บทที่ 2 หาสาเหตุ
10.00 น. อภิรินนั่งทำตาโตอยู่ต่อหน้าสารวัตรคชา
“ว่ายังไงนะครับสารวัตร พูดใหม่อีกทีสิครับ ผมฟังไม่ถนัดนัก” อภิรินมองหน้าสารวัตรคชาอย่างไม่เชื่อหูตัวเอง กับคำบอกกล่าวถึงหลักฐานที่ทำให้รถยนต์ของพี่สาวของเขาเกิดอุบัติเหตุ
“คุณแซงค์ฟังไม่ผิดหรอกครับ ทางอู่ที่ผมให้เช็กดูและตรวจสอบรถยนต์ของพี่สาวคุณที่เกิดอุบัติเหตุ รถถูกตัดสายเบรกครับ” ทั้งคู่จ้องสบตากัน
“พี่สาวผมไม่เคยมีเรื่องกับใคร ไม่ มันน่าจะเป็นไปได้” อภิรินถึงกับมึนตึบ นพภรินไปขัดแข้งขัดขาใคร และไปทำอะไรให้ใครเดือดร้อนอย่างนั้นหรือ
“อันนี้ ทางตำรวจจะสืบสวนให้ครับหาตัวการที่มุ่งเอาชีวิตของคุณนพภริน อีกอย่างต้องรอพี่สาวของคุณฟื้นขึ้นมา และให้ปากคำได้เสียก่อน เรื่องคงจะกระจ่างมากกว่านี้”
“ขอบคุณมากครับสารวัตร อย่างไรก็ตามผมต้องพึ่งพาพวกสารวัตร ใครมันใจร้ายที่หมายจะเอาชีวิตพี่แซนด์ถึงกับต้องให้ตายกันแน่” สองมือของอภิรินกำหมัดแน่น รู้สึกแค้นใจ
ที่หน้าห้องไอซียู
“ตำรวจว่าอย่างไงบ้างแซงค์” พ่อถามด้วยความอยากรู้
“รถของพี่แซนด์ถูกตัดสายเบรกครับ”
“หา! แกว่าอะไรนะ”
“พ่อครับ แม่ครับ อย่าเพิ่งส่งเสียงดังไป กำแพงมีหูประตูมีช่อง พวกที่มุ่งทำลายชีวิตของพี่แซนด์อาจจะอยู่แถว ๆ นี้”
“แกพูดจริงหรือนี่”
“สารวัตรคชาบอกผมมาแบบนั้นครับ”
“โธ่เอ๊ย! ใครกันนะที่คิดร้ายกับลูกของเราคะพ่อ”
“นั่นนะสิ” แววตาทุกคนล้วนวิตกกังวล
“ผมไม่รู้ว่า พี่แซนด์ไปรู้ไปเห็นอะไรมาหรือเปล่า คงจะเป็นเรื่องไม่ดีแน่ ๆ จนมีคนมาคิดปองร้าย เพื่อปิดปากอะไรทำนองนั้น”
คุณพอจิตยกมือขึ้นมาทาบอก “มันเลวร้ายถึงขนาดนั้นเลยหรือนี่ เวรกรรม” ผู้เป็นแม่ยังนั่งน้ำตาคลอ ซบลงไปที่ไหล่ของพ่อที่อาการก็ไม่ต่างกัน
“สารวัตรบอกว่าจะสืบสวนเรื่องนี้ให้ครับ”
“งานของยายแซนด์คือไปถ่ายหนัง ไปถ่ายละคร เดินแบบ จะมีอะไรได้” ผู้เป็นแม่เอาแต่ส่ายหน้าเพราะไม่อยากจะเชื่อในสิ่งที่ได้ยิน
ในขณะนั้นเอง ไมค์คนรักของนพภรินก็วิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาทั้งสามคน
“ผมเพิ่งได้รับข่าวครับ เมื่อคืนผมถ่ายละครจนถึงตีสาม นอนไม่รู้เรื่องเลย อีกอย่างผมปิดมือถือเอาไว้ด้วย ได้ยินพี่อินผู้จัดการส่วนตัวมาบอกผมถึงที่ห้อง แซนด์เป็นอย่างไรบ้างครับคุณพ่อ คุณแม่ แซงค์” เขาละล่ำละลักถาม แววตาแดงก่ำเหมือนผ่านการร้องไห้มาด้วย
“ยังไม่ฟื้นไมค์ หมอก็ยังไม่บอก ยังไม่มีใครมาบอกอะไรกับพ่อแม่สักคน”
“โธ่เอ๊ย! แซนด์ มันเกิดเรื่องร้าย ๆ แบบนี้ขึ้นได้อย่างไร ไม่น่าเลย” ไมค์ทรุดนั่งลงไปอย่างหมดแรง น้ำตาคลอเบ้า พร้อมกับยกมือขึ้นกุมหัว
“เมื่อคืน ไมค์ได้เจอน้องไหม” คุณทรงคุณถาม
“ไม่ได้เจอกันครับ แซนด์ไปถ่ายหนังนี่ครับ ผมถ่ายละครที่สตูดิโออีกที่หนึ่ง ไปคนละทิศละทางเลย” ไมค์ส่ายหน้า ดวงตาฉายแววเป็นห่วงคนรัก
“อื้อ” พ่อพยักหน้าเบา ๆ
“พี่แซนด์ดวงแข็งนะครับพี่ไมค์ พี่แซนด์ของผมจะต้องไม่เป็นอะไร”
“ใช่ แซนด์จะต้องไม่เป็นอะไร ไมค์ทำใจดี ๆ เอาไว้นะ อุบัติเหตุมันเกิดขึ้นได้เสมอแหละ” พ่อพูดและสบตากับลูกชาย
ซึ่งทั้งสองคนจับสังเกตไมค์อยู่ด้วย เอาจริง ๆ ทั้งพ่อและน้องชายไม่เห็นด้วยกับนพภรินที่คบหากับไมค์ เนื่องจากข่าวลือของเขาที่พัวพันกับเรื่องยาเสพติด แต่เหมือนจะรอดทุกครั้ง และไม่เคยถูกจับกุม
“แซนด์โทร. มาบอกผมว่า วันนี้จะถ่ายละครเป็นวันสุดท้าย ปิดกล้องพอดี ที่กองมีงานเลี้ยงด้วย แซนด์ดื่มหรือเปล่าครับพ่อ”
“ไม่น่าจะดื่มนะ แซนด์ไม่เคยดื่มเหล้า”
“ถ้าอย่างนั้น แซนด์ก็โชคร้ายจริง ๆ ผมไปไล่ดูในข่าว รถของแซนด์...” ไมค์นิ่งไป ก่อนจะยกมือขึ้นกรีดน้ำตาที่ไหลเอ่อออกมา ชายหนุ่มได้แต่ส่ายหน้าไม่อยากจะเชื่อว่าตอนนี้ทุกอย่างจะเป็นความจริง
“ลูกสาวของพ่อเป็นคนดี พระย่อมคุ้มครอง ไมค์สบายใจเถอะ” พ่อที่นั่งอยู่ใกล้ ยกมือขึ้นแตะที่หัวไหล่ของไมค์
“ครับคุณพ่อ”
“ญาติของคุณนพภรินอยู่ที่นี่ไหมคะ” พยาบาลถาม
“ครับ อยู่ครับ มีอะไรหรือเปล่าครับ” อภิรินรีบลุกขึ้น เขานำหน้าทุกคนเดินเข้าไปหาพยาบาล
“คุณนพภรินปลอดภัยแล้วนะคะ เธอรู้สึกตัวแล้ว”
“ลูกสาวของดิฉันมีตรงไหนแตกหักเสียหายหรือเปล่าคะ”
“ตอนนี้ ยังหาไม่เจอค่ะ ร่างกายของคุณนพภรินแค่บอบช้ำภายนอก แต่คุณหมอเจ้าของไข้ก็ไม่ได้นิ่งนอนใจนะคะ ขอตรวจเช็กให้ละเอียดอีกนิดหนึ่งค่ะ นอนรอดูอาการหลังจากที่เกิดอุบัติเหตุอีกยี่สิบสี่ชั่วโมง ถ้าไม่มีเอฟเฟกต์อะไร ก็ถือว่าดีค่ะ แล้วเราจะย้ายคุณนพภรินออกมาจากห้องไอซียู มาอยู่ห้องพิเศษ แต่ให้เธอฟื้นตัวดีขึ้นก่อนนะคะ”
“โอ้...” ทุกคนมองหน้ากันด้วยความดีใจ
“ญาติลองไปติดต่อหาห้องพิเศษนะคะที่ด้านหน้า จองเผื่อเอาไว้ก่อน”
“ครับผม” อภิรินแสดงความดีใจออกมา เขายิ้มเต็มใบหน้า
“คุณพยาบาลครับ ผมจะคุยกับคุณหมอถึงอาการของลูกสาวได้ไหมครับ”
“ขอประทานโทษจริง ๆ ค่ะคุณพ่อ ตอนนี้คุณหมอมีเคสผ่าตัดใหญ่อีกเคสหนึ่งนะคะ อย่างไรเสียดิฉันจะแจ้งคุณหมอให้ทราบนะคะ และจะแจ้งให้กลับพวกคุณเมื่อท่านเสร็จงาน”
“ขอบคุณมากครับ”
“ดิฉันขอตัวก่อนนะคะ” พยาบาลเดินกลับเข้าไปในห้องไอซียู
“ดีใจจังเลยพ่อ” พ่อกับแม่หันมาจับมือกัน
“ยายแซนด์เป็นเด็กดี พ่อบอกแล้วว่า แซนด์ตกน้ำไม่ไหล ตกไฟไม่ไหม้หรอก มดหรือแมลง ลูกเราก็ไม่เคยฆ่าเลย”
“ขอบคุณคุณพระคุณเจ้านะคะ ที่ปกปักรักษายายแซนด์” ผู้เป็นแม่ยกมือขึ้นไหว้ท่วมหัว
อีกหนึ่งบุรุษยืนตัวทื่อ ใบหน้าฉีกยิ้ม แต่ข้างในอกร้อนระอุ แววตาของเขามองไปยังประตูที่พยาบาลหายเข้าไปความคิดวุ่นวายเต็มหัว
“ไมค์ลูก แซนด์ไม่เป็นอะไรแล้วนะ ไมค์กลับไปพักเถอะ ดูหน้ายังเซียว ๆ อยู่เลย ได้นอนบ้างไหมเนี่ย”
“ผมได้นอนไปแค่นิดเดียวนะครับคุณพ่อคุณแม่ แต่ผมอยากอยู่ที่นี่ อยากอยู่เฝ้าแซนด์ ผมเป็นห่วงแซนด์มากครับ” เขาเอ่ยคำพูดที่แสดงความจริงใจออกมาอีก
“อย่าเลยไมค์ พ่อว่าไมค์กลับไปพักผ่อนเถอะ ยังไงพ่อจะส่งข่าวไปนะ หรือไม่ ถ้าไมค์อยากรู้อะไรก็โทร. มาถามพ่อก็ได้”
“เอ่อ... คือ” ท่าทางยังร้อนใจและลังเล