วาสนาที่มิอาจตัดขาด 1
ซุนเจิงกำมือแน่น สูดลมหายใจเข้าลึก ในใจค่อนขอดตนเองไม่หยุดหย่อน แต่เครื่องมือสื่อสารที่พกติดตัวมาด้วยก็เสียงดังขึ้น จนคนเป็นเจ้าของแอบสะดุ้งตกใจ ก่อนจะคว้าเจ้าเครื่องมือสื่อสารนั้นออกมารับ
“ใคร?” แม้จะอารมณ์ขุ่นมัวหรือตกใจกับเสียงเรียกเข้า แต่เมื่อครู่นี้เขาก็สังเกตได้ว่าบนหน้าจอของเจ้าเครื่องมือสื่อสารนั้นปรากฏชื่อของยายแก่เหอลี่อิง แต่ทำไมถึงมีเสียงผู้ชายดังขึ้นมาจากปลายสายกัน และเมื่อได้ยินคำอธิบาย คิ้วที่ขมวดเมื่อครู่ก็พลันหายไปในทันที แต่ใบหน้ากลับเต็มไปด้วยความตื่นตระหนกแทน
“ตอนนี้ยายแก่นั่นอยู่ไหน?!”
ซุนเจิงรวบรวมสติที่เตลิดเปิดเปิงไปเมื่อครู่นี้กลับมา กดวางสายและรีบลุกออกจากบ้านของอี้หมิงโดยไม่บอกลาเจ้าของบ้านด้วยซ้ำ
“คุณปู่มีอะไรหรือครับ คุณปู่!” อี้หมิงพยายามตะโกนถามตามหลังคนที่ปั้นปึ่งออกไปหลังจากรับโทรศัพท์เมื่อครู่นี้ แต่อีกฝ่ายก็ไม่ได้สนใจเสียงเรียกของเขาแม้แต่น้อย คุณปู่ซุนเจิงรีบเดินจ้ำอ้าวออกไปอย่างรวดเร็ว จนเขาเองก็อดห่วงไม่ได้
ชายชราที่พรวดพราดออกจากบ้านของหลานชายหันซ้ายแลขวาเมื่อมาถึงสถานที่หนึ่งซึ่งเต็มไปด้วยผู้คนที่แสนจะพลุกพล่าน เขากวาดสายตาไปจนทั่วบริเวณ กระทั่งพบกับคนที่สร้างปัญหานั่งกอดเข่าอยู่ไม่ไกลนัก
“ยายแก่!” ซุนเจิงตะโกนเรียกเสียงดัง แต่แทนที่ยายนั่นจะได้ยินแล้วลุกขึ้นมองมาทางเขาด้วยความดีใจที่สามีคนนี้มาหา กลับกลายเป็นว่าเหอลี่อิงเชิดหน้าพร้อมทั้งเบี่ยงหน้าหนีอย่างเย่อหยิ่ง
หน็อย!
“นี่คุณผู้ชาย ผู้หญิงคนนี้ใช่ภรรยาคุณหรือเปล่า”
“ใช่ นี่เมียฉันเอง” ซุนเจิงตอบกลับชายหนุ่มรุ่นลูกที่ยืนกอดอกอย่างไม่พอใจอยู่ และน่าจะเป็นคนเดียวกันกับที่คุยโทรศัพท์กับเขาเมื่อครู่นี้
“คุณผู้หญิงเขาขึ้นรถแล้วไม่มีเงินจ่าย เลยให้ผมโทร.หาคุณ” ไม่ต้องให้อีกฝ่ายสาธยายสิ่งใดอีก ซุนเจิงก็ควักเงินในกระเป๋าจ่ายเงินให้ชายหนุ่มคนนั้นพร้อมทั้งไล่ส่งให้รีบไปพ้นๆ หน้า ตอนนี้เขาไม่ได้มีเวลามาเอ่ยสิ่งใดอีกแล้ว เพราะถ้าหากไม่รีบจัดการยายแก่นี่ อย่ามาเรียกเขาว่าซุนเจิงอีก!
“คิดจะหนีออกจากบ้าน ทำไมไม่คิดเอาเงินติดตัวมาด้วย ยายแก่โง่! อายุปูนนี้แล้ว ไม่ได้ฉลาดขึ้นมาเลยหรือยังไง!
“ถ้าฉันรู้จักคนอื่น ฉันคงไม่ให้นายคนนั้นโทร.หาคุณหรอก ตาแก่!”
“ไร้หนทางขนาดนี้ ยังจะคิดออกจากบ้าน ไป! กลับบ้าน!” ซุนเจิงรวบมือของอีกฝ่ายไว้ “แล้วอย่าคิดหนีออกมาสร้างภาระให้ฉันแบบนี้อีก เข้าใจไหม!” ออกแรงฉุดรั้งเหอลี่อิงให้เดินตามเขา แต่อีกฝ่ายก็ไม่ให้ความร่วมมือแม้แต่น้อย ทั้งยังสะบัดสะบิ้งประหนึ่งสาวแรกรุ่นโดนชายหนุ่มแตะเนื้อต้องตัวเสียอย่างนั้น!
“ปล่อยฉัน! ฉันไม่กลับ!”
“แล้วจะไปไหน อย่าทำตัวเป็นสาวๆ ที่งอนผัวแล้วหนีออกจากบ้านไปหน่อยเลย!”
“แล้วจะมาพูดเรื่องหย่าทำไมกันล่ะ!”
ซุนเจิงชะงัก คำพูดมากมายที่จะด่ายายแก่หนังเหี่ยวตรงหน้าพลันจางหายไปอีกหน
“อยากหย่านักไม่ใช่หรือไง ได้ อย่างนั้นเราไปหย่ากัน!”
ซุนเจิงที่เป็นฝ่ายได้ยินคำขอหย่าก็สูดลมหายใจเข้าเพื่อสงบสติอารมณ์ “ได้! แต่ไม่ใช่วันนี้ เธอต้องกลับบ้านกับฉัน มีหลายเรื่องที่ต้องจัดการ เธอคิดว่าจะหย่าก็เดินไปหย่าได้เลยหรืออย่างไร ยายโง่!”
ซุนเจิงและเหอลี่อิงขึ้นเสียงใส่กัน ถกเถียงกันไปมาจนตอนนี้ไม่ได้สนใจรอบข้างแม้แต่น้อย และด้วยความที่ไม่ได้สนใจสิ่งรอบข้าง ชายฉกรรจ์ผู้หนึ่งก็ปรี่เข้ามาใกล้เหอลี่อิง จังหวะนั้นเองซุนเจิงก็ได้รู้ตัวว่าชายฉกรรจ์ที่ปรี่เข้ามาประชิดพวกเขาทั้งคู่เพื่อหมายจะคว้ากระเป๋าถือของเหอลี่อิง แต่กระนั้นจะเบี่ยงตัวยายแก่เหอลี่อิงให้หลบก็ไม่ทันกาลเสียแล้ว
แรงมหาศาลของชายฉกรรจ์กระตุกกระเป๋าในมือของเหอลี่อิงไปอย่างง่ายดาย และวิ่งไปด้วยความเร็ว เร็วเสียจนซุนเจิงถอดใจที่จะตามไปเพื่อกระเป๋าถือที่ไม่มีเงินในนั้นเลย แต่ยายแก่ข้างๆ อาจจะไม่คิดเช่นนั้น
เหอลี่อิงเริ่มโวยวายร้องลั่นไปทั่ว อีกทั้งวิ่งตามขโมยคนนั้นไปจนซุนเจิงเองก็คว้าตัวเธอไว้ไม่ทัน เขาเริ่มเกลียดชังในความชราของตนเองเป็นเท่าทวี
“นี่เธอจะไปไหน!” ซุนเจิงวิ่งตามสตรีที่วิ่งออกหน้าไปเมื่อครู่นี้ และนึกปลงตกในสังขาร ความปวดแปลบตามข้อเข่าเริ่มเล่นงาน แต่กระนั้นจะปล่อยให้ยายแก่นั่นวิ่งโร่ไปหาเรื่องเจ็บตัวก็ไม่ได้อีกเช่นกัน หากปล่อยไป เขาจะไม่ถูกประณามหรอกหรือว่าเมียคนเดียวยังดูแลไม่ได้! และในที่สุดความกลัวของซุนเจิงก็ทำให้คว้าตัวของเหอลี่อิงไว้ได้
“จะวิ่งตามไปทำไม!” ซุนเจิงพูดสลับกับเสียงหอบราวกับวิ่งข้ามภูเขามาหลายลูก ร่างกายพยายามเหยียดตรง “ในนั้นไม่มีอะไรที่มีค่าสักอย่าง แม้แต่เงินยังไม่มีเลย ถ้าเสียดายกระเป๋า ฉันซื้อให้ใหม่ก็ได้ จะวิ่งตามไปทำไมกัน!”
“แต่มันมีค่าสำหรับฉัน ปล่อย ฉันจะไปเอาของของฉันคืน!”
“เราไปแจ้งความก็ได้” ซุนเจิงมองใบหน้าของสตรีสูงวัยที่ตอนนี้เขาสังเกตได้ว่าดวงตาของเธอนั้นเริ่มแดงก่ำ “...อย่างนั้นก็รออยู่นี่ ฉันไปตามมันเอง”
ซุนเจิงก็ยังเป็นซุนเจิง เขาไม่อาจทัดทานยายแก่นี่ได้เลย ให้ตายเถอะ!
ชายชราผละมือออกจากเหอลี่อิง สาวเท้าไปเบื้องหน้าโดยไม่รู้ว่าเจ้าขโมยนั่นไปอยู่ตรงไหนแล้ว และเขาก็ไม่มีความคิดไล่ล่าคนร้ายเหมือนตอนหนุ่มๆ อีกเป็นอันขาด แต่เพราะตอนหนุ่มเคยผจญภัยมาไม่น้อย เลยรู้ดีว่ากระเป๋าที่เหอลี่อิงหวงนักหนานั้นคงจะอยู่ในถังขยะที่ไหนสักแห่ง หากว่าเจ้าโจรคนนั้นรื้อค้นแล้วไม่พบของมีค่าอะไร
แต่เดินไปได้ไม่กี่ก้าว ซุนเจิงก็ต้องชะงักเมื่อมีมือหนึ่งมาฉุดรั้งเขาไว้
“ช่างเถอะ อย่าตามไปเลย”
ซุนเจิงมองคนที่รั้งเขาไว้ด้วยความไม่เข้าใจ “อะไรของเธอ เมื่อกี้เห็นหวงนักหวงหนาไม่ใช่หรือไง”
“แต่...ช่างมันเถอะ! ฉันหิวข้าวแล้ว ไปกินข้าวกัน”
“ฮะ! นี่เธอยังไม่เลยช่วงวัยทองอีกหรือเหอลี่อิง!” พูดจบประโยค มือของเหอลี่อิงก็ฟาดเข้าที่ต้นแขนของซุนเจิงอย่างแรง ใบหน้าสลดเสียใจเมื่อครู่นี้ที่เสียของรักพลันหายไป แปรเปลี่ยนเป็นใบหน้าของยายแก่เหอลี่อิงขี้โมโหที่ซุนเจิงรู้จัก
“อย่างนั้นก็ได้ เธออยากกินอะไรล่ะ” ในเมื่อสู้หรือปฏิเสธอะไรไม่ได้ ซุนเจิงก็ได้แต่เปลี่ยนเรื่องเพื่อไม่ให้ตัวเองต้องเจ็บตัวอีกหน
“ภัตตาคารที่เราเคยไปกินไหม ตอนที่คุณได้รับตำแหน่งพันตรี”
ซุนเจิงมุ่นคิ้ว ตอนนั้นน่ะหรือ นับว่านานพอดูเชียว แต่เขาก็ยังจำได้ดีเช่นกัน
“ได้...ไปสิ”
ซุนเจิงคืออดีตผู้พันที่ไม่ได้รวยล้นฟ้าหรืออำนาจล้นมือเหมือนนายทหารคนอื่นๆ ไม่แปลกที่พอเกษียณอายุแล้วเขาจึงมีแค่บ้านหนึ่งหลัง และภรรยาแก่ๆ หนึ่งคน แต่ความจริงอีกด้านก็คือ เขาอาจจะปฏิเสธทุกอย่างที่ว่ามานั้นเพื่อแลกกับบ้านเพียงหนึ่งหลังและอยู่กับภรรยาแก่ๆ คนหนึ่งก็เป็นได้
