หลังคืนเข้าหอ 1
เช้าตรู่หลังจากการเข้าหอที่แสนจะสร้างภาพแล้ว ซุนเจิงก็ต้องมายืนงงกับเครื่องแต่งกายทั้งหลายที่วางเรียงรายกันตรงหน้า เขาไม่ค่อยสันทัดเรื่องการแต่งกาย แต่ที่แย่ไปกว่านั้นคือไม่รู้ด้วยซ้ำไปว่าเจ้าผ้าผ่อนพวกนี้ควรใส่สิ่งใดก่อนหลัง เมื่อคืนแม้จะเปลื้องท่อนบนออกก็ตามที แต่เพราะเป็นคนขี้ร้อนมาแต่ไหนแต่ไร อีกทั้งไม่ได้ใส่ใจว่าใส่สิ่งใดบ้าง อะไรเกะกะก็ถอดออกหมด พอจะใส่ชุดที่ถูกจัดเตรียมไว้ให้ก็ยืนงงอยู่พักใหญ่
“เหอลี่อิง เธอรู้ไหมว่าเสื้อผ้าพวกนี้ใส่ยังไง”
เมื่อจนปัญญาก็หันไปถามคนที่หันหลังแต่งตัวอยู่ไม่ต่างกัน แต่ที่ต่างกันคือเหอลี่อิงจัดการอาภรณ์ของตนเสร็จเรียบร้อยในเวลาอันรวดเร็ว และหันมาถอนหายใจใส่ราวกับเหนื่อยหน่ายใจในตัวเขาเหลือหลาย แต่ก็จำต้องเดินอย่างปลงตกมาหา
“ทำอะไรเป็นมั่งคุณน่ะ” แม้จะเอ่ยปากบ่น แต่ก็หยิบอาภรณ์ที่ยับยู่ยี่มาจัดการแต่งตัวให้อีกฝ่าย ส่วนคนที่ถูกบ่นจนเป็นปกติก็เอี้ยวตัวไปมา แกะนั่นเกานี่อยู่ไม่สุขเสียจนคนเข้ามาช่วยเหลือรำคาญใจ ถึงขั้นต้องเอ็ดออกมาอีกหน
“อยู่นิ่งๆ ได้ไหม”
“ก็ทำให้มันดีๆ หน่อยสิ ตั้งแต่เมื่อคืนนี้แล้วนะ อ่อนโยนบ้างไม่เป็นหรือยังไง”
“ใส่ให้มันถูกๆ หน่อยได้ไหมล่ะ ไม่ใช่เด็กๆ แล้วนะ ทำไมพูดยากพูดเย็นขนาดนี้”
“อย่าบ่นให้มากจะได้ไหม ทำๆ ไป จะได้เสร็จเสียที”
“ก็ร่วมมือกันหน่อยสิ อย่างนี้เมื่อไหร่จะเสร็จ”
คนภายในห้องหอส่งเสียงโต้ตอบกันไปมา ส่วนคนด้านนอกที่กำลังจะเข้าปรนนิบัติดูแลเช่นปกติก็ต้องชะงักและพากันก้มหน้าลอบยิ้มกลั้นหัวเราะกันยกใหญ่ ตีความเสียงที่เล็ดลอดออกมาจากด้านในไปต่างๆ นานาราวกับเห็นว่าเกิดสิ่งใดขึ้นภายใน เห็นทีว่าใต้เท้าซุนจะยังไม่พึงพอใจเช่นที่กล่าวไว้เมื่อคืน แม้รุ่งสางแล้วก็ยังไม่ผละออกจากกิจของสามีภรรยา…
หลังจากปลุกปล้ำกับเสื้อผ้าอาภรณ์อยู่นานสองนาน ซุนเจิงและเหอลี่อิงก็พากันออกมาจากห้อง ตลอดทางเดินพวกเขาเจอบ่าวรับใช้มากมายที่ลอบยิ้ม บ้างก็แสดงท่าทีขวยเขิน แต่กระนั้นคนทั้งคู่ก็ไม่ได้ตั้งคำถามในท่าทีพิลึกเช่นนี้ เพราะทราบดีว่าเรื่องเมื่อคืนที่ทั้งสองร่วมสร้างขึ้นคงจะเป็นที่โจษจันกันไปทั่ว แล้วจะให้ทำอย่างไรได้ ในเมื่อจงใจให้เรื่องเป็นแบบนี้อยู่แล้ว บัดนี้จึงได้แต่เดินนวยนาดอย่างไม่ใส่ใจ
การใช้ชีวิตที่นี่อาจไม่ได้ยากเย็นอะไรนัก ด้วยว่าในหัวยังมีความทรงจำที่คั่งค้างอยู่บ้าง แต่จะให้คุ้นชินกับสภาพแวดล้อมเลยก็ไม่ได้เช่นกัน เพราะทั้งคู่ยังคงใช้ชีวิตอย่างเช่นซุนเจิงและเหอลี่อิง แต่อยู่ในคราบของซุนจ้าวเฟิงและเหอเสี่ยวอิงเท่านั้น ด้วยความที่ใช้ชีวิตตามปกติ บัดนี้จึงร่วมโต๊ะอาหารเช้ากันอย่างไม่เก้อเขิน
ซุนเจิงคีบเนื้อไก่ให้เหอลี่อิง ด้วยเห็นว่าวางอยู่ห่างจากมือของอีกฝ่าย โดยเหอลี่อิงก็ไม่ได้ซาบซึ้งใจแต่ประการใด ทุกอย่างเกิดขึ้นอย่างธรรมชาติ และเป็นปกติ แต่คงไม่ใช่เรื่องปกติของคนที่นี่นัก เหล่าสาวใช้จึงต่างพากันเขินอายแทนฮูหยินของจวนไปเสียทุกผู้ทุกนาง
ซุนเจิงยังคงเมินเฉยต่อท่าทีพิลึกของบ่าวในจวน และหันมาสนใจอาหารตรงหน้าที่ดูไม่คุ้นชินเสียเท่าไร เขาสบตากับเหอลี่อิงเมื่อยกน้ำแกงถ้วยหนึ่งขึ้นมาซด เธอเองก็ตั้งคำถามให้กับท่าทีของเขาอยู่ไม่น้อย ด้วยจับสังเกตได้อย่างรวดเร็ว อาหารมื้อแรกของการอยู่ที่นี่นับว่าไม่ค่อยถูกปากนัก แม้จะไม่ใช่คนเรื่องมากกับการกินอยู่ แต่ยายเหอลี่อิงก็ทำให้เขาเคยตัวกับอาหารฝีมือของเธอไปเสียแล้ว บัดนี้ซุนเจิงจึงได้แต่ถอนหายใจ
“มีอะไรหรือขอรับใต้เท้า” เมื่อได้ยินเสียงถอนหายใจ หูชิงคนสนิทที่ยืนอยู่ไม่ไกลจึงเอ่ยถามอย่างหวั่นใจ แต่ไหนแต่ไรใต้เท้าซุนไม่ได้เรื่องมากกับอาหารกิน เพียงแต่ถ้าอาหารไม่ถูกปากขึ้นมาก็อาจจะด่าพ่อครัวถึงบรรพบุรุษเท่านั้น
“เย็นชืดไปหน่อย วันหลังให้คนอุ่นก่อนมาตั้งโต๊ะก็แล้วกัน”
“ขะ…ขอรับ” คนที่หลับตารอรับคำต่อว่ายันบรรพบุรุษค่อยๆ ลืมตา มองคนที่เอ่ยอย่างใจเย็น แม้ไม่ค่อยเชื่อหูว่าสิ่งที่ได้ยินนั้นจะหลุดออกมาจากปากของคนโมโหร้าย แต่ก็ไม่อยากต่อคำให้มากความจนหาเรื่องมาใส่ตัว หูชิงจึงเงียบปากและน้อมรับคำสั่งแต่โดยดี “ถ้าอย่างนั้นมื้อเที่ยงนี้จะทำตามที่ใต้เท้าบอกขอรับ”
“อืม”
“น้ำชานี่หอมดี ลองดื่มดูสิ”
ซุนเจิงเอ่ยชวน เหอลี่อิงก็รับมาดื่มอย่างไม่เกี่ยงงอน ทำตัวเป็นธรรมชาติเหมือนว่าที่นี่คือบ้านของทั้งสองที่จากมา แต่กลับทำให้หูชิงตาโตด้วยความสงสัย มองคู่สามีภรรยาที่เพิ่งจะเข้าหอได้เพียงคืนเดียว แต่สนิทสนมราวกับเคยอยู่ร่วมกันมาเป็นสิบปี หรือว่าสัมพันธ์สวาทเพียงหนึ่งคืนจะผูกมัดร่างกายและจิตใจของคนทั้งคู่ไว้ด้วยกัน แต่กระนั้นก็ได้แต่แปลกใจและตั้งคำถามอยู่เงียบๆ ไม่ได้เอ่ยพูดสิ่งใดออกมา
แล้วอาหารมื้อแรกในฐานะใต้เท้าซุนและฮูหยินของจวนก็จบลง ทั้งซุนเจิงและเหอลี่อิงจึงใช้เวลาที่เหลือเดินสำรวจโดยรอบให้ถี่ถ้วน เพื่อผนวกทุกอย่างเข้ากับความทรงจำที่อยู่ในหัวของพวกเขา ซึ่งซุนเจิงตระหนักได้ในทันทีว่าซุนจ้าวเฟิงผู้นี้ไม่ธรรมดาเลย เขาเพิ่งจะอายุยี่สิบห้าปี แต่ก้าวหน้าเป็นถึงรองเสนาบดีฝ่ายซ้ายแห่งกรมคลัง
นับว่าเป็นโชคดีที่จักรพรรดิในสมัยนี้นิยมชมชอบคนฉลาด และรู้จักใช้บุคคลอย่างชาญฉลาดเช่นกัน พระองค์เลือกคนจากความสามารถ เลือกบัณฑิตที่มีความรู้มาเป็นขุนนาง ให้น้ำหนักในการสอบคัดเลือกมากกว่าเส้นสายของตระกูล จึงไม่แปลกที่ซุนจ้าวเฟิงบุรุษผู้ฉายแววความเก่งกาจมาตั้งแต่เด็กจะก้าวหน้าเร็วถึงเพียงนี้ ผู้คนต่างก็คาดการณ์ว่า ไม่เกินสิบปีซุนจ้าวเฟิงผู้นี้อาจจะได้สวมหมวกของอัครเสนาบดีฝ่ายใดฝ่ายหนึ่ง อย่างน้อยๆ ตำแหน่งเสนาบดีก็ไม่น่าจะหลุดลอยไปจากซุนจ้าวเฟิง
แต่นั่นก็เป็นดั่งดาบสองคมที่ย้อนกลับมาทำร้ายตนเองเช่นกัน...
