหละ
“แม่ ไปกันเถอะจ้ะ ไปแวะตลาดกันไหม? เผื่อมีอะไรน่าซื้อ”
เธอหันมาชวนรสริน ทางนั้นค่อยๆ ลุกขึ้น ก่อนที่จะเซ แล้วล้มลงไปต่อหน้าต่อตาลูกสาว ทุกอย่างเกิดขึ้นไวมาก
“แม่ แม่!”
