บทที่ 7 ดับสลาย
ลานกว้างเอนกประสงค์เป็นส่วนหนึ่งของห้างสรรพสินค้า จำแนกออกมาใช้สำหรับทำกิจกรรมต่างๆ อย่างเช่นการเล่นสเก็ต บอลเดาะ เต้นเข้าจังหวะ หรือนั่งเล่นสบายๆตามอัธยาศัยของคนที่อยากจะผ่อนคลายตัวเอง อะไรก็ตามที่เป็นกิจกรรมกลางแจ้ง มักจะรวมกันอยู่ในบริเวณนี้
ชงโคคือหนึ่งในนั้น แต่ปลีกตัวเองออกห่างจากผู้คน ซึ่งไม่ได้ไกลมาก เธอนั่งอยู่บนขอบปูนที่สร้างขึ้นมาเป็นรูปวงรีขนาดใหญ่ ใช้เป็นกระถางห้อมล้อมต้นไม้ใหญ่ ภายในมีน้ำไหลเต็มไปด้วยพืชจำลองและเลี้ยงปลาชนิดสวยงาม พร้อมกับกีต้าร์โปร่งตัวหนึ่ง ซึ่งวางอยู่บนตัก สาวเจ้าอยู่ในโหมดอิสระ เปี่ยมไปด้วยอารมณ์สุนทรี โลกในนั้นคงมีแค่เธอคนเดียว ไม่ใช่เพราะหูฟังที่คล้องอยู่กับต้นคอระหง แต่เป็นเพราะคอร์ดที่เธอจับและดีดเป็นบทเพลงมากกว่า
แน่นอน เธอคงไม่รู้ว่าบุคลิกลึกลับดูน่าค้นหาของเธอนั้น มีใครบางคนจับจ้องอยู่ ทุกการกระทำอยู่ในสายตาของเขาทั้งหมด รวมถึงใบหน้าเรียบเฉยนี้ด้วย ขนาดไม่ได้ยิ้มหรือพยายามทำให้ตัวเองดูดียังกลายเป็นเป้าสายตา มีเสน่ห์แบบพิเศษ นั่นเพราะริมฝีปากจิ้มลิ้มของเธอ ที่ลับกับสันจมูกโด่งตรงปลายรั้นขึ้น มองละมุนละไมชวนน่าหลงใหล ชงโคเปรียบเสมือนผู้หญิงในภาพวาด ที่ไม่น่าจะมีอยู่ในโลกแห่งความจริง
ใช่ เธอเหมาะอยู่ในนั้นมากกว่า
และเหมือนสัญชาตญาณบ่งบอกมีใครลอบมองอยู่ ท้องนิ้วเรียวสวยจึงหยุดชะงักชั่วคราว เงยหน้าขึ้นมากวาดตามอง วินาทีแรกที่เธอเห็นคือความจอแจของคนแปลกหน้า ที่เดินสวนกันไปมาอย่างขวักไขว่ พร้อมเสียงสนทนาผสานจนฟังไม่ได้ศัพท์ ทว่าความอัดแน่นเหล่านั้นกลับทำบางอย่างโดดเด่นขึ้นมาอย่างน่ามหัศจรรย์ เธอชะงักหยุดสายตาอยู่ที่สิ่งนั้น รถคันดำจอดเยื้องกันกับเธอโดยระยะห่างพอสมควร แต่ความหรูหรามีมากกว่าคันอื่นๆ ทำให้กลายเป็นเป้านิ่ง ไหนจะกระจกที่ลดลงมาประมาณหนึ่งอีก น่าเสียดายระยะห่างนี้ทำให้มองไม่เห็นคนข้างใน เขาเองก็เห็นเธอมอง กลับนั่งเฉยไม่คิดจะขยับเขยื้อนหลบ หรือสั่งให้ลูกน้องขับหนี ต่างกันกลับอยากจะลงจากรถไปยืนคุยกับเธอให้รู้แล้วรู้รอด แต่ด้วยสถานที่และสิ่งแวดล้อม แลดูเหมือนจะไม่ควรเท่าไหร่ เป็นขณะเดียวกันกับเธอเลิกมองพอดี ด้วยนิสัยโลกส่วนตัวสูง ไม่ชอบยุ่งเรื่องของใครจึงทำให้เธอเลิกที่จะใคร่รู้ ละสายตามาสนใจกีต้าร์บนตักตัวเองต่อ
ท่ามกลางการมองอยู่ของเลียม ที่ไม่อยากกะพริบตาลงหากทำได้ ภาพก่อนหน้าถ้าใครสักคนมองอยู่ อาจเข้าใจผิดคิดว่าเขากำลังสบตากัน แท้จริงแล้วหาใช่ มีแต่มาเฟียหนุ่มเท่านั้นที่มองเห็นอยู่ฝ่ายเดียว และเหมือนจะไม่มีอะไรมาขัดจังหวะเขาได้ เว้นก็แต่งานด่วนผ่านสายโทรศัพท์
“ครับ”
เขารับสายทั้งที่ยังคงมองไม่คลาดสายตา
(อยู่ไหนเลียม ประชุมจะเริ่มแล้วนะ)
ทว่า ประโยคพร้อมน้ำเสียงทุ้มกลับทำให้เขาหงุดหงิด ร่างสูงบนเบาะหลังของรถหรูสีดำด้านทิ้งตัวพิงพนัก หัวคิ้วชนแสดงถึงความไม่พอใจสุดๆ
“กำลังไปครับ”
เขาพยายามข่มอารมณ์ ด้วยการตอบให้สั้นและช้าที่สุด ทว่าเสียงนั้นกลับเย็นยะเยือกจนปลายสายซึ่งเป็นพ่อ ผู้ชอบบงการในความรู้สึกของเขายังรับรู้ แต่เลือกที่จะเก็บเอาไว้ ปล่อยผ่านหวังหลีกเลี่ยงการปะทะอารมณ์ อย่างเลียมเมื่อใดที่สติแตก อย่าว่าแต่เขา ใครก็คุมไม่อยู่ หลังจากวางสาย ลดสมาร์ทโฟนบางเฉียบลงจากหู สีหน้าที่หลุดออกมาให้คนขับอย่างลูกน้องคนสนิทเห็นผ่านกระจกขณะลอบมองคือความเสียดาย กว่าจะละสายตามาออกคำสั่งกับเขา ต้องคอยลุ้นกันนาน
“ออกรถ”
“ครับ”
ณ ตึกทำการองค์กร ที่สูงระฟ้ากว่าจะแหงนหน้าขึ้นไปเห็นยอดตึก คอเกือบจะตั้งบ่า เลียมลงจากรถดึงชายเสื้อสูทจัดแจงการแต่งกายแบบลวกๆ ก่อนจะเดินหายเข้าไป
“แกสายสองนาที”
และนี่คือคำทักทายของผู้เป็นพ่อ เขาปรายตามองแวบหนึ่ง ระหว่างเดินผ่านหลังไปนั่งที่ประจำตำแหน่งของตัวเอง พลางถอนหายใจพรืด เตรียมสมาธิและสติเข้าสู่ช่วงเวลาเคร่งเครียด กว่าแผนการงานทุกอย่างจะผ่านการตัดสินใจไปในทิศทางเดียวกัน กินเวลาไปหลายชั่วโมง ร่างสูงเดินดุ่มๆออกมาจากห้องนั้น สภาพตอนเข้าและออกต่างกันโดยสิ้นเชิง เสื้อผ้าหลุดลุ่ยออกนอกกางเกง สูทสีดำถูกปลดกระดุมออกทุกเม็ด กระดุมคอเสื้อเชิ้ตถูกปลดสองเม็ดหวังคลายร้อน น่าแปลกที่สภาพมอมแมมแลดูไม่จืดของเขากลับไม่ดับสลายรังสีมืดน่าเกรงขามของเขาเลย
“กลับที่พักเลยไหมครับนาย”
คนขับเอ่ยถาม ขณะเปิดประตูยืนรอให้เขาขึ้นไป ทว่าสิ่งที่ได้กลับมาเป็นการส่ายหน้า แล้วปิดประตูกลับด้วยการผลัก
ตุบ!
เขายืนงง มองนายของตัวเองที่พยักหน้าเป็นเชิงไล่ ก่อนจะกระโดดขึ้นรถแล้วขับออกไปโดยไม่สั่งการ
ด้านของชงโค
หลังหมดแสงทำกิจกรรมกลางแจ้งที่เธอรัก งานประจำหลักก็เข้ามาจ่อทันที เธอเดินสะพายกระเป๋าเข้าไปข้างในร้าน เพื่อเตรียมตัวกับการร้องเพลงเหมือนเช่นทุกๆวัน วันนี้เป็นวันปกติที่แขกเหรื่อไม่เยอะเท่าไหร่ จึงไม่ต้องซีเรียสกับการหากิจกรรมนอกมาเอ็นเตอร์เทนให้ลูกค้าสนุก
“มาแล้วเหรอ”
“อืม มีรายการนอกเหนืออะไรบ้าง”
“วันนี้ไม่มีนะ ปกติเลย”
จินนี่หันมายักไหล่ ขณะเดินเข้ามาในห้องแต่งตัวเพื่อหาเสื้อคลุมของตัวเอง พลางเดินออกไปดูงานตรงจุดอื่นต่อ ไม่นานก็ถึงเวลาที่ชงโคจะต้องแสดง เธอเดินเชื่องช้าขึ้นไปยืนตระหง่านอยู่กลางลานพร้อมกีต้าร์ตัวโปรด ก่อนจะจับขึ้นมาสะพาย แล้วเกาสายของมันอย่างเบามือ
“สวัสดีค่ะทุกคน เจอหน้าชงทุกคืนคงไม่เบื่อกันหรอกใช่ไหม”
เพียงแค่คำทำทายสั้นๆ ธรรมดาๆ น่าแปลกที่สามารถสะกดใจของแขกทุกคนได้ พวกเขาละความสนใจที่ทำอยู่เพื่อหันมามองเธอ ก่อนจะพากันปรบมือเฮลั่นผสานเสียงราวกับยินดีที่ได้เห็น แน่นอนเธอยิ้ม เป็นรอยยิ้มที่เต็มไปด้วยเสน่ห์ สะกดใจทุกคู่สายตาที่มอง โดยเฉพาะใครบางคน
ร่างสูงซึ่งยืนมองอยู่ตรงมุมไฟสลัว เป็นจุดหนึ่งที่มืดที่สุดหากเทียบกับทุกจุดภายในร้าน เขายืนจ้องเธอราวกับจ้องศิลปกรรมหรือรูปเสมือนรูปหนึ่ง ในขณะตัวเขาเองก็เป็นเป้าสายตาให้กับใครอีกหลายคนเช่นเดียวกัน
