บท
ตั้งค่า

แม้ตายแล้วก็หนีกันไม่พ้น 2

เมื่อทุกอย่างดำเนินมาถึงเวลาอันควร เจ้าบ่าวเจ้าสาวก็ถูกพาเข้าห้องหอ ซุนเจิงถอนหายใจครั้งที่ร้อย หันมองเจ้าสาวในชุดแดงที่ถูกคลุมหน้าคลุมตา ความจริงเธอมีท่าทีประหลาดในบางครั้งจนซุนเจิงสังเกตได้ เธอมักลอบมองเขาเป็นระยะๆ แต่ด้วยผ้าที่คลุมหน้าเธออยู่จึงอาจทำให้มองเขาได้ไม่ถนัดกระมัง หลายครั้งจึงดูเหมือนว่าเธอเพ่งมองมาทางเขาอย่างตั้งใจ

“ฉันจะเปิดหน้าเธอเอง” ซุนเจิงเอ่ยขึ้นโดยไม่ได้สนใจว่าหญิงสาวตรงหน้าจะเข้าใจหรือไม่ การพูดให้ดูเหมือนคนในยุคสมัยนี้ก็ใช่ว่าจะเป็นสิ่งที่คุ้นชินได้โดยง่ายเสียเมื่อไร แต่ธรรมเนียมประเพณีการแต่งงานนั้น เขาเองก็พอรู้อยู่บ้าง โดยเฉพาะการเปิดผ้าคลุมหน้าเจ้าสาวก็เช่นกัน เจ้าบ่าวจะต้องเปิดผ้าคลุมหน้าให้แก่เจ้าสาวในคืนเข้าหอ

เช่นนั้นเขาจึงเคลื่อนกายเข้าไปใกล้เหอเสี่ยวอิง ค่อยๆ เลิกผ้าคลุมหน้าสีแดงขึ้น และเมื่อสบตากับสตรีตรงหน้า ซุนเจิงก็ชะงัก ก่อนผละตัวออกห่างจากเจ้าสาวอย่างตกใจ ส่วนเจ้าสาวที่ถูกเปิดผ้าคลุมหน้าก็ไม่ต่างกัน

“ยายแก่เหอลี่อิง!”

“ตาเฒ่าซุนเจิง!”

“นี่เธอจริงๆ หรือ!”

“นี่คุณจริงๆ ด้วย!”

ต่างคนต่างตกใจ ต่างคนต่างไม่อยากเชื่อว่าสิ่งที่เห็นตรงหน้าคือความจริง กว่าซุนเจิงจะประคองสติให้กลับมาอยู่กับตัวได้ก็ตอนที่เหอลี่อิงเข้าประชิดกาย ประกบมือทั้งสองบนใบหน้าของเขาราวจะย้ำกับตนเองว่าเขาไม่ใช่ผีหรือวิญญาณ อะไรทำนองนั้น

“คุณจริงๆ หรือนี่?!” หน้าของซุนเจิงถูกจับไปทางซ้ายทีขวาทีจนเขาเริ่มเวียนหัว ต้องหยุดมือที่ทำอะไรตามอำเภอใจของเหอลี่อิงเอาไว้

“นี่เธอหยุดได้แล้ว!”

เมื่อถูกดุ เหอลี่อิงจึงค่อยๆ คลายความตื่นตระหนก และปักใจเชื่อว่าตรงหน้าของเธอคือซุนเจิงจริงๆ

“คุณมาที่นี่ได้ยังไง” เมื่อเชื่อสนิทใจว่าคนตรงหน้าคือสามีของเธอ เหอลี่อิงก็เอ่ยถามอย่างสงสัย เช่นเดียวกับการสงสัยตนเองที่มาโผล่อยู่ที่นี่

“ไม่รู้...ฉันจำอะไรไม่ได้เลย หลังจากอี้หมิงอุ้มเธอไป พอลืมตาขึ้นก็มาอยู่ที่นี่แล้ว” ซุนเจิงเอ่ยด้วยเสียงที่เบากว่าก่อนหน้า มองใบหน้าของคนที่ตั้งคำถาม “แล้วเธอล่ะ ฉันนึกว่าอี้หมิงจะพาเธอลงบันไดไปทัน เพราะไฟน่าจะไหม้อยู่แค่ชั้นบน ไม่น่าจะลามลงไปเร็วขนาดนั้น”

“ฉันก็ไม่รู้เหมือนกัน...หรือว่าเราตายแล้ว!”

เมื่อเหอลี่อิงแสดงท่าทีตื่นตระหนกกับเรื่องไม่คาดฝัน ซุนเจิงก็มองเธอเขม็ง และอดไม่ได้ที่จะประชดประชันใส่สตรีข้างกาย “เฮอะ! ขนาดตายจนมาเกิดใหม่ เธอยังตามมาหลอกมาหลอนฉันอีก!”

“ทำอย่างกับว่าฉันอยากเจอคุณนักนี่! ฉันก็ตงิดใจตั้งแต่เห็นคุณครั้งแรกแล้ว แต่คลุมหน้าอยู่เลยมองไม่ถนัด พยายามเพ่งมองอยู่หลายที แต่ก็ไม่แน่ใจเสียที” เมื่อเหอลี่อิงเอ่ย ซุนเจิงจึงกระจ่างใจว่าท่าทีประหลาดก่อนหน้านี้ของอีกฝ่ายขณะกำลังอยู่ในพิธีนั้นคืออะไร

“แล้วเธอไม่ตกใจหรือไง ฟื้นมาก็ต้องมาแต่งงานเลย”

“ตกใจสิ! ฉันฟื้นมาก็อยู่ในเกี้ยวเจ้าสาว มีสาวรับใช้บอกว่าฉันจะต้องแต่งงานกับซุนจ้าวเฟิง ตั้งสติยังไม่ได้ก็มายืนคำนับฟ้าดินกับคุณเสียแล้ว”

ต่างคนต่างไม่รู้สาเหตุของเรื่องที่เกิดขึ้น แต่ต้องมานั่งรับชะตากรรมร่วมกันอย่างเลี่ยงไม่ได้ ไม่รู้ว่าจะนับเป็นโชคร้ายหรือดีกันแน่

“แล้วจะทำอย่างไรต่อไป” เหอลี่อิงเอ่ยถามบุรุษที่นั่งนิ่งไม่ต่างจากเธอมานานสองนาน และได้ยินเสียงถอนหายใจเฮือกใหญ่ของเขาดังออกมา ร่างสูงของซุนเจิงลุกขึ้นเหยียดตรง เริ่มเปลื้องอาภรณ์ของเขาออกอย่างไม่เร่งรีบ เรือนร่างอย่างชายหนุ่มที่เหอลี่อิงไม่ชินตา แต่ก็คุ้นเคยอยู่บ้าง เพราะเธอใช้ชีวิตร่วมกับเขามาถึงสี่สิบกว่าปี

เหอลี่อิงมองชายผู้เป็นสามีทั้งในอดีตและปัจจุบันอย่างสงสัย ว่าเหตุใดเขาจึงไม่ตอบคำถามเธอ แต่กลับเปลื้องผ้าออกทีละชิ้นแทน และเมื่อเปลื้องผ้าจนพอใจ ซุนเจิงก็หันมาประจันหน้ากับเธอด้วยใบหน้าเจ้าเล่ห์แสนกลที่เธอเกือบลืมเลือนไปเสียสนิท ว่าชายคนนี้ร้ายกาจเพียงไร!

“นี่คุณจะทำอะไร?!” เหอลี่อิงเอ่ยเสียงหลง เมื่อซุนเจิงเคลื่อนกายเข้ามาใกล้เรื่อยๆ จนเธอสัมผัสได้ถึงไออุ่นจากลมหายใจของเขา

“เข้าหอไง เธอถามไม่ใช่หรือว่าจะทำอย่างไรต่อไป แต่งงานแล้วก็ต้องเข้าหอสิ”

“เดี๋ยว!” เหอลี่อิงรีบผลักอีกฝ่ายให้ออกห่าง แต่กลับไม่มีผลเลยสักนิด อีกทั้งเธอยังได้ยินเขาหัวเราะในลำคออย่างชอบใจ

“ดีดดิ้นทำเหมือนไม่เคยไปได้” ชายหนุ่มว่า เหอลี่อิงหน้าแดงเหมือนพุทราสุกเมื่อได้ยินเสียงกระซิบเบาๆ ที่ข้างหู “มีคนแอบอยู่ด้านนอก”

สตรีที่กำลังเขินอายชะงัก เหลือบมองไปยังบานประตูสลับกับซุนเจิง เธอไม่รู้ด้วยซ้ำว่าเขารู้ได้อย่างไรว่ามีคนแอบอยู่ด้านนอก แต่เธอก็ไม่ได้นึกสงสัยเช่นกัน ซุนเจิงคือนายทหารเก่า ทักษะจำพวกนี้หากติดตัวมาด้วยก็คงไม่แปลก แต่กระนั้นประโยคเมื่อครู่ก็ทำลายความเขินอายของเธอไปจนหมดสิ้นเช่นกัน

“พวกเขาคงจะรอดูว่าเข้าหอคืนนี้ราบรื่นหรือไม่ เธอไม่อยากให้พวกเขาสมใจหน่อยหรือ ในความทรงจำของซุนจ้าวเฟิง ฉันพอจะเดาได้ว่าตระกูลซุนและตระกูลเหอนั้นหมายมั่นเรื่องแต่งงานของเราขนาดไหน อ้อ! สมัยนี้เขาต้องใช้คำแบบไหนกันล่ะ เอาเป็นว่าพวกเรามาทำให้ครอบครัวทั้งสองได้สมหวังดีหรือไม่ เมียรัก”

เหอลี่อิงมองซุนเจิงที่ยิ้มร้ายไม่คลาย ก็ได้แต่ขมวดคิ้วอย่างไม่แน่ใจในเจตจำนงของอีกฝ่าย ก่อนจะเข้าใจในไม่กี่อึดใจถัดมา

“ดีมาก”

“อย่างนั้นหรือ” เหอลี่อิงตอบตามน้ำ

“ใช่...อย่าเร็วนัก ค่อยๆ หน่อย” เหอลี่อิงหันขวับมองชายที่พูดสองแง่สองง่ามได้อย่างสนุกปาก ทั้งที่ทั้งสองนั้นเพียงแค่นอนเหยียดยาวร่วมเตียงเดียวกันเท่านั้น ส่วนอีกฝ่ายที่พูดราวกับว่าทั้งเขาและเธอมีศึกรักที่แสนเร่าร้อนก็นอนหลับตาพริ้มอยู่ด้านข้าง ไม่รู้ว่าจินตนาการไปถึงไหนต่อไหน จนเธออดไม่ไหว ต้องบิดบั้นเอวของอีกฝ่ายให้หายหมั่นไส้

“โอ๊ย!” ซุนเจิงที่ไม่ทันได้ตั้งตัวกับการโดนทำร้ายร้องโอดโอย มองหน้าหญิงสาวที่ทำร้ายเขาเมื่อครู่นี้อย่างคาดโทษ

“โธ่ เมียรัก! อย่ารุนแรงนักสิ”

เหอลี่อิงแทบจะกลอกตากลับ เมื่อซุนเจิงยังสวมบทบาทนักแสดงได้อย่างดีเยี่ยมไม่ขาดตกบกพร่อง แม้ว่าสายตาจะมองมาอย่างไม่พอใจ ร่างกายสูงใหญ่ของซุนเจิงขยับเข้าใกล้ยิ่งกว่าเก่า ราวกับว่าเมื่อครู่นี้เธอได้ปลุกเสือร้ายขึ้นมาแล้ว

“เล่นให้มันสมบทบาทหน่อยไม่ได้หรือไง คนข้างนอกจะได้ไปให้พ้นเสียที” ซุนเจิงโน้มใบหน้ากระซิบข้างหูของเหอลี่อิง แต่เธอก็ไม่เชื่อฟังเอาเสียเลย ทั้งยังดีดดิ้นราวกับเขาเป็นโจรราคะที่จะพรากพรหมจารีเสียอย่างนั้น ทั้งที่เขาเป็นสามีของเธอมาสี่สิบกว่าปี! รู้ทุกซอกทุกมุมของเรือนร่างนี้ยิ่งกว่าตัวเธอเองอีกกระมัง!

“หากเธอไม่ยอมเล่นเป็นคู่รักที่เข้าหอกันคืนแรก ฉันจะทำให้เธอได้เข้าหอจริงๆ เหอลี่อิง หรือว่าเธออยากสัมผัสรสรักของพวกเรากันล่ะ”

เหอลี่อิงถลึงตาใส่ซุนเจิงทันที แต่อีกฝ่ายกลับหัวเราะชอบใจ จนสุดท้ายเธอก็ได้แต่เล่นละครบ้าๆ ฉากนี้ร่วมกับเขา

“อย่างนั้นแหละเมียรัก เชื่อฟังอย่างนี้ ข้าชอบนัก” ซุนเจิงบีบคางของเหอลี่อิง ใบหน้าเต็มไปด้วยความพอใจระคนสนุกสนานที่กลั่นแกล้งเธอในยามนี้

“ข้าไม่ค่อยถนัด คงจะต้องให้ท่านช่วยชี้แนะเสียแล้ว”

“นับว่าเป็นคนใฝ่เรียนรู้ เอาเป็นว่าเจ้าทำตามข้าก็เป็นพอ”

เสียงที่เล็ดลอดออกมาจากห้องหอ ทำเอาคนที่แอบฟังอยู่ด้านนอกหน้าร้อนผ่าว บ่าวในจวนต่างก้มหน้าก้มตาแสดงทีท่าเขินอายประหนึ่งว่าได้ร่วมเหตุการณ์ข้างในห้องหอนั้น และความเขินอายยิ่งทวีเป็นเท่าตัวเมื่อเสียงคล้ายกับเหนื่อยล้าดังขึ้นอย่างหวานหยดและไม่มีทีท่าว่าจะจบลงในเร็วๆ นี้ดังขึ้นมาเป็นระลอก

“พอใจหรือไม่เจ้าคะ”

“เพียงเท่านี้ไม่ได้ทำให้พึงพอใจได้”

คนด้านในห้องหอเป็นอย่างไรก็ไม่ทราบ แต่คนด้านนอกบางคนถึงขั้นทนไม่ไหวต้องเดินหนีให้ไกลห่าง ด้วยเกรงว่าหากนายทั้งสองรู้เข้าจะกลายเป็นเรื่องใหญ่ แต่เมื่อคิดดูให้ดีแล้ว พวกเขาคงไม่มีเวลามาถือโทษพวกตนกระมัง เพราะบัดนี้ใต้เท้าซุนมีกิจที่สำคัญกว่าลงโทษบ่าวในจวน แต่กระนั้นเพียงเท่านี้ก็น่าจะสร้างความพึงพอใจให้แก่ทั้งตระกูลเหอและตระกูลซุนแล้ว บ่าวที่มาสังเกตการณ์แทนนายทั้งสองตระกูลต่างรีบนำข่าวไปรายงานให้ผู้อาวุโสของตนได้รับทราบ

ดาวน์โหลดแอปทันทีเพื่อรับรางวัล
สแกนคิวอาร์โค้ดเพื่อดาวน์โหลดแอปHinovel