บทที่ 5 ทำไมความจำเสื่อม
“แม่คะ เกิดอะไรขึ้นกับหนูกันแน่” นพภรินเอ่ยขึ้นอีกครั้ง จ้องหน้าผู้เป็นแม่ที่กำลังเช็ดทำความสะอาดร่างกายให้กับเธอ
“แซนด์ หนูจำไม่ได้จริง ๆ หรือลูก” แม่ช่วยใส่เสื้อให้ พร้อมกับมัดสายผูกเสื้อให้แน่นกระชับมากยิ่งขึ้น
“หนูไปกินเลี้ยงกับเพื่อนมา เรานัดเจอกัน หนูไม่ได้ดื่ม และหนูก็ไม่ได้เมาด้วย”
“กินเลี้ยงอะไรลูก” แม่ทำหน้างุนงง
“ก็รับปริญญาอย่างไรล่ะคะ ฉลองที่เรียนจบแล้วไง” ยิ้มร่า หน้าตาเบิกบาน แววตาดูมีความสุขกับความสำเร็จก้าวแรกของตัวเอง
“แต่หนูจบมา... อ่า... นานแล้ว”
“หื้อ” นพภรินจ้องกลับ สีหน้าฉงน
“มาแล้วครับแม่” อภิรินเดินเข้ามาพร้อมกับคุณพ่อ และสองมือมีข้าวของพะรุงพะรัง
“แซนด์เป็นไงบ้าง” พ่อเอ่ยถาม
“พ่อ แซงค์” แม่ทำคิ้วย่น รีบลุกขึ้นมาจับมือของพ่อและลูกชายให้เดินไปวางของที่โต๊ะ
“มีอะไรแม่”
“เกิดเรื่องใหญ่แล้วค่ะ”
“เรื่องใหญ่” ทุกคนจ้องหน้าแม่ และหันไปมองนพภรินที่นั่งยิ้มอยู่บนเตียง
“เรื่องอะไร”
“แซนด์บอกกับแม่ว่าเพิ่งกลับมาจากกินเลี้ยงรับปริญญาตรีกับเพื่อน ๆ ความทรงจำหายไป หายไปเกือบสี่ปี”
ทุกคนหันไปมองนพภรินเป็นตาเดียว
“มีอะไรให้หนูกินบ้างคะพ่อ หนูหิวจังค่ะ” พลางบิดขี้เกียจ
“แล้วจะเอายังไงกันดี ต้องไปปรึกษาคุณหมอไหม”
“พ่อกับแม่จะไปคุยกับหมอ แซงค์แม่ฝากพี่ด้วย ทิ้งเอาไว้แบบนี้ไม่ได้” ผู้เป็นแม่จับจูงพ่อแล้วพากันออกไปจากห้อง
อภิรินเดินเข้าไปหาพี่สาว
“นี่เจ้าแซงค์ พี่ขอกาแฟสักแก้วสิ”
“โน ๆ หมอยังไม่อนุญาตครับ”
“แต่พี่หายแล้วนะ”
“หาย... แฮ่... ยังไม่หายดีจ้า ให้พี่ออกจากโรงพยาบาลก่อนก็แล้วกัน ผมจะให้ดื่ม”
“เชอะ แกนี่มันยังขี้งกเหมือนเดิมนะ อะ... แล้ววันนี้ไม่ไปเรียนเหรอ แล้วผมแกยาวตั้งแต่เมื่อไร สองสามวันก่อนยังเห็นสั้นจุนจู๋อยู่เลย แล้วที่โรงเรียนของแกให้ไว้ผมยาวแล้วหรือยังไง เล่ามาสิ”
“อ่า...” อภิรินถึงกับพูดไม่ออก
“พี่เกิดอะไรขึ้น”
“ฉันน่าจะถามแกมากกว่าว่า เกิดอะไรขึ้นกับฉันเนี่ย แล้วทำไมฉันถึงได้มานอนอยู่ที่นี่ แล้วฉันนอนที่โรงพยาบาลได้กี่คืนแล้ว”
“พี่ขับรถชน พี่นอนที่นี่ได้สามคืนแล้ว”
“หา! รถชน” ใบหน้าซีดจางลงไป นพภรินตกใจ ใจของเธอหายแวบ เธอจะต้องโดนทั้งคุณพ่อและคุณแม่ดุแน่ ๆ โทษฐานทำให้รถพัง
“นี่แซงค์ ฉันขับรถของพ่อหรือรถของแม่ล่ะ แล้วรถพังหรือเปล่า สภาพรถเป็นยังไงบ้าง เล่ามาสิ ยับเยินขนาดไหน ตาย ๆ แล้ว เฮ้ย... โอ้ย ๆ โธ่ ๆ พ่อกับแม่จะด่าฉันยับแน่ ๆ ใช่ไหม ๆ” แววตาวิตกกังวล
“ใจเย็น ๆ พี่แซนด์ใจเย็น ๆ” อภิรินรีบเข้าไปจับมือของพี่สาวเพื่อให้สงบลง
“จะให้ทำใจเย็นได้ยังไง พ่อกับแม่ต้องสวดฉันยับแน่ ๆ แล้วฉันจะต้องถูกตัดค่าขนม โอ้โห้... พี่จะเอาเงินที่ไหนใช้ แซงค์แกบอกพี่สิ รถพังมากไหม บอกมา” ยังคิดว่าตัวเองขับรถของบุพการีไปชนอยู่ดี
อภิรินได้แต่ถอนหายใจ
“เอาล่ะ เล่ามาสิ พี่ดื่มไปเยอะหรือ”
“ดื่มบ้าดื่มบออะไร ไม่ได้ดื่มแอลกอฮอล์สักอึก แกก็รู้ว่าฉันแพ้แอลกอฮอล์ แต่...” ทำท่านึก
“นึกอะไรไม่ออก” อภิรินพูดขึ้นมาแทน
“ใช่ นึกไม่ออกเลยว่า มันเกิดอะไรขึ้น ”
“ไม่เป็นไร ๆ พี่ค่อย ๆ คิดก็แล้วกัน แต่ถ้าคิดอะไรไม่ออก ก็ไม่ต้องนึก โอเคไหม” อภิรินเป็นห่วงพี่สาว
“อื้อ...” พยักหน้าแบบเข้าใจ แต่แววตายังฉายความกังวล
“แซงค์ แต่ว่า... ตอนนี้ฉันหิวมาก แกหาอะไรให้กินหน่อยสิ”
“หื้อ... หิวอีกแล้วหรือ พี่กินเยอะจะอ้วนเอานา”
“ฉันไม่กลัวอ้วน” พูดเหมือนสมัยมัธยม คงจะลืมไปว่าตัวเองห่วงเรื่องสุขภาพและความอ้วนมากแค่ไหน หลังจากได้ทำงานหน้ากล้อง
“หมอบอกว่า พี่กินได้แต่อาหารอ่อน ๆ นะ”
“มีอะไรบ้างล่ะ”
“โจ๊ก”
“ถ้างั้นน่ะ แกใส่ไข่ให้ฉันด้วยนะ นะ... แซงค์ได้ยินที่ฉันสั่งแกไหม” เธอตะโกนตามหลังน้องชาย ที่เดินกลับไปที่โต๊ะที่มีไมโครเวฟตั้งอยู่
“เฮ้อ... กลับไปเหมือนเดิมแล้วหรือนี่ โถ... ฝันร้ายชัด ๆ แค่คิดถึงว่าพี่แซนด์จะเปลี่ยนไปเป็นเหมือนตอนที่เรียนมหา’ลัย เฮ้อ...”
“นี่แซงค์แกบ่นอะไร รีบ ๆ เข้า ฉันหิว” ทำตัวเป็นพี่สาวจอมเผด็จการ และใช้งานน้องยันเต
“ครับ รอสักครู่ครับคุณนายแซนด์” เขาหันไปมองหน้าพี่สาวเป็นระยะ อภิรินไม่อยากจะเชื่อเช่นเดียวกันว่าความทรงจำของพี่สาวจะหายไป แสดงว่าเรื่องที่นพภรินไปเจอมา มันเลวร้ายอย่างนั้นหรือ
“รู้ตัวก็ดีแล้วเจ้าแซงค์ แกนะเป็นน้องของฉัน ต้องคอยบริการฉัน ฮ่า...” หัวเราะเสียงดังเหมือนอยู่ที่บ้าน ได้เปรียบเพราะนอนโรงพยาบาลจะใช้อะไรอภิรินก็แสนง่าย
“ชู่... นี่มันโรง’บาลนะ ทำเสียงดังไปได้ ประเดี๋ยวเขาก็หาว่าบ้าหรือเพี้ยนหรอก พยาบาลมาดุเอาไม่รู้ด้วยนะ” น้องชายเอ็ด
“อ้อ ๆ ลืมไป ๆ นึกว่าอยู่บ้าน” พูดเบาขึ้นมา
“หัวสมองกลับหรือนี่ แล้วแบบนี้จะรู้ได้ยังไงว่า ใครเป็นคนปองร้ายพี่น่ะ” อภิรินบ่นอุบ หันไปมองหน้าพี่สาวอย่างหนักใจ
ที่ห้องของคุณหมอที่ดูแลรักษาอาการของนพภริน
“คุณพ่อ คุณแม่ไม่ต้องเป็นห่วงนะครับ อาจจะเป็นไปได้ ที่คนไข้เกิดอาการช็อกจนทำให้สมองกลับ หรือลบความจำบางช่วง ซึ่งมีหลายเคสที่ความทรงจำหายไปหลังจากเกิดเหตุการณ์ร้าย ๆ”
“แต่ว่า... มันหายไปเกือบสี่ปีนะคะคุณหมอ”
“แน่ใจแล้วหรือครับ ผมว่าให้เวลาคนไข้อีกสักหน่อยก็แล้วกัน ถ้าคนไข้ได้พักผ่อน และสมองได้รับการฟื้นฟูมากขึ้น ความทรงจำที่หายไปอาจจะกลับคืนมาครับ”
“เอ่อ... คุณหมอเคยเจอเคสแบบนี้ไหมครับ”
“สำหรับคนไข้ของผม ผมไม่เคยเจอ แต่ในตอนที่เรียนอยู่ก็มีนะครับ ที่เป็นเคสอาจารย์ของผมเอง แต่ในกรณีนั้น สมองได้รับการกระทบกระเทือน”
“แสดงว่า ลูกสาวของผม หัวอาจจะกระแทก”
“อาจจะเป็นไปได้ครับ แต่ในอีกกรณีหนึ่งที่ผมเคยศึกษามา เป็นอาการช็อกของสมอง ในภาษาแพทย์เรียกว่า ‘head injury’ ซึ่งอาจจะไม่ได้รับการกระแทกโดยตรง แต่เป็นการที่สมองถูกเขย่าอย่างแรง ก็อาจจะเป็นได้ครับ ส่วนอาการของคุณนพภริน เธอไม่มีไข้ ไม่อาเจียน ก็หมดห่วงไปเปลาะหนึ่ง แต่เรื่องของความทรงจำที่หายไป ผมขอเวลาให้ร่างกายและสมองของเธอได้ฟื้นฟูขึ้นมาเอง”
“เป็นไปได้ไหมครับคุณหมอ ที่ความทรงจำจะหายไปเลยแบบถาวร”
“เป็นไปได้ครับ ผมไม่ได้การันตีว่า เมื่อเวลาผ่านไป เธอจะจำเรื่องราวที่หายไปได้ทั้งหมด หรือว่าอาจจะไม่กลับมาเลย”