ตอนที่ 8 แกงส้มต้นหู่จ้าง
ตอนที่ 8 แกงส้มต้นหู่จ้าง
เมื่อพระอาทิตย์เริ่มใกล้จะลาลับขอบฟ้า ซูเนี่ยนวางเข็มเล่มสุดท้ายลง เธอเหยียดหลังตรงแล้วบิดกายด้วยความเมื่อยล้า ตรงหน้าเธอคือกระเป๋าใส่เหรียญ 10 ใบที่สวยงามจนแทบไม่น่าเชื่อว่าเป็นงานที่ทำมาจากเศษด้ายและเสื้อผ้าของเธอ
“เสร็จแล้ว...” เธอพึมพำเบา ๆ ด้วยความภูมิใจ ก่อนจะลุกขึ้นจากเก้าอี้เดินออกไปที่หลังบ้าน เห็นเหว่ยเฉียงกำลังรดน้ำดินที่ขุดเป็นแปลงผักอย่างระเบียบ ส่วนเด็กๆ ก็นั่งเล่นอยู่ใกล้ๆ
แต่สิ่งที่ทำให้เธอหนักใจคืออาหารมื้อเย็น
ซูเนี่ยนกลับเข้าครัวไปเช็กเสบียงอีกครั้ง ไข่ไก่ที่เธอเพิ่งซื้อมาเมื่อวานเหลือเพียง 3 ฟองเท่านั้น แต่น้ำมันพืชและเครื่องปรุงอื่นๆ ต้องใช้อย่างประหยัดที่สุด เธอไม่อยากใช้เงินที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิดไปซื้อกับข้าวเพิ่มในตอนนี้ เพราะต้องเก็บไว้เป็นต้นทุนซื้อผ้าและด้ายปักผ้าสีใหม่ๆ และอาจจะต้องซื้อไก่ไข่มาเลี้ยง เด็ก ๆ จะได้มีไข่ไก่กินทุกวัน
สายตาของเธอมองผ่านหน้าต่างออกไปเห็นแนวป่าละเมาะและเนินเขาหลังบ้านที่เขียวขจี จึงตัดสินใจหยิบตะกร้าสานใบเก่าที่วางทิ้งไว้มุมห้อง สะพายขึ้นหลังแล้วเดินออกไปหาเหว่ยเฉียงที่กำลังปาดเหงื่ออยู่กลางร่องดิน
“พี่เฉียงคะ ฉันจะเข้าไปชายป่าสักหน่อย เดี๋ยวจะกลับมาทำอาหารเย็นนะคะ”
เหว่ยเฉียงหยุดมือจากจอบ มองเธอด้วยความฉงน “จะไปทำอะไร? ป่ามันรกนะ เดี๋ยวก็ได้แผลกลับมาอีก” แม้น้ำเสียงจะห้วน แต่มีความห่วงใยเจืออยู่จางๆ ที่แม้แต่เจ้าตัวก็อาจไม่รู้
“ฉันจะไปดูว่ามีผักป่าให้เก็บมาทำอาหารไหม พี่ไม่ต้องห่วงหรอกฉันจะรีบกลับมา” ซูเนี่ยนยิ้มตอบพลางกวักมือเรียกเด็กๆ “จินเป่า หยวนเป่า อยากไปเดินเล่นกับแม่ไหมลูก?”
เด็กน้อยทั้งสองมองหน้ากัน หยวนเป่ามีท่าทางอยากไป แต่จินเป่ายังคงลังเล สุดท้ายเหว่ยเฉียงก็พยักหน้า “ไปกับแม่เถอะ ระวังอย่าไปไกลนักล่ะ”
แสงแดดยามเย็นทอดผ่านร่มไม้ใหญ่ ซูเนี่ยนเดินนำเด็กๆ เข้าไปบริเวณชายป่าที่ดินมีความชุ่มชื้น เธอสูดลมหายใจรับกลิ่นอายของดินและหญ้าเข้าปอด ก่อนจะกวาดสายตามองไปรอบๆ ไม่นานนักดวงตาของเธอก็เป็นประกาย
“นั่นไง! ผักจี้ไช่” เธอชี้ไปที่กอผักใบหยักที่ขึ้นเขียวขจีอยู่โคนต้นไม้ใหญ่
ซูเนี่ยนก้มลงใช้มีดสั้นเล่มเล็กที่พกมาค่อยๆ แซะรากของ ผักจี้ไช่ (ผักกาดนกเขา) ขึ้นมาอย่างระมัดระวัง ผักชนิดนี้มีสรรพคุณบำรุงเลือดและช่วยคลายร้อนได้ดี เหมาะกับร่างกายที่ซูบผอมของเด็กๆ เป็นที่สุด
“จินเป่า หยวนเป่า แบบนี้เรียกว่าผักจี้ไช่นะเอาไปทำซุปหรือผัดอร่อยมาก” เธอหันไปอธิบายให้เด็กๆ ฟังพร้อมกับชูต้นผักในมือให้ดู
หยวนเป่าที่เริ่มหายกลัวแม่เลี้ยงแล้ว รีบวิ่งเข้ามาดูใกล้ๆ “มันกินได้จริงๆ เหรอครับแม่ แต่มันดูเหมือนหญ้าเลยนะ”
“กินได้สิจ๊ะ ของอร่อยมักจะซ่อนตัวอยู่แบบนี้แหละ” ซูเนี่ยนหัวเราะเบาๆ ก่อนจะเดินลึกเข้าไปอีกนิดบริเวณใต้ร่มไม้อันอบอ้าว เธอก็พบกับต้นหอมป่า และยอดผักหนามที่กำลังแตกยอดอ่อน
“โอ้โห! โชคดีจริงๆ มีผักหนามด้วย” ซูเนี่ยนยิ้มกว้าง เธอรีบเด็ดยอดผักหนามใส่ตะกร้า
หลังจากเก็บผักป่าได้พอประมาณ ซูเนี่ยนก็พาเด็กๆ เดินเลาะไปยังลำธารเล็กๆ ที่ไหลผ่านหลังบ้าน น้ำในลำธารใสจนเห็นกรวดทรายและปลาตัวเล็กๆ ว่ายวนไปมา
ซูเนี่ยนนั่งลงริมตลิ่ง วางตะกร้าลงแล้วเริ่มล้างผักอย่างใจเย็น
ขณะที่เธอกำลังล้างผักจี้ไช่อยู่นั้น สายตาของเธอก็เหลือบไปเห็นกอพืชขนาดใหญ่ที่มีลำต้นอวบน้ำ มีจุดประสีแดงเข้มตามลำต้น มันขึ้นอยู่ตามริมขอบตลิ่ง
“ต้นหู่จ้าง!” ซูเนี่ยนอุทานออกมาด้วยความตื่นเต้น
ซูเนี่ยนไม่รอช้า เธอลงมือตัดลำต้นหู่จ้างที่ยังอ่อนใส่ตะกร้าจนเกือบเต็ม เด็กๆ เห็นแม่เลี้ยงตื่นเต้นก็พลอยสนุกไปด้วย
เมื่อได้ผักหู่จ้างจนเต็มตะกร้า ทั้งสามคนแม่ลูกก็เดินจูงมือกันกลับบ้าน แสงอาทิตย์สุดท้ายของวันทาบทับแผ่นหลังเล็กๆ ทำให้เงาของพวกเขาทอดยาวไปบนพื้นดิน เหว่ยเฉียงที่เพิ่งเก็บจอบเสร็จมองภาพนั้นด้วยความรู้สึกแปลกประหลาดในอก เขาไม่เคยคิดว่าวันหนึ่งจะได้เห็นซูเนี่ยนเดินจูงมือเด็กๆ กลับมาบ้านด้วยรอยยิ้มแบบนี้
ซูเนี่ยนไม่รอช้า เธอสั่งให้จินเป่าช่วยเด็ดยอดผักหนาม ส่วนเธอเริ่มจัดการกับต้นหู่จ้าง เธอปอกเปลือกออกจนเกลี้ยงแล้วหั่นเป็นท่อนเฉียงๆ เตรียมไว้ จากนั้นเธอก็หันไปหยิบพริกแห้งที่แขวนอยู่ข้างผนังมาโขลกกับเกลือ กระเทียม และหัวหอมที่เหลืออยู่เพียงน้อยนิด โขลกจนละเอียด จากนั้นตั้งหม้อใส่น้ำจนเดือด ใส่เครื่องพริกแกงลงไป กลิ่นพริกแกงรสจัดจ้านนี้แปลกใหม่สำหรับบ้านที่ปกติมีแต่อาหารรสจืดชืด
เธอใส่เนื้อปลาแห้งที่เก็บไว้จากมื้อก่อนลงไปเพื่อให้ซุปมีรสชาติกลมกล่อม จากนั้นจึงใส่ลำต้นหู่จ้างลงไป สีของน้ำแกงเริ่มเปลี่ยนเป็นสีส้มอ่อนๆ จากพริกแห้ง และความเปรี้ยวจากต้นหู่จ้างก็ค่อยๆ ซึมออกมาผสมกับน้ำแกงจนส่งกลิ่นหอมออกมา
ในขณะที่รอแกงส้มเคี่ยวเข้าเนื้อ ซูเนี่ยนก็ลงมือทำไข่เจียวต่อ โดยใช้ไข่ไก่ 2 ฟองที่เหลืออยู่นำมาตีรวมกับผักจี้ไช่ที่สับละเอียด เติมเกลือเล็กน้อยแล้วเจียวจนเหลืองฟู
เมนูสุดท้ายคือ ผัดยอดผักหนาม ที่ผัดกับกระเทียมอย่างรวดเร็วเพื่อให้ผักยังคงความกรอบและสีเขียวสด
เมื่ออาหารวางลงบนโต๊ะไม้เก่า ๆ ทำให้โต๊ะดูมีชีวิตชีวาขึ้นมาทันตา เหว่ยเฉียงนั่งลงเป็นคนแรก เขามองชามน้ำแกงที่มีต้นหู่จ้างลอยล่องอยู่ด้วยสายตาไม่ไว้วางใจ จินเป่าและหยวนเป่าเองก็นั่งนิ่ง พวกเขาเคยเห็นชาวบ้านเด็ดหู่จ้างมาเคี้ยวเล่นบ้าง แต่นำมาทำเป็นอาหารจริงจังแบบนี้ไม่เคยเห็นมาก่อน
“แม่ครับ... มันจะไม่เปรี้ยวจนฟันหลุดเหรอครับ?” หยวนเป่าถามเบา ๆ
ซูเนี่ยนตักแกงส้มราดลงบนข้าวสวยร้อน ๆ แล้วส่งให้ลูก ๆ “ลองดูสักคำนะ ถ้าไม่ชอบค่อยกินแต่ไข่เจียวก็ได้”
เหว่ยเฉียงเป็นคนแรกที่ใจกล้าพอจะพิสูจน์ เขาตักน้ำแกงขึ้นมาซดคำเล็ก ๆ ทันทีที่น้ำแกงสัมผัสลิ้น แววตาที่เคยนิ่งสงบของเขาก็เบิกกว้างขึ้น รสชาติเปรี้ยวที่พอดีกับความเผ็ดร้อนของพริกแกงและความหวานจาง ๆ ของน้ำตาลทรายแดง มันช่างเข้ากันได้อย่างเหลือเชื่อ
เขาตักชิ้นหู่จ้างเข้าปาก ความรู้สึกกรุบกรอบคล้ายกับผักดองทำให้เขาหยุดไม่ได้ มันเป็นความเปรี้ยวละมุนที่มาพร้อมกับกลิ่นหอมเฉพาะตัวของผักป่า
“เป็นยังไงบ้างคะ?” ซูเนี่ยนลุ้นจนตัวโก่ง
“อืม...แปลกดี แต่ไม่เลว” เหว่ยเฉียงตอบด้วยสีหน้าเรียบเฉย
เมื่อเห็นพ่อกินได้ เด็กน้อยทั้งสองจึงเริ่มลงมือ หยวนเป่าลองชิมไข่เจียวผักจี้ไช่ก่อนเป็นอันดับแรก “หูยยย…แม่ครับ ผักนี่ไม่ขมเลยสักนิด!” เด็กน้อยเคี้ยวตุ่ยๆ ด้วยความดีใจ
จินเป่าลองตักแกงส้มตามพ่อบ้าง ทันทีที่ความเปรี้ยวสดชื่นแตะลิ้น ดวงตากลมโตของเด็กหญิงก็เบิกกว้าง “อร่อยจัง...เหมือนกินผลไม้เปรี้ยวๆ ในน้ำซุปเลย”
ซูเนี่ยนยิ้มออกมาอย่างโล่งอก “อร่อยก็กินเยอะๆ เลยนะลูก ผัดผักหนามนี่ก็อร่อยเหมือนกันลองชิมดู”
มื้อเย็นวันนี้คึกคักกว่าทุกวัน เหว่ยเฉียงที่ปกติจะกินเพียงเพื่อให้อิ่มท้อง เขากลับขอเติมข้าวถึงสองรอบ
หลังมื้ออาหาร ซูเนี่ยนจัดการล้างจานอย่างรวดเร็ว โดยมีจินเป่าคอยช่วยเช็ดจานอย่างแข็งขัน ความสัมพันธ์ระหว่างแม่เลี้ยงและลูกสาวคนโตเริ่มถักทอขึ้นใหม่อย่างช้าๆ
พออาบน้ำเสร็จ ซูเนี่ยนนำกระเป๋าผ้าปักลายทั้ง 10 ใบออกมาวางตรวจเช็คความเรียบร้อยอีกครั้งใต้แสงตะเกียงน้ำมันสลัวๆ คืนนั้น ซูเนี่ยนเข้านอนด้วยความรู้สึกอิ่มเอมใจ แม้ที่นอนจะแข็งและห้องจะแคบ แต่หัวใจของเธอกลับพองโต เธอรู้ดีว่าการจะลบความทรงจำที่เจ็บปวดในอดีตของเหว่ยเฉียงและเด็กๆ ต้องใช้เวลา เธอหลับไปพร้อมกับแผนการในหัวมากมาย และเธอจะไม่ยอมแพ้จนกว่าจะปลดหนี้ 500 หยวนนั้นได้สำเร็จ
ต้นหู่จ้าง (虎杖) หรือที่เรียกในภาษาไทยว่า ผักไผ่ญี่ปุ่น หรือ ไม้เท้าเสือ มีลักษณะเด่นคือลำต้นที่มีจุดประสีแดงหรือน้ำตาลแดงดูคล้ายลายพาดกลอนของเสือ (นั่นคือที่มาของชื่อ "ไม้เท้าเสือ") ลำต้นมีความอวบน้ำ มีข้อปล้องคล้ายไม้ไผ่ และมักขึ้นตามริมน้ำที่มีความชื้นสูง
ลำต้นอ่อนของหู่จ้างมีรสชาติเปรี้ยวจัดคล้ายกับรูบาร์บ (Rhubarb) หรือยอดมะขามในบ้านเรา
สรรพคุณทางยาตามตำรับยาจีน ช่วยขับพิษร้อนและบำรุงระบบเลือด แก้ไอและขับเสมหะ
