บทที่ 2.3
“วางใจเถิด ข้าเองก็รับมือกับเสี่ยวซุ่นอยู่เสมอ” เมื่อเอ่ยถึงเกาหยางซุ่น คุณชายเล็กจวนแม่ทัพ ผู้อาวุโสกว่าก็หัวเราะออกมา
เกาหยางซุ่น อันเฟิ่งเซียนและอันซุ่ยเหลียนนั้น เป็นสหายที่สนิมสนทกันมาตั้งแต่จำความได้ ดังนั้นสองจวนซาบซึ้งถึงความซุกซนของเด็กทั้งสามคนเป็นอย่างดี
อันเฟิ่งเซียนเงยหน้ามองเกาอู่เยี่ย แม้ในดวงตาจะยังมีความหวาดหวั่น แต่ยังปะปนเอาไว้ด้วยความอยากรู้อยากเห็นตามประสาเด็ก
“ท่านไม่เห็นเหมือนที่ข้าได้ยินเลย”
“เจ้าได้ยินมาว่าอย่างไรเล่า” เกาอู่เยี่ยเดินนำเด็กทั้งสามออกมาจากจวนตระกูลอัน
“หลายเรื่อง เอาเป็นว่าท่านไม่เหมือน”
เกาอู่เยี่ยหัวเราะออกมาเสียงเบา ส่งผลให้ใบหน้าหล่อเหลาดูน่าเข้าใกล้มากยิ่งขึ้น “หวังว่านั่นจะเป็นคำชม”
“เป็นคำชมเจ้าค่ะ” อันซุ่ยเหลียนยืนยัน นางเงยหน้าขึ้นมองชายหนุ่มจากนั้นก็พยักหน้าอย่างแข็งขัน “ข้าเคยบอกท่านแล้วท่านใจดีกว่าที่ข้ากับเสี่ยวเฟิ่งเคยได้ยินมา”
“เจ้าค่ะ ข้าได้ยินมาว่าท่านเป็นคนเย็นชา ฆ่าศัตรูได้ตาไม่กะพริบ สตรีใดได้แต่งให้ท่านอาจถูกแช่แข็งได้ เพราะดวงตาเย็นชาของท่านเป็นแน่”
“อันนี้ข้าเพิ่งเคยได้ยิน” อันซุ่ยเหลียนมุ่นคิ้วมองอันเฟิ่งเซียน
“เอ่อ” คนที่เพิ่งกุเรื่องขึ้นชะงักตามองชายหนุ่มหล่อเหลาตาปริบๆ “เรื่องนี้ข้าก็เพิ่งเคยได้ยินมา”
“เสี่ยวเฟิ่ง ข้าจะไม่เชื่อเจ้าอีกแล้ว” อันซุ่ยเหลียนถลึงตาใส่อีกฝ่าย “เจ้าพูดมาสิบเรื่อง ข้าเชื่อได้กี่มากน้อยกัน”
อีกฝ่ายไม่เพียงไม่ปฏิเสธ แต่กลับหัวเราะออกมาเสียงแห้ง “ก็ข้าได้ยินมาอีกทีนี่นา อีกอย่างวันนั้นท่านเป็นคนไล่แม่สื่อออกไปจากจวนเองนี่นา”
อันซุ่ยเหลียนชะงัก นางมองเกาอู่เยี่ยด้วยความหวัง เนื่องจากเห็นกับตาเช่นกันกับอันเฟิ่งเซียน เห็นสภาพน่าอนาถใจของแม่สื่อและคนติดตามวันนั้น นางเองก็อดเห็นใจไม่ได้
“ข้าอายุยังน้อย ต้องรีบแต่งไปไหนกันเล่า”
“แต่ข้าได้ยินมาว่าก่อนไปชายแดน เกาฮูหยินอยากให้ท่านหมั้นหมายนี่เจ้าคะ หากยังเป็นเช่นนี้สตรีใดจะกล้าหมั้นหมายกับท่านเล่า ท่านน่ากลัวออกปานนี้”
อันซุ่ยเหลียนได้ยินดังนั้นก็ขมวดคิ้ว “พี่อู่เยี่ยไม่น่ากลัว หากสตรีเหล่านั้นไม่กล้าหมั้นหมาย เช่นนั้นพี่อู่เยี่ยข้าหมั้นหมายกับท่านเอง!” ประโยคหลังที่เอ่ยยังเงยหน้ามองชายหนุ่มด้วยดวงตามุ่งมั่น
เกาอู่เยี่ยเลิกคิ้วมองเด็กสามตรงหน้า นางไม่พูดเปล่ายังคว้ามือของเขาไปกุมไว้ และทันทีที่มือเล็กจ้อยนั้นสัมผัสมือเขา ความร้อนสายหนึ่งก็พุ่งปราดไปทั้งกายแกร่ง
คิ้วเข้มขมวดมุ่น ดวงตาคมเหม่อมองใบหน้าเล็กของอันซุ่ยเหลียน ภาพการเข่นฆ่าที่เขาไม่คุ้นเคยกลับปรากฏขึ้น บรรยากาศรอบด้านกลับกลายเป็นห้องโถงในท้องพระโรงทองวังหลวง
“พี่อู่เยี่ย”
เสียงนั้นเรียกสติเขากลับมา ชายหนุ่มก้มลงสบตากับอันซุ่ยเหลียน
ใบหน้าของโฉมสะคราญนางหนึ่ง แวบเข้ามาในความคิด ดวงตาคุ้นเคยนั้นเขาจดจำได้แม่น เพราะบัดนี้นางกำลังเงยหน้าขึ้นสบตากับเขา
ใช่แล้ว ดูเหมือนโฉมสะคราญผู้นั้น อาจจะเป็นอันซุ่ยเหลียน หากแต่...เป็นตัวนางในอนาคต
“ภาพเหล่านี้...”
เขาพึมพำหลังตั้งสติแล้วพาเด็กสาวทั้งสองเดินเข้าไปในจวนแม่ทัพ มองดูแผ่นหลังซุกซนที่วิ่งตามกันไปด้านใน ใบหน้าหล่อเหลาเคร่งเครียด
ดูเหมือนทุกครั้งที่อันซุ่ยเหลียนแตะต้องเขา ภาพบางอย่างก็จะปรากฏขึ้น “การเข่นฆ่าในท้องพระโรงนั้นมันคืออะไรกัน”
เช่นกันกับความรู้สึกหนักอึ้งในใจ ภาพเหล่านั้นถึงกับทำให้เขากระหายที่จะพิสูจน์
เมื่อวานเพิ่งได้พบองค์ชายตัวปลอมที่เป็นตัวตายตัวแทนในวังหลวง เมื่อเช้าเขาเองก็ตัดสินใจได้ว่าอนาคตเขาควรทำสิ่งใด มาวันนี้กลับมองเห็นภาพของตนบุกเข้าไปในท้องพระโรงทอง เห็นชัดว่าภาพนั้นมิใช่เขาที่คิดไปเอง