
บทย่อ
ซุ่ยเหลียน เด็กสาวที่เทพธิดาบุปผาเสกขึ้นจากดอกซุ่ยเหลียนในสระทิพย์แห่งสวรรค์ จุดประสงค์ก็เพื่อล่อลวงจอมมารที่หนีไปจุติยังโลกมนุษย์ เกาอู่เยี่ย จอมมารแห่งซีเปียน ผู้ครอบครองศิลาชั่วนิรันดร์ เพราะอาการบาดเจ็บจากการประลอง ทำให้จำต้องหลบเร้นไปจุติยังโลกมนุษย์
บทที่ 1.1
เสียงการต่อสู้ซึ่งสะท้านสะเทือนไปทั้งสวรรค์เก้าชั้นฟ้าทำให้น้ำในสระทิพย์แห่งแดนบุปผากระเพื่อมไหว ดอกบัวหลากสีสันส่ายโอนเอน บ้างถึงกับหุบกลีบเพื่อปกป้องตัวเองจากการทำลายล้าง
“จอมมารแห่งซีเปียน! คิดหนีหรือ!”
เสียงตะโกนในยามที่ลำแสงสีดำ วูบผ่านเหนือสระทิพย์ ทำให้บุปผานานาชนิดกลีบร่วงโรยลงบนพื้น
“ขี้ขลาด!”
“ขี้ขลาดเช่นนั้นหรือ พวกท่านถือว่าตัวเองเป็นองครักษ์แห่งสวรรค์ แต่กลับใช้แผนท้าประลองเพื่อหลอกล่อให้ข้าติดกับ ปากบอกว่าเป็นการประลองเพื่อความสนุกสนาน การกระทำกลับตรงกันข้าม คิดช่วงชิงศิลาชั่วนิรันดร์จากข้าหรือ ฝันไปเถิด!!”
เสียงหัวเราะดังลั่น พร้อมกับประโยคที่ทำเอาเหล่าองครักษ์แห่งสวรรค์ได้แต่อึ้งงัน มองดูแต่ละคนที่ต่างก็อยากจะครอบครองและช่วงชิงศิลาชั่วนิรันดร์ กระทั่งใช้คนมากกว่ารุมยื้อแย่งของจากผู้อื่น
...หากล่วงรู้ไปถึงที่ใดย่อมอับอายไปจนถึงที่นั่น
“ทำเช่นไรดี”
“จะทำเช่นไรได้เล่า หรือยังอับอายไม่พอ” เสียงอ่อนหวานเสียงหนึ่งดังขึ้นด้านหลัง
“เทพธิดาบุปผา ท่านมิใช่...มิใช่”
“มิใช่ว่าข้าหลับใหลไปแล้ว ใช่หรือไม่”
“เอ่อ”
“หากข้าหลับใหลแล้วจะมีโอกาสได้เปิดหูเปิดตาหรือ พวกท่านเป็นถึงองครักษ์แห่งสวรรค์ แต่กลับใช้สระทิพย์ในแดนบุปผาของข้าทำเรื่องน่าอับอายอย่างการใช้กำลังช่วงชิงของในครอบครองของผู้อื่น ไม่รู้สึกละอายใจบ้างเลยหรือ”
“แต่...จะอย่างไรสวรรค์ก็ต้องเรียกคืนของวิเศษทั้งสามคืนอยู่แล้ว พวกเราเพียง...”
“อ้อ ที่ทำนี้ก็เพื่อส่วนร่วมสินะ หากช่วงชิงศิลาชั่วนิรันดร์มาได้ ก็จะนำไปคืนยังสุสานเทพมังกร ช่างน่านับถือ”
น้ำเสียงราบเรียบแฝงเอาไว้ด้วยนัยแห่งการเสียดสี ทำให้แต่ละคนพูดไม่ออก พวกเขาต่างก็เอ่ยร่ำลาเทพธิดาบุปผาไปด้วยความกระอักกระอ่วน
“ท่านจะทำอย่างไรเจ้าคะ จอมมารแห่งซีเปียนหนีไปเสียแล้ว เขาบาดเจ็บเช่นนี้...”
“เขาบาดเจ็บแต่ก็หาได้สิ้นฤทธิ์ไม่ ศิลาชั่วนิรันดร์เป็นหนึ่งในอาวุธวิเศษที่ท่านเทพมังกรมอบให้เขา หากเขาไม่ยินยอม ไหนเลยจะช่วงชิงมาได้โดยง่าย”
มองดูริมสระทิพย์มีชายชุดตัวนอกสีดำซึ่งฉีกขาดร่วงอยู่ ข้างๆ กันนั้นมีซุ่ยเหลียน ดอกน้อยชูช่อเบ่งบาน ราวไม่หวั่นเกรงต่อรังสีแห่งการต่อสู้รุนแรงเมื่อครู่
ครุ่นคิดครู่หนึ่งเทพธิดาบุปผาก็แบมือออกไป ทั้งชายชุดสีดำและดอกซุ่ยเหลียนพลันลอยขึ้นมา ปลายนิ้วไล้ไปตามลวดลายดอกปี่อั้น สีแดง ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของจอมมารแห่งซีเปียน
“ซุ่ยเหลียน เจ้าเห็นเหตุการณ์ทั้งหมดเมื่อครู่แล้วสินะ ของวิเศษทั้งสามสมควรเก็บกลับคืน และจำต้องฝังไปพร้อมกับร่างของเทพมังกร เช่นนี้แล้วเจ้าก็ช่วยงานข้าสักเรื่องเถิด”
กล่าวจบเศษผ้าชิ้นนั้นก็สลายกลายเป็นผุยผง ล่องลอยและแทรกซึมเข้ากับทุกอณูของกลีบดอกซุ่ยเหลียนสีส้มอ่อนจาง กระทั่งไม่นานบัวดอกน้อยก็ลอยห่างออกไป ทิศทางนั้นก็คือทิศทางซึ่งลำแสงสีดำลอยหายไปนั่นเอง
จินหลง เมืองหลวงแคว้นเทียนเฉา
เสียงฟ้าร้องคำรามพร้อมกับแสงฟ้าแลบ ทำให้ยามค่ำคืนน่าหวาดกลัว เสียงร้องไห้จ้าของทารกน้อย ยิ่งทำให้บรรยากาศเงียบงันดูวังเวงและน่าหวาดหวั่น
นางกำนัล ขันที รวมไปถึงหมอหลวงกำลังวิ่งวุ่นวาย กลิ่นอายของความตายครอบคลุมไปทั่วทั้งวังหลวง ส่งผลให้ตำหนักซู่เฟินแลดูเต็มไปด้วยความชั่วร้าย แม้บัดนี้บรรยากาศสมควรเต็มไปด้วยกลิ่นอายมงคล เนื่องจากเจ้าของตำหนักกำลังมีพระประสูติการ
ลำแสงสีแดงฟาดลงมายังเหนือตำหนักซ้ำๆ เพลิงไหม้เผาผลาญ เสียงกรีดร้องขอความช่วยเหลือ กระทั่งเสียงร้องโหยหวนทรมาน ทำให้ขันทีและเหล่านางกำนัลได้แต่ร้องไห้สะอึกสะอื้น
ตำหนักซู่เฟินถูกฟ้าผ่า ส่งผลให้หลายชีวิตถูกสังเวย รวมไปถึงเจ้าของตำหนักอย่างหลินกุ้ยเฟย ผู้ซึ่งเพิ่งจะมีประสูติการ ฮ่องเต้ทรงมีรับสั่งให้ปิดตำหนัก และห้ามผู้ใดเอ่ยถึงเรื่องราวในคืนนั้น