บทที่ 1 อุบัติเหตุ
“แซนด์จ๋า พี่น้ำเป็นคู่หมั้นคู่หมายของหนูไงจ๊ะ” คำพูดของน้าสาวทำให้นพภรินหันไปมองหน้าเขาอย่างไม่เชื่อสายตา
“พี่น้ำคือคนที่หนูลืม”
“แซนด์จำพี่ไม่ได้” ชลศรัณรีบรับสมอ้างด้วยดวงตาเศร้าเรียกคะแนนสงสาร
“ไม่จริงค่ะ ไม่จริงใจ ทำไมแซนด์ไม่เห็นรู้จักเขาเลย จำหน้าไม่ได้ด้วย น้านงคะอย่ามาพูดเล่นอย่างนี้ แซนด์… เอ่อ…”
“พี่เป็นคู่หมั้นของแซนด์ เป็นเรื่องจริงล้านเปอร์เซ็นต์” สายตาเว้าวอนออดอ้อนของชลศรัณทำให้เธอถึงกับพูดอะไรไม่ออกอีกต่อไป ยามที่ชลศรัณโน้มตัวคาดเข็มขัดนิรภัยให้กับเธออย่างใกล้ชิดทำให้หญิงสาวตัวเกร็ง อย่างตกตะลึงจนทำอะไรไม่ถูกไปชั่วขณะ
“น้ำขับรถดี ๆ นะไปถึงแล้ว ให้โทร. มาบอกน้าด้วย”
“ครับ สวัสดีครับน้านง” เขารีบยกมือไหว้ แล้วกดกระจกขึ้น หลังจากนั้นเขาก็ใส่เกียร์รถออกไปอย่างรวดเร็ว ผ่านไปครู่ใหญ่ สติของนพภรินกลับคืนมา
“นี่คุณจอดรถเดี๋ยวนี้นะคะ แซนด์ก็บอกแล้วว่า แซนด์ไม่ไป แซนด์ไม่ได้รู้จักคุณ อย่ามาขี้ตู่ว่าเป็นคู่หมั้นของแซนด์นะ ไม่จริง ไม่จริง…”
“ไม่จริงยังไง หรือจะให้ผมพิสูจน์!” สายตากรุ้มกริ่มฉายแววที่ทำให้เธอขนลุก ระแวงแปลกๆ
“พิสูจน์! คุณจะพิสูจน์ยังไง...”
ชลศรัณกดยิ้มมุมปาก ไม่ตอบ...
#อุบัติเหตุ
เอี๊ยด... โครม... ปึง...
ฝุ่นตลบกลบรถคันใหญ่จนไม่เห็นเลย ชิ้นส่วนของเหล็กที่ประกอบเป็นรถยนต์หรูราคาแพงปลิดปลิวแยกออกจากกันอย่างรวดเร็ว กระจัดกระจายอยู่ตรงบริเวณนั้น กลุ่มควันลอยพวยพุ่งออกมาจากกระโปรงหน้ารถ พร้อมกับไอความร้อน เสียงอึกทึกครึกโครม ตามมาด้วยเสียงผู้คนที่อยู่ใกล้ที่เกิดเหตุ
“ช่วยด้วย ช่วยด้วย” พวกเขาตะโกนดังเรียกไทยมุง
“ใครเป็นอะไรหรือเปล่า เข้าไปดูสิ”
“ตายไหมหนอ ไม่เหลือชิ้นดีแบบนี้นะ”
“ปากดีนักนะ แช่งเขาทำไม”
“ก็พี่เข้าไปดูสิ”
“แกโทร. เรียกรถกู้ภัยเลย อย่าชักช้าน่า คนในรถอาจจะตายได้นะ”
“จ้ะพี่” สีหน้าของคนที่อยู่ตรงนั้นซีดเผือดไปหมด หัวใจสั่นเต้นแรง ใบหน้าลุ้นว่าคนที่ติดอยู่ในซากรถนั้นจะเป็นอย่างไรบ้าง เพียงไม่นานเสียงหวอของรถกู้ภัย และตามมาด้วยรถพยาบาลก็วิ่งมายังที่เกิดเหตุ และได้ช่วยร่างที่ไร้สติของผู้ขับขี่รายนี้ออกมาจากซากรถ รีบพาตัวส่งไปที่โรงพยาบาลที่ใกล้ที่สุด
ที่โรงพยาบาลเอกชนศิลป์แพทย์ นอกเขต กทม.
“พ่อครับ แม่ครับ พี่แซนด์เป็นอย่างไงบ้าง” อภิรินวิ่งหน้าตาตื่นเข้ามาหาพ่อกับแม่ คุณแม่พอจิตมีน้ำตาคลอเบ้า ยกมือขึ้นป้ายเช็ดน้ำตาที่ไหลออกมาอย่างไม่ขาดสาย
“พี่แซนด์ยังอยู่ข้างในห้องไอซียูนะลูก”
“หมอยังไม่ออกมาเลยหรือครับ”
“ยัง... แม่กับพ่อก็รอกันอยู่นี่ อยากรู้อาการของยายแซนด์เหลือเกิน”
“สภาพพี่แซนด์เป็นอย่างไรครับ ตอนที่กู้ภัยไปเจอ”
“ไม่เป็นอะไรเลย”
“หา!” อภิรินอุทานออกมา คุณทรงคุณผู้เป็นพ่อรีบหยิบมือถือออกมาจากกระเป๋าเสื้อ เอารูปถ่ายที่ทางกู้ภัยส่งให้ท่านเปิดให้อภิรินดู
“แม่กลัวว่า ยายแซนด์จะช้ำอยู่ข้างในนะสิ ดูสภาพรถแล้ว คนไม่น่าจะเหลือรอดด้วยซ้ำไป” มารดาอดที่จะพูดออกมาไม่ได้
“คงจะเป็นปาฏิหาริย์นะครับแม่”
“แม่ละก็ อย่าคิดมากสิ” พ่อกระชับแขนที่โอบกอดภรรยาให้แน่นขึ้น คุณพอจิตมุดหน้าลงไปร้องไห้ตัวโยนได้แต่ภาวนาอยู่ในใจให้ลูกสาวคนเดียวของท่านปลอดภัย
“มันเกิดขึ้นได้อย่างไรครับ ผมจะลองไปคุยกับตำรวจ” ผู้เป็นน้องชายสีหน้าเคร่งเครียดหัวคิ้วขมวดเป็นปม
“แซงค์ได้ข่าวจากตำรวจว่าอย่างไร กลับมาบอกพ่อด้วยนะ”
“ครับ” อภิรินรีบเดินออกไปจากที่นั่นทันที เขาต้องรู้สาเหตุในการเกิดอุบัติเหตุครั้งนี้ให้ได้
หน้าจอโทรทัศน์เกือบทุกช่อง ได้เสนอข่าวที่ตรงกัน พร้อมกับฉายภาพอุบัติเหตุที่เกิดขึ้นอย่างพร้อมเพรียง ภาพจากกล้องวงจรปิดที่มีอยู่ใกล้บริเวณที่เกิดเหตุ ภาพอาจจะไม่ชัด แต่ก็เห็นว่าเกิดอะไรขึ้นบ้าง
(“เมื่อเวลาสองนาฬิกาของวันนี้ นางสาวนพภริน หรือว่า คุณแซนด์ นักแสดงสาวดาวรุ่งดวงใหม่ของวงการบันเทิงบ้านเรา ได้ประสบอุบัติเหตุทางรถยนต์ เธอขับรถเพื่อกลับบ้าน ระหว่างทางได้เกิดอุบัติเหตุขึ้นอย่างไม่คาดฝัน สภาพที่เกิดเหตุ และรถยนต์คันเกิดเหตุยับเยินจนแทบไม่เหลือชิ้นดี
แต่โชคดีเหลือเกินว่า คุณนพภรินเธอไม่เป็นอะไรเลย มีเพียงร่องรอยบาดแผลนิดหน่อยเท่านั้นเองจากคำบอกเล่าของกู้ภัย และพยาบาลที่เข้าไปช่วยเหลือ ต่างพูดเป็นเสียงเดียวกันว่า ปาฏิหาริย์เหลือเกิน ร่างกายของคุณนพภรินแทบจะไร้รอยขีดข่วนใด ๆ ทั้งสิ้น กระนั้นก็ยังนิ่งนอนใจไม่ได้ ขณะนี้เธอได้เข้ารับการรักษาตัวที่โรงพยาบาลเอกชนศิลป์แพทย์ เนื่องจากคุณนพภรินเธอสลบไปตอนที่เกิดอุบัติเหตุ
อย่างไรก็ตาม พวกเราขอส่งกำลังใจไปให้เธอนะครับ ขอให้คุณพระคุณเจ้าและสิ่งศักดิ์สิทธิ์คุ้มครอง และหายวันหายคืน หากมีความคืบหน้าประการใด ทางเราจะนำเสนอข่าวคราว และการรักษาตัวของคุณนพภรินมาบอกเล่ากับทุกท่านนะครับ”)
“ยายนั่นมันยังไม่ตาย” เสียงหวานนุ่มหูเอ่ยขึ้นมาอย่างเค้นคำ ในน้ำเสียงนั้นรู้สึกผิดหวังเป็นอันมาก
“แล้วอีนั่น มันจะปากโป้งเรื่องของเราไหมคะ”
“ไม่รู้ ผมไม่รู้” ชายหนุ่มยังคงกำหมัดแน่น มองไปยังหน้าจอทีวีนั้นด้วยหัวใจที่ร้อนรน